ผู้กล้าเหนือกาลเวลา - บทที่ 1180 ขั้วที่เก้า!
บทที่ 1180 ขั้วที่เก้า!
สายธารปั่นป่วน เสียงกัมปนาทพร้อมฟองคลื่นดังทั่วทิศ
สวี่ชิงนั่งขัดสมาธิเหนือแม่น้ำ เถ้าถ่านลอยล่องจากโลกชั้นสี่กำลังกระจายออกไปโดยรอบ
ราวหิมะโปรยปรายจากฟากฟ้า
แต่… โลกนี้กลับไม่แตกสลาย ไม่ได้หายไป
แม้ว่าสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดของวังเซียน รวมถึงฟ้าดิน แหลกสลายเป็นความว่างเปล่า
ทว่าโลกนี้กลับยังอยู่
เนื่องจากสวี่ชิงอยู่ด้วย!
ตอนนี้เขาได้รับสิทธิ์ครองวังเซียนจากนายน้อยจี๋กวง
มีฐานะเป็นผู้ครอบครอง
บัญญัติกาลอวกาศของเขาประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่แล้ว ธารกาลอวกาศประคองโลกชั้นสี่ที่ควรแหลกสลายไว้
ขณะเดียวกันเขายังทราบว่าตอนนี้ตนจากไปได้ทุกเมื่อ ถึงขั้นว่าเพียงหนึ่งห้วงคิดก็กลับไปยังชั้นก่อนหน้าได้หมด
ไม่ว่าเป็นโลกปัจจุบันอย่างชั้นสาม ภาพวาดตรงชั้นสอง หรือเส้นสายตรงชั้นหนึ่ง
ขอเพียงเขาต้องการย่อมไปเยือนได้ในชั่วพริบตา
ทว่า… หากจะขึ้นไปกลับถูกจำกัด
ข้อจำกัดเขาไม่ใช่กรรมสิทธิ์หรือฐานะ แต่เป็นระดับบัญญัติของเขา
การเข้าโลกชั้นสี่จะเป็นผู้ครองบัญญัติหรือผู้มีสมบัติบัญญัติล้วนได้ทั้งสิ้น แต่บนโลกชั้นห้าต้องการมากกว่านั้น
ต้องยกระดับบัญญัติพอสมควร ทำให้พลังพันธะพลุ่งพล่าน พลังต่อสู้บรรลุถึงขั้นมหาจักรพรรดิเตรียมเซียนถึงจะได้
ตอนนี้สวี่ชิงสัมผัสได้ว่าตนห่างจากการก้าวสู่ชั้นที่ห้าเพียงเสี้ยวเดียวแล้ว!
‘ต้องยกระดับบัญญัติกาลอวกาศอีกขั้น ถึงจะเปิดทางทุกอย่างได้!’
นัยน์ตาสวี่ชิงฉายแววอัศจรรย์
เขามีสัญชาตญาณเด่นชัดอย่างหนึ่ง เมื่อขั้วที่เก้าของตนปรากฏ หรือคือเวลาซึ่งดินแดนที่เก้าก่อตัวเป็นรูปร่าง
อาศัยระดับขั้นของขั้วที่เก้า ตนย่อมก้าวสู่ระดับมหาจักรพรรดิได้ หรือหลังจากพันธะบัญญัติบรรลุถึงขั้นหนึ่งจึงจะก้าวเข้าโลกชั้นห้าได้
เมื่อถึงที่นั่นแล้วดูดซับพลังจากโลกชั้นห้า เขามั่นใจว่า…
‘เจ้าเหนือหัวขั้นหนึ่งย่อมต่อกรกับมหาจักรพรรดิได้!’
สวี่ชิงสูดหายใจลึก ยามครุ่นคิดยังพึมพำเสียงเบา
“ขั้วที่เก้าของข้า… ต่อจากกาลอวกาศ… คือทางขนาน…”
คำพูดของนายน้อยจี๋กวงก่อนจากไป ส่งผลกระทบต่อเขาหาใดเปรียบ อสนีบาตที่ก่อตัวตอนนี้ยังดังก้อง
ความกระจ่างแจ้งเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ
กระทั่งสุดท้ายสวี่ชิงซึ่งนั่งขัดสมาธิเหนือธารกาลเวลาค่อยก้มมองผิวน้ำ
ที่นั่นมีเงาสะท้อนของเขา
เมื่อจ้องมองเงาสะท้อนสักพักใหญ่… สวี่ชิงเหนือผิวน้ำหลับตา
แต่ภาพสะท้อนในแม่น้ำกลับลืมตาทันที!
จากนั้นเงาสะท้อนค่อยจมลงก้นแม่น้ำ กระทบเม็ดทราย ดิ่งลงเบื้องลึก กระทั่งสลายหายไป
มีเพียงสวี่ชิงเหนือผิวน้ำยังนั่งขัดสมาธิไม่ขยับ
…
ลมพัดมาจากไกลๆ หมอกเซียนหนาแน่นหอบม้วน เคลื่อนผ่านกายผู้บำเพ็ญมากมายไปท่ามกลางความปั่นป่วน ทอดยาวถึงป้ายหินบนแท่นรับเซียนของวังเซียน
ป้ายหินสีดำ เปี่ยมตะไคร่เขียว เผยความเก่าแก่กับกาลเวลาล่วงเลย
อักษรบนนั้นเลือนราง เขียนข้อมูลเกี่ยวกับการเข้าวังเซียนว่ามีสามทางเลือก
ที่นี่คือทางเข้าวังเซียน ทั้งเป็นสถานที่ซึ่งผู้บำเพ็ญเห็นเป็นอันดับแรกหลังจากก้าวเข้าวังเซียน ขณะเดียวกันยังเลือกเส้นทางเข้าวังเซียนที่นี่ด้วย
ตอนนี้หลี่เมิ่งถู่ บรรพจารย์ตี้หลิง รวมถึงเงาร่างเลือนรางหนึ่งกำลังทะยานมาแต่ไกล
เมื่อมาถึงแท่นรับเซียน ผู้บำเพ็ญบนแท่นรับเซียนส่วนใหญ่กำลังพุ่งตัวไปทางซ้าย
ที่นั่นคือเส้นทางเข้าวังเซียนสายแรก ในนั้นหมอกไม่หนา แต่เหมือนต่างมิติ เทียบกับแท่นรับเซียนแล้วมืดสลัวกว่ามาก
ทั้งมีฝนตกพรำๆ เพิ่มความชุ่มชื้น เปลี่ยนจากดินเป็นเลนโคลน
ส่วนเส้นทางที่สองอยู่ด้านหน้า หมอกหนาแน่นปกคลุม ได้แค่เห็นเลือนรางว่าเหมือนมีสะพานหนึ่ง
ในความรางเลือนเหมือนว่าบนสะพานมีคนผู้หนึ่งกำลังเดินห่างออกไป
“นั่นคือซิงหวนจื่อ เมื่อครู่ยามปรากฏตัว ข้าเห็นว่าทิศทางที่เขาไปคือสะพานนี้”
หลี่เมิ่งถู่ที่อยู่ด้านข้างกล่าวเสียงขรึม
“ไม่ทราบว่าพี่สวี่เลือกทางใด หากเลือกเส้นทางเล็ก พวกเราย่อมร่วมทางกันได้”
หลี่เมิ่งถู่พูดจบ บรรพจารย์ตี้หลิงที่อยู่ข้างกายเขา หันมามองสวี่ชิงด้วยความคาดหวังเต็มเปี่ยม
คนที่อยู่ข้างกายพวกเขาคือสวี่ชิง!
ตอนนี้เวลาย้อนกลับมาช่วงแดนเซียนดับสลายเปิดออก ยามทุกคนเพิ่งเข้ามา แต่สิ่งที่แปลกคือ… ไม่ว่าจะเป็นหลี่เมิ่งถู่หรือบรรพจารย์ตี้หลิง ทั้งหมดล้วนไม่ผิดปกติแม้แต่น้อย
คล้ายว่าพวกเขาไม่รู้ว่าเคยมาที่นี่
กล่าวอย่างถูกต้องคือพวกเขาที่อยู่ต่างห้วงกาลอวกาศเคยมาแล้ว
สิ่งที่แปลกยิ่งกว่าคือแม้แต่สวี่ชิงซึ่งอยู่ที่นี่ก็ไม่รับรู้อะไร เขาเหมือนเพิ่งเข้ามาที่นี่ครั้งแรกจริงๆ กำลังเงยหน้าจ้องมองทางเข้าทั้งสามสาย
ทางสายเล็ก สะพานไม้ แม่น้ำ
“ข้าอยากไปทางสะพานนี้”
บรรพจารย์ตี้หลิงหันมองหลี่เมิ่งถู่
หลี่เมิ่งถู่พยักหน้าเล็กน้อย ประสานหมัดคารวะสวี่ชิง ก่อนท่องเหินไปยังทางสายเล็กด้านซ้าย
บรรพจารย์ตี้หลิงลังเลสักพัก สุดท้ายก็ไม่ได้โน้มน้าว คารวะสวี่ชิง ก่อนเลือกทางสายเล็กแบบเดียวกับหลี่เมิ่งถู่
ไม่นานเงาร่างทั้งสองคนก็หายลับไป
บนแท่นรับเซียน เหลือเพียงสวี่ชิงคนเดียว
เขายืนอยู่ตรงนั้น หันมองทางขวาก่อน!
นิ่งเงียบสักพัก สุดท้ายค่อยถอนสายตากลับมองสะพานข้างหน้า ร่างวาบไหวไปทางนั้น… เยื้องย่างเข้าไป
กาลเวลาล่วงเลย
โลกหลังสะพานคือชั้นสอง เมื่อปรากฏตัวบนภาพวาด สวี่ชิงติดอยู่ข้างในนั้น ผ่านเรื่องราวมากมาย ทว่า… ไม่เจอคนตัวเล็กถือกระบี่
แต่หลับใหลในถังของจอมมาร
สุดท้ายเพราะความอลหม่านไม่อาจระบุ จอมมารเทของทั้งหมดในถังออกมาพลางคำรามคลั่ง
ส่วนเขาเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายจนหนีออกมาได้เพราะความอลหม่านไม่ทราบสาเหตุนั่น
ในโลกชั้นสาม
เขาเจอหลี่เมิ่งถู่ที่นั่น ทั้งร่วมมือกับอีกฝ่าย ได้รับบทบาทสำหรับเข้าชั้นที่สี่
จากนั้นค่อยก้าวเข้าชั้นที่สี่พร้อมกัน
ไม่ใช่นายน้อยจี๋กวงอีก แต่เป็นศิษย์คุ้มกันหอเก็บตำรา
เขาลองเปลี่ยนประวัติศาสตร์ สร้างคลื่นสะเทือน ประสบความสำเร็จขนาดย่อม แต่กลับไม่ก่อเกิดคลื่นขนาดใหญ่ ด้วยซิงหวนจื่อรักษาระเบียบอยู่ที่นั่น
ดังนั้นเมื่อจัดงานแต่ง มหาเคราะห์มาเยือน ทุกอย่างจึงสอดคล้องกับประวัติศาสตร์
เมื่อฟองอากาศบนฟ้าดาราแตกสลาย สรรพสิ่งในวังเซียนหายลับไป สิ่งที่ซ่านสลายไปพร้อมกันจึงรวมเขาด้วย
ทันทีที่ซ่านสลาย สวี่ชิงลืมตาขึ้น
มีสายน้ำเล็กรายรอบกาย ห่างออกไปอีกห้วงกาลอวกาศ เขาเห็นตัวเองอีกคน
สายธารข้างกายเขาคนนั้นกว้างใหญ่ไพศาล
“ที่แท้เป็นเช่นนี้…”
สวี่ชิงกล่าวพึมพำเสียงเบา นั่งขัดสมาธิเหนือสายธารของตนก่อนหลับตา
เงาสะท้อนดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง
จากนั้น… บนแท่นรับเซียน ฉากก่อนหน้าปรากฏอีกครั้ง
ครั้งนี้เมื่อปรากฏตัวที่นั่น สวี่ชิงที่ยังไม่ทราบเรื่องราว ด้วยนึกถึงความเสี่ยงของที่นี่ ทั้งคิดอย่างรอบคอบ ดังนั้นเลยเลือกเข้าทางสายเล็กมีฝนพรำพร้อมหลี่เมิ่งถู่กับบรรพจารย์ตี้หลิง
เขาที่เลือกเดินทางนี้ ไม่ผ่านโลกชั้นหนึ่งกับชั้นสอง แต่สร้างความขัดแย้งติดพันกับเสียหลิงจื่อที่นั่น
สุดท้ายค่อยรู้จักกับโจวเจิ้งลี่
ทั้งสองรวมถึงหลี่เมิ่งถู่ ตามหาบทบาทจนมุ่งหน้าเข้าโลกชั้นสี่พร้อมกัน สุดท้ายค่อยเจอการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์บนโลกชั้นสี่
เมื่อทุกอย่างสิ้นสุด โลกชั้นสี่ซ่านสลาย สวี่ชิงลืมตาเห็น… ตัวเองสองคน
เขานิ่งเงียบสักพัก ก่อนกล่าวอย่างเลื่อนลอย
“ที่แท้เป็นเช่นนี้…”
จากนั้นค่อยหลับตา สายธารข้างกายเหลือน้อยลง
แต่เงาสะท้อนยังดิ่งลึก
เกิดคลื่นใต้น้ำติดต่อกัน สะเทือนจนเกิดคลื่นหลายชั้น กลายเป็นสวี่ชิงคนแล้วคนเล่า ปรากฏตัวตรงทางเข้าวังเซียนในต่างห้วงกาลอวกาศ
เลือกทางเดินต่างกันไป
ราวกับเม็ดทรายตั้งต้นในทะเลทรายกาลเวลา ทุกครั้งเมื่อเคลื่อนตัวตามสายลมย่อมสร้างเส้นกาลอวกาศต่างกันไป ครั้นแล้วจึงเกิดเป็นประสบการณ์ต่างกัน
ดังนั้นบางร่างก็ตายระหว่างทาง!
กาลอวกาศที่ดำรงอยู่กลายเป็นว่างเปล่า
วิธีจัดการปัญหาของบางร่างก็ขัดกับต้นแบบอย่างสวี่ชิง
เข่นฆ่า นองเลือด ช่วงชิง…
แตกต่างกันไป
แน่นอนว่าประสบการณ์อาศัยสิ่งนี้เป็นพื้นฐาน บ้างรู้จักกับเสียหลิงจื่อ บ้างรู้จักกับเชียนจวินปี้อี้ บ้างถึงขั้นไม่เลือกก้าวเข้าโลกชั้นสี่
ทั้งมีตัวสวี่ชิงที่เป็นสหายกับซิงหวนจื่อ เลือกรักษาระเบียบด้วยกันกับเขา
การเปลี่ยนแปลงนานัปการ ประสบการณ์หลายหลาก สุดท้ายสิ่งที่สะท้อนออกมาคือตัวสวี่ชิงเหนือสายธารกว้างใหญ่ แม่น้ำรอบตัวมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าสายน้ำมีมากมีน้อย ทว่ากระแสธารแต่ละสายล้วนมีตัวเองอยู่
สุดท้ายค่อยเปลี่ยนเป็นกว้างใหญ่ไพศาล เบียดเสียดแน่นขนัด
ร่างสวี่ชิงนับไม่ถ้วน สายธารเหลือคณา ครอบครองห้วงอากาศทั้งหมด
กระทั่งลมพัดมา เม็ดทรายตั้งต้นขยับเคลื่อน ร่างต้นสวี่ชิงลืมตา
กล่าวพึมพำเสียงเบา
“รวมเป็นหนึ่ง!”
เมื่อเขาลืมตา… ชั่วยามเปล่งเสียง…
กาลอวกาศนับไม่ถ้วนทั่วทิศ ตัวเขามากมายพลันลืมตา ทั้งหมด…มองมาทางเขา!
ทุกสายตา… จับจ้อง สอดประสาน หลอมรวมกัน
ต่อจากนั้นสายธารนับไม่ถ้วนปั่นป่วนทันที รวมตัวกันไปหาร่างต้นสวี่ชิง…!
แม่น้ำจึงยิ่งก่อเกิดคลื่น สมองสวี่ชิงมีเสียงกึกก้องดังต่อเนื่อง
ราวจิตใจเปิดออก!
คล้ายนัยน์ตาไม่ถูกบดบังอีก!
ตัวข้านับไม่ถ้วน กลายเป็นตัวตน
สายธารเหลือคณา กลายเป็นมหาสมุทร!
ขั้วที่เก้าก่อเกิดชั่วพริบตา!
ขั้วขนาน!
คล้ายเบิกฟ้าผ่าดิน เมื่อโลกสั่นสะเทือน แดนที่เก้าของสวี่ชิงปรากฏ ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ชั่วพริบตา
พลังบำเพ็ญเพิ่มขึ้นมาก!
จากเตรียมสู่เทวะแปดแดน ก้าวเข้าแดนที่เก้า ถึงขั้นสูงสุดของเตรียมสู่เทวะ
ส่วนบัญญัติเขากำลังทะลวงระดับ!
เมื่อเลื่อนระดับ สวี่ชิงยืนเหนือทะเลกาลอวกาศ เงยหน้ามองเบื้องบน เยื้องย่าง… ก้าวสู่ห้วงอากาศ!
เขาต้องไปโลกชั้นห้าที่มีเพียงผู้ครองพลังต่อสู้ระดับมหาจักรพรรดิเตรียมเซียนถึงจะเข้าไปได้ เพื่อทำการเลื่อนระดับครั้งสุดท้าย!
ยามเยื้องย่างลงมา โดยรอบพร่าเลือน บิดเบี้ยวทั้งแถบ ราวข้ามพันธนาการ ก้าวออกจากปราการ
เหยียบเข้า… โลกชั้นห้า!
สิ่งที่เห็นทั่วทิศงามตระการ
วังวนต่างขนาดมากมายคล้ายระบบดาว ทั้งเหมือนนัยน์ตาประหลาดมากมาย
ไร้ขอบเขต
แต่เมื่อทอดมองไป แม้ว่าที่นี่กว้างใหญ่ แต่การรับรู้ของสวี่ชิงเหมือน ‘เห็น’ วังวนและรายละเอียดทั้งหมด
ท่ามกลางความอัศจรรย์เขายังเห็นว่าในวังวนพวกนี้ บางแห่งมีเงาร่างนั่งขัดสมาธิอยู่
เงาร่างเหล่านั้นมีซิงหวนจื่อ มีผู้บำเพ็ญซึ่งเขาไม่เคยเจอมาก่อน เมื่อเห็นกลิ่นอายพวกเขาจึงรู้ชัดว่าเป็นกึ่งเซียน
คนพวกนี้ต่างมีภาพมายาประหลาดเหมือนฝันวนรอบตัว
ฝ่ายซิงหวนจื่อเหมือนกำลังเลื่อนระดับ
หลังจากถูกสายตาสวี่ชิงจับจ้อง ซิงหวนจื่อคล้ายสังเกตเห็น กวาดสายตามองฉับพลัน
ชั่วพริบตายามเห็นสวี่ชิง สีหน้าเขาพลันแปรเปลี่ยน เผยความไม่อยากเชื่ออย่างยากข่มกลั้น
“เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร!!”