ผู้กล้าเหนือกาลเวลา - บทที่ 1194 รางวัลของนภาเก้าฝั่ง!
บทที่ 1194 รางวัลของนภาเก้าฝั่ง!
แข่งขันกันอย่างดุเดือดจากดินแดนต้นกำเนิด เข้าสู่เมืองเซียน นี่คือประเพณีและเกียรติยศของแดนดาราทิศเหนือ ใต้ ตะวันออก และตะวันตก
ในนั้นใช่ว่าจะไม่มีใครรู้ความลับที่แท้จริง อย่างเซียนแห่งสำนักสายหลักทั้งสี่ หรือเตรียมเซียนบางคนที่เข้าถึงข้อมูลสำคัญได้ พวกเขาความจริงแล้วต่างก็เข้าใจ
เมืองเซียนเป็นเพียงแผนการที่ดำเนินมาตลอดนับตั้งแต่ผู้บำเพ็ญของระบบดาวที่ห้าได้เข้ามาครอบครอง
แผนการบ่มเพาะสายตรง
แผนการนี้ได้ดำเนินการไปแล้วในอดีต ในอนาคตก็จะยังคงดำเนินต่อไป
เพราะในความเข้าใจของชนชั้นสูงของระบบดาวที่ห้า ผู้บำเพ็ญไม่ใช่ผู้ที่ได้รับการทะนุถนอมในเรือนกระจก แต่ต้องฝ่าฟันออกมาจากการแข่งขันนับไม่ถ้วน ฝ่าทวนกระแส สังหารฝ่าฟันออกมา
เหมือนดั่งยุคที่ระบบดาวที่ห้ายังมีเทพเจ้าเป็นผู้เป็นนาย พวกเขาก็ต่อสู้ดิ้นรนขึ้นมาจากโลกเล็กๆ
จิตวิญญาณนี้ ไม่อาจสูญหายไปได้!
ดังนั้น สิ่งที่พวกเขาต้องการ ไม่ใช่ดอกไม้ในเรือนกระจก แต่เป็นผู้ร่วมทางที่เปี่ยมด้วยจิตสังหารและจิตวิญญาณที่ไม่ยอมแพ้
มีเพียงผู้บำเพ็ญเช่นนี้เท่านั้น ที่จะคู่ควรกับตำแหน่งสายตรง ที่จะสามารถแบกรับอนาคตได้ และที่จะสามารถอยู่รอดได้ในชั้นบนที่เทพเจ้าห้อมล้อม
จึงจะมีคุณสมบัติที่จะได้รับการยอมรับจากพวกเขา
ส่วนในด้านจิตใจ สำหรับผู้บำเพ็ญระดับต่ำ อาจต้องใช้วิธีการบางอย่างเพื่อชี้นำให้พวกเขามีความภักดี แต่สำหรับผู้บำเพ็ญที่สามารถโบยบินขึ้นสู่สวรรค์ ในด้านนี้ไม่จำเป็นต้องทำแล้ว
ผู้บำเพ็ญคนใดก็ตามที่มาถึงตำแหน่งนี้ ล้วนเป็นผู้ที่มีความแน่วแน่อย่างแน่นอน และจะต้องมีความเข้าใจและการรับรู้เป็นของตนเอง
เส้นทางเดียวกันก็เดินไปด้วยกัน
เส้นทางต่างกัน ก็ไม่บังคับให้อยู่ต่อ
ระบบดาวที่ห้า มีความมั่นใจเช่นนี้
แต่ว่าสามสิบหกระบบดาวชั้นบนทั้งหมด นอกจากที่นี่แล้ว แทบทั้งหมดเป็นดินแดนของเทพเจ้า ผู้ที่เส้นทางต่างกัน…เว้นแต่จะเปลี่ยนพลังบำเพ็ญเป็นเทพเจ้า ไม่เช่นนั้นแล้วจะไปที่ใดได้อีก
ค่ายกล ได้ถูกกำหนดไว้แล้ว
ดังนั้น จึงมีการทดสอบเมืองเซียนครั้งแล้วครั้งเล่า
จึงมีการโบยบินขึ้นสู่สวรรค์จากคำพูดของผู้นำเซียนจิ่วอั้น!
ผู้ที่โบยบินจากแผ่นดินมาตุภูมิคือผู้โบยบินสู่สวรรค์
และตามกฎของระบบดาวที่ห้า ผู้นำเซียนคนใดที่เป็นผู้ทำหน้าที่ในยุคสมัยนั้น ผู้บำเพ็ญที่ขึ้นสู่สวรรค์ทั้งหมดในยุคสมัยนั้น ก็จะเข้าสู่วังเซียนของผู้นั้น
ในเสี้ยวขณะที่นี้ คือยุคจิ่วอั้น
ดังนั้น ผู้คนหนึ่งร้อยคนรวมถึงสวี่ชิง ตอนนี้ท่ามกลางเสียงอันยิ่งใหญ่ของผู้นำเซียนจิ่วอั้นก้องกังวาน ร่างกายราวกับถูกดึงดูด ต่างบินออกจากแท่นสูงที่ตนอยู่
พุ่งตรงไปยัง…สวรรค์นอกพิภพที่ผู้นำเซียนจิ่วอั้นสร้างขึ้นจากดวงดาวนับไม่ถ้วน ดาราจักรมากมาย คลื่นวนดาวนับไม่ถ้วน แดนดารานับไม่ถ้วน และจักรวาลนับไม่ถ้วน!
ทันทีที่บินเข้าไป ดวงดาวไร้ขอบเขต แผนที่ดวงดาวที่นับไม่ถ้วน ก็ปรากฏในสายตาของสวี่ชิงและคนอื่นๆ
ไร้ขอบเขต ไร้จุดเริ่มต้น ไร้จุดสิ้นสุด
เมื่อเทียบกับความกว้างใหญ่นี้ พวกเขาช่างเล็กจ้อยนัก ราวกับมดที่เดินเข้าไปในโลกของยักษ์
นี่คือนภาเก้าฝั่ง…พื้นที่หนึ่งของระบบดาวที่ห้า!”
เสียงอันทรงอำนาจดังก้องกังวานในความว่างเปล่า
แต่ไม่ใช่ผู้นำเซียนจิ่วอั้นเมื่อก่อนหน้านี้แล้ว
ข้างหน้าของสวี่ชิงและคนอื่นๆ จากเสียงที่ดังมา ในความว่างเปล่า มีคนผู้หนึ่งเดินออกมา
นี่เป็นชายชราคนหนึ่ง สวมชุดนักพรตสีขาว มือถือแส้ขนจามรี ทั้งคนดูเป็นเซียนที่มีคุณธรรมและเหนือโลก เหยียบอยู่บนท้องฟ้าดารา เหยียบอยู่บนจักรวาล ปรากฏมาเบื้องหน้าสวี่ชิงและคนอื่นๆ
“ผู้อาวุโสผู้นี้คือสวี่เต้าอวิ๋น ผู้อาวุโสผู้รับผิดชอบการต้อนรับของวังเซียนเก้าฝั่ง มีหน้าที่นำทางและอธิบายให้พวกเจ้าฟัง”
ชายชรากล่าวอย่างเรียบๆ สายตาที่สงบนิ่ง กวาดมองทุกคน
ทุกคนต่างจิตใจสั่นสะเทือน
ผู้ที่มีสมบัติธรรมนูญ สมบัติธรรมนูญของพวกเขาหม่นหมอง ไม่กล้าที่จะเปล่งประกายแข่ง ถูกกดข่มในทันที
ส่วนผู้ที่มีธรรมนูญในตัวเอง แม้จะดีกว่าเล็กน้อย แต่ก็เป็นเพียงในทางเปรียบเทียบเท่านั้น ภายใต้สายตานี้ ธรรมนูญถูกกดข่ม ยากที่จะโคจรแม้เพียงเศษเสี้ยว
ไม่ว่าจะเป็นสวี่ชิงหรือซิงหวนจื่อ ในเสี้ยวพริบตาที่สายตาของชายชราผู้นั้นจับจ้องมา วิญญาณล้วนปั่นป่วน และเกิดความรู้สึกที่ไม่อาจต้านทานได้ขึ้นมา
ความรู้สึกแบบนี้ สวี่ชิงเคยสัมผัสมาก่อน!
ที่แผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ ตอนที่เขายืนอยู่ข้างมหาจักรพรรดิครองกระบี่ มองเซียนชั้นล่างคนนั้นที่กำลังจะก้าวเข้ามาในแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ ก็มีความรู้สึกที่คล้ายกัน
แต่ในเสี้ยวขณะนี้ ความรู้สึกนี้กลับรุนแรงยิ่งกว่า
“เซียน…”
สวี่ชิงสูดหายใจเข้าลึกๆ
ทางด้านซิงหวนจื่อก็ก้มหน้าลง ความรู้สึกของเขาเหมือนกับสวี่ชิง ชายชราที่อยู่ตรงหน้า ทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับอาจารย์
ในฐานะสองคนที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาหนึ่งร้อยคนนี้ ยังรู้สึกเช่นนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนอื่นๆ เลย
ในเสี้ยวขณะนี้ ทุกคนต่างโค้งคารวะอย่างรวดเร็ว
สีหน้าของชายชราเป็นปกติ เสียงยังคงก้องกังวานต่อไป
“ในนภาเก้าฝั่ง ดวงดาวไร้ขอบเขต มีดาวดวงใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา มีดาวเก่าแก่ดับสลายตลอดเวลา วงโคจรของดาวไม่ใช่นิรันดร์ แดนดาราก็ไม่ได้ตายตัว แม้แต่จักรวาลภายในก็มีขึ้นมีลง”
“ที่นี่ หากไร้ซึ่งเหตุการณ์พลิกผันใดๆ ก็จะเป็นสถานที่ฝึกบำเพ็ญในอนาคตของพวกเจ้า”
“และในฐานะผู้บำเพ็ญที่โบยบินสู่สวรรค์จากแผ่นดินแม่ พวกเจ้าจะได้รับรางวัลที่เหมาะสม!”
“ทุกคนจะได้รับจักรวาลหนึ่งแห่งในนภาเก้าฝั่ง เป็นที่พำนักของพวกเจ้า!
แดนดารา คลื่นวนดาว ดาราจักรและดวงดาวตลอดจนดวงดาวทั้งหมดภายในนั้น ล้วนเป็นของเจ้า!”
คำกล่าวนี้ดังออกมา ทุกคนต่างจิตใจสั่นสะท้านอีกครั้ง
สวี่ชิงก็มีประกายแสงแปลกประหลาดในดวงตาเช่นกัน สัมผัสได้ถึงความใจกว้างของระบบดาวที่ห้า และสัมผัสได้ถึงความสำคัญที่พวกเขามอบให้กับผู้ที่โบยบินขึ้นสู่สวรรค์!
นี่คือการบำรุงหล่อเลี้ยงคนคนหนึ่งด้วยทรัพยากรของจักรวาลหนึ่ง!
สามารถจินตนาการได้ว่า ต่อให้เป็นจักรวาลที่แห้งแล้งที่สุด ก็จะต้องมีพลังเซียนมหาศาลอยู่ภายในอย่างแน่นอน
ในขณะเดียวกัน สรรพชีวิตทั้งหมดในนั้นก็จะเป็นส่วนหนึ่งของทรัพยากรเช่นกัน
พูดได้ว่า ทันทีที่ได้รับรางวัล ผู้ที่ได้รับรางวัลก็จะกลายเป็น…ผู้สูงส่งสูงสุดในจักรวาลที่ตนได้รับ!
รางวัลเช่นนี้ ทำให้สวี่ชิงยังต้องหวั่นไหวไปเช่นกัน
ดังนั้น ความคาดหวังในใจของเขาก็ยิ่งรุนแรงขึ้น
เพราะในการจัดอันดับใดๆ ก็ตาม ผู้ที่ได้รับอันดับหนึ่ง ย่อมไม่มีทางได้รับรางวัลเหมือนกันกับคนอื่นๆ
และความจริงก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
คำพูดของชายชราชุดขาว ในเสี้ยวขณะนี้ประดุจเสียงสวรรค์ดังสะท้อนก้อง
“จักรวาล เป็นรางวัลในขั้นแรก ส่วนเจ้าที่เป็นอันดับหนึ่ง…”
กล่าวมาถึงตรงนี้ สายตาของชายชราก็จับจ้องมาที่สวี่ชิง
“ในนภาเก้าฝั่ง มีจักรวาลพิเศษบางแห่ง แต่ละแห่งล้วนเป็นทรัพยากรเชิงกลยุทธ์ทั้งสิ้น ผู้ที่ได้อันดับหนึ่งในครั้งนี้…ได้รับเป็นจักรวาลระดับหนึ่ง จักรวาลตะวันมืด!”
“ส่วนความพิเศษของมัน เมื่อเจ้าไปถึงแล้ว ก็สามารถสำรวจได้ด้วยตนเอง”
“ส่วนรางวัลขั้นที่สองสำหรับพวกเจ้า…”
“ทุกคน จะได้รับสิทธิ์ในการชำระล้างธรรมนูญของของวิเศษเวท ของวิเศษเวทของพวกเจ้าหากไม่มีธรรมนูญ สามารถใช้โอกาสนี้เพิ่มธรรมนูญได้ ผู้ที่มีธรรมนูญอยู่แล้วก็สามารถเสริมพลังได้เช่นกัน ทำให้พลังของของวิเศษเวทเพิ่มมากขึ้น กระทั่งว่าสามารถขอให้แยกธรรมนูญและของวิเศษสมบัติออก ผสานไปในร่างตัวเองได้!”
“จะใช้สิทธิ์นี้อย่างไร ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพวกเจ้าเอง”
“และผู้ติดอันดับสิบอันดับแรก นอกจากรางวัลนี้แล้ว ยังจะได้รับโอกาสให้เซียนชั้นล่างหลอมอาวุธให้ พวกเจ้าสามารถไปยังจักรวาลหลอมเต๋าได้ทุกเมื่อ!”
“โอกาสนี้ หาได้ยากยิ่ง พวกเจ้าจงใช้ให้คุ้มค่า”
สายตาของชายชรา หลังจากกวาดมองสวี่ชิงและผู้บำเพ็ญสิบอันดับแรกคนอื่นๆ แล้ว ก็กลับมาที่สวี่ชิงอีกครั้ง
“ส่วนอันดับหนึ่ง ได้รับสิทธิ์ในการสัมผัสรับรู้ ณ สุสานเซียนวีรชนหนึ่งครั้ง!”
“สุสานเซียนวีรชน เป็นสถานที่รำลึกถึงเซียนชั้นล่างทั้งหมดที่พลีชีพในการรบของนภาเก้าฝั่งตลอดโบราณกาลมา ที่นั่นมีวาสนาแห่งธรรมนูญ มีมรดกของวิเศษของเซียน ส่วนจะเก็บเกี่ยวได้อะไรมา จำนวนมากน้อยเพียงใด ทุกอย่างขึ้นอยู่กับวาสนา”
เมื่อคำพูดของชายชราดังออกไป สวี่ชิงก็สัมผัสได้ถึงสายตาของผู้บำเพ็ญคนอื่นๆ ที่ส่วนใหญ่มองมาที่เขา
ในสายตาเหล่านั้น เต็มไปด้วยความอิจฉาอย่างเข้มข้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเชียนจวิน ปี้อี้และคนอื่นๆ ยิ่งเป็นเช่นนั้น สำหรับดวงดาวทั้งแปดในอดีตเหล่านี้ พวกเขาไม่ได้ขาดการชี้แนะจากเซียนชั้นล่าง และก็ไม่ได้ขาดการหลอมอาวุธที่หลอมโดยเซียนชั้นล่าง
ในเมื่ออาจารย์หรือผู้อาวุโสของพวกเขาก็มีผู้ที่เป็นเซียนชั้นล่างอยู่แล้ว
ดังนั้น รางวัลก่อนหน้านี้ ยกเว้นจักรวาลแล้ว ก็ไม่ได้ทำให้พวกเขารู้สึกตื่นเต้นเท่าไร
แต่เมื่อได้ยินคำพูดของชายชรา หลังจากได้ยินสิทธิ์ในการสัมผัสรับรู้ที่สุสานเซียนวีรชน พวกเขาก็อดหวั่นไหวไม่ได้
เพราะแม้จะมีเซียนชั้นล่างเป็นอาจารย์ แต่สิ่งที่อาจารย์ถ่ายทอดให้ ย่อมเป็นมรดกธรรมนูญที่ไม่จำเป็นสำหรับอาจารย์
สมบัติที่มอบให้ ย่อมไม่ใช่อาวุธที่คมที่สุดของอาจารย์
เพราะอย่างไรเสีย พวกเขาก็ยังมีชีวิตอยู่
แต่สุสานเซียนวีรชนแตกต่างออกไป นั่นคือสถานที่ฝังร่างของเซียนชั้นล่างที่รบตาย ธรรมนูญที่พวกเขาทิ้งไว้ ก็ไม่มีเจ้าของแล้ว
สมบัติที่พวกเขาทิ้งไว้…หากไม่แตกสลายไปพร้อมกับการตายในการรบ เช่นนั้น สมบัติที่ยังคงอยู่ ย่อมเป็นสิ่งที่น่าตื่นตะลึงอย่างแน่นอน
วาสนาก็เป็นเช่นนั้น
ดังนั้น วาสนาในสุสานเซียนวีรชน จึงถือได้ว่าเป็นมรดก!
แม้แต่ซิงหวนจื่อ ในเสี้ยวขณะนี้ก็ถอนหายใจในใจไปเช่นกัน
สวี่ชิงก็ย่อมรู้ดีถึงความล้ำค่าของวาสนานี้ จึงก้มศีรษะโค้งคารวะ
ชายชราดึงสายตากลับมา แล้วกล่าวต่อไป
“นภาเก้าฝั่งไม่เพียงแต่เป็นที่พำนักในอนาคตของพวกเจ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่ปฏิบัติหน้าที่ของพวกเจ้าด้วย ดังนั้นจงใช้รางวัลที่มอบให้พวกเจ้าให้ดี เพราะช่วงเวลาพักผ่อนของพวกเจ้า มีเพียงหนึ่งปีเท่านั้น”
“อีกหนึ่งปีข้างหน้า พวกเจ้าจะถูกเรียกรวมระดมพล เพื่อมุ่งหน้าไปยังจักรวาลเชื่อมต่อ ที่นั่นจะมีผู้รับผิดชอบมาแจกแจงหน้าที่ให้กับพวกเจ้า”
“ตอนนี้แยกย้ายกันได้แล้ว”
ชายชราสะบัดแส้ขนจามรีในมือ ทันใดนั้น แผ่นไม้ที่ทำจากไม้เซียนแต่ละแผ่นๆ ก็พุ่งไปหาทุกคน
ส่วนใหญ่มีสองแผ่น แผ่นหนึ่งเป็นยันต์ส่งข้ามสำหรับจักรวาลที่ได้รางวัล อีกแผ่นหนึ่งเป็นสิทธิ์ในการชำระล้างธรรมนูญของวิเศษเวท
ผู้ที่มีสามแผ่น มีเพียงไม่กี่คน แผ่นที่เพิ่มมาคือโอกาสหลอมอาวุธโดยเซียนชั้นล่าง
มีเพียงสวี่ชิงเท่านั้น ที่มีสี่แผ่น!
ตอนนี้เมื่อส่งมอบแผ่นไม้เสร็จ ชายชราก็ไม่พูดอะไรอีก ร่างกายของเขารางเลือน ค่อยๆ จางหายไป
หลังจากที่เขาจากไป ผู้คนในที่นี้ต่างรู้สึกตื่นเต้น แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้จากไปทันที แต่กลับลอยมาหาสวี่ชิง
พวกเขาต่างก็เป็นรุ่นเดียวกัน ในอนาคตแม้จะไม่รู้ว่าหน้าที่จะจัดสรรไปที่ใด แต่ก็ถือว่าได้ทำงานร่วมกัน และสวี่ชิงได้อันดับหนึ่ง จุดเริ่มต้นย่อมสูงกว่าอย่างแน่นอน
ดังนั้น การทำความรู้จักกันในตอนนี้ ย่อมดีที่สุด
แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่ทำเช่นนั้น ในขณะที่คนส่วนใหญ่กำลังทักทายกับสวี่ชิง ซิงหวนจื่อทางนั้นสีหน้าไร้อารมณ์ เหาะจากไปก่อน รักษาความสันโดษของเขา กลายเป็นสายรุ้งเดียวดาย พุ่งตรงไปยังที่ไกล
จากนั้นก็ส่งข้ามหายตัวไป
ยังมีหย่วนซานซู่ เธอลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะจากไป
ส่วนเชียนจวินและปี้อี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย
พี่น้องทั้งสองคน แทบจะรีบหนีไปในทันที ราวกับกลัวว่าถ้าจากไปช้า จะถูกสวี่ชิงสังเกตเห็น และตะโกนเรียก ‘มานี่’ อีกครั้ง
ต่อหน้าคนจำนวนมาก พวกเขาไม่อยากจะเผยความรู้สึกยินดีลิงโลดที่ไม่อาจวบคุมเอาไว้ได้…กระทั่งว่าคิดถึงภาพนั้น พวกเขาก็รู้สึกอึดอัดไปทั้งตัว
ดังนั้น ตอนนี้จึงจากไปอย่างรวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง
สำหรับเรื่องนี้ สวี่ชิงย่อมไม่ใส่ใจ สนทนาทักทายกับทุกคนครู่หนึ่ง หลังจากแลกเปลี่ยนหยกถ่ายทอดเสียงกันแล้ว ผู้โบยบินสู่สวรรค์หน้าใหม่เหล่านี้ก็จากไปทีละคน
ส่วนโจวเจิ้งลี่และเสียหลิงจื่อ ทั้งสองคนหลังจากที่โบยบินสู่สวรรค์มายังนภาเก้าฝั่ง ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ดูเหมือนจะไม่เป็นปรปักษ์กันเหมือนเมื่ออยู่ที่แดนดาราข้างล่างแล้ว
แม้จะไม่ได้ยืนอยู่ด้วยกัน แต่การที่ยังอยู่ด้วยกันได้ ก็แสดงให้เห็นถึงความผิดปกติ
“สหายสวี่ อีกหนึ่งปีเจอกัน!”
เสียหลิงจื่อประสานมือคารวะแล้วหันหลังจากไป
ส่วนโจวเจิ้งลี่และหลี่เมิ่งถู่ เป็นคนสุดท้ายที่ยังอยู่
คนแรกยังคงยิ้มอย่างถ่อมตนเช่นเคย
“นายน้อย ข้าเดาว่า…หนึ่งปีข้างหน้า การจัดสรรหน้าที่ของพวกเราทุกคนน่าจะอยู่ด้วยกัน”
กล่าวจบ โจวเจิ้งลี่ก็ถอยกลับไปอย่างเคารพนอบน้อม
ส่วนหลี่เมิ่งถู่กลับสะท้อนใจ หลังจากมองหน้าสวี่ชิงแล้ว ก็เลือกที่จะจากไปเช่นกัน เพียงแต่ก่อนไป เขาได้ทิ้งคำพูดไว้ว่า
“เมื่อไรที่ต้องการ เอ่ยปากได้ทุกเมื่อ ชีวิตของข้ายังคงติดค้างเจ้า ทั้งยังมากยิ่งกว่าเดิม”
ในความว่างเปล่า สวี่ชิงมองดูทุกคนที่จากไป จากนั้นก็ยิ้ม ดวงตาเผยความคาดหวัง ก้าวเท้าไปสู่ที่ไกล
จิตเทพผสานไปในยันต์ส่งข้าม ร่างของเขา…ก็หายไปเสี้ยวพรริบตา
เดินทางไปยังจักรวาลที่เป็นของเขา…
จักรวาลตะวันมืด!