ผู้กล้าเหนือกาลเวลา - บทที่ 1246 คลื่นชะตามาเยือน
บทที่ 1246 คลื่นชะตามาเยือน
แต้มกองทัพคือตัววัดผลสำคัญด้านการเลื่อนขั้นทางทหารของผู้บำเพ็ญ
ขณะเดียวกันยังเป็นสิ่งเดียวที่ใช้แลกเปลี่ยนทรัพยากรในแต่ละแนวรบ
นัยสำคัญกับมูลค่ามัน ไม่ต้องกล่าวมากความ
แม้ว่าการเก็บแต้มกองทัพบนสนามรบไม่ใช่เรื่องยากนัก แต่ถ้าคิดสะสมแต้มกองทัพนับล้าน ความยากย่อมพลิกผัน เปลี่ยนเป็นชวนตะลึง
เนื่องจากหากอาศัยเพียงการสังหารศัตรู ต้องสังหารระดับแท่นเทวะอย่างน้อยสิบองค์ หรือระดับแท่นเทวะขั้นสูงสุดหนึ่งองค์ถึงจะได้
ส่วนสิบล้านแต้ม… ถ้าไม่สังหารเทพแท้ย่อมไม่อาจครอบครอง
ตอนนี้แค่เพียงแจ้งร่องรอยธิดาเทพก็รับล้านแต้มกองทัพ ถ้าจับเป็นได้รับรางวัลสิบล้านแต้ม
รางวัลเช่นนี้ สำหรับผู้บำเพ็ญส่วนใหญ่แล้วเย้ายวนนัก
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่านอกจากแต้มกองทัพแล้วยังมีแก่นตั้งต้นด้วย
หน่วยวัดแก่นตั้งต้นเป็นตาราง
ยามพวกสวี่ชิงสังกัดหน่วยรวบรวมทรัพยากร ผลจากภารกิจรวบรวมคือร้อยตาราง!
เท่านี้ก็เห็นแล้วว่าแก่นตั้งต้นสิบตารางซึ่งเป็นรางวัลจากการบอกร่องรอยธิดาเทพ เท่ากับหนึ่งในสิบของภารกิจที่พวกเขาเคยรับผิดชอบ
ส่วนแก่นตั้งต้นร้อยตารางสำหรับผู้จับเป็น ความน่าทึ่งไม่ต้องบอกก็เข้าใจ
ดังนั้นถ้าบอกว่าคำสั่งซึ่งแพร่กระจายทั่วแนวหน้าครั้งนี้ แต้มกองทัพตามเนื้อหาทำให้ผู้บำเพ็ญส่วนใหญ่ฮึกเหิมได้ รางวัลแก่นตั้งต้นที่เพิ่มมาก็ทำให้ผู้โดดเด่นในเหล่าผู้บำเพ็ญใจเต้นรุนแรง
สิ่งที่ทำให้ผู้บำเพ็ญขั้นสูงในเหล่าผู้โดดเด่นทางทหาร รวมถึงกึ่งเซียนขั้นบริบูรณ์แต่ละกองทัพไหวหวั่นยิ่งคือ…
สมญาอริยะเซียน!
อริยะเซียนคือคำยกย่องศิษย์ของผู้นำเซียน
หมายถึงฐานะ เป็นตัวแทนทรัพยากร ทั้งสื่อถึงอนาคต
นี่คือการบอกทุกคน ผู้จับเป็นธิดาเทพ มีสิทธิ์กราบผู้นำเซียนเป็นอาจารย์!
เมื่อรวมสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกัน เพียงพอจะทำให้ผู้บำเพ็ญเก้าส่วนพลุ่งพล่าน
สำหรับส่วนที่เหลือ โดยพื้นฐานคือหัวหน้าแต่ละฝ่ายซึ่งมีพลังบำเพ็ญขั้นเซียนชั้นล่าง รวมถึงที่ปรึกษาแต่ละกองทัพ พลังบำเพ็ญพวกเขาล้ำลึก ฐานะยิ่งเหนือกว่าเหล่าผู้บำเพ็ญ
แต่ตอนนี้นัยน์ตาพวกเขาฉายแววประหลาด
ในใจปั่นป่วน
สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจากรางวัลรายการสุดท้ายของการจับเป็นธิดาเทพ
ศัสตรามรรคผู้นำเซียน!
ยอดสมบัติระดับผู้นำเซียน ทั้งแฝงอานุภาพผู้นำเซียน!
ยอดสมบัติเช่นนี้มีน้อยนัก ไม่ได้บอกว่าหายากดั่งขนหงส์เขากิเลน แต่แทบไม่ต่างกัน
แม้แต่เซียนชั้นล่างก็มุ่งหวังปรารถนา
ดังนั้นเมื่อคำสั่งนี้ถ่ายทอดลงมา ทั้งแนวหน้าเขตสงครามปีกซ้ายล้วนปั่นป่วน
แค่ชั่วขณะกำลังค้นหาพลันปะทุอย่างไม่เคยมีมาก่อน
ทุกกองทัพ ผู้บำเพ็ญทั้งหมด แม้แต่กองเก็บกวาดยังเข้าร่วมด้วย ทุกคนทุ่มสุดความสามารถ!
ผู้มีพลังบำเพ็ญระดับเซียนชั้นล่างเหล่านั้น ไม่เพียงแต่ค้นหาด้วยตัวเอง แต่ยังถ่ายทอดคำสั่งลงไปให้บริวารซึ่งกระจายตัวกัน ถ้ามีเบาะแสต้องแจ้งทันที ทั้งสัญญาว่าจะตบรางวัลใหญ่ให้
ผู้บำเพ็ญเป็นเช่นนี้ บนสนามรบที่สวี่ชิงอยู่ ผู้ท่องเหินข้างกายเขาแต่ละคนนัยน์ตาฉายแววประหลาด ใจเต้นถึงขีดสุด
โดยเฉพาะเสียหลิงจื่อ ดวงตาเขาค่อนข้างวาวโรจน์
สำหรับเขาแล้ว ดาบหักเป็นทั้งแหล่งกำเนิดความแข็งแกร่ง ทั้งเป็นรากแห่งพันธนาการของเขา ทำให้ต้องกำราบตลอด ถ้าผ่อนปรนจะถูกดาบหักควบคุม กลายเป็นหุ่นกระบอกหล่อเลี้ยงคมดาบ
แต่ถ้าเขาฝากตัวเป็นศิษย์ผู้นำเซียน… ทุกอย่างย่อมต่างออกไป!
ฝ่ายหลี่เมิ่งถู่หายใจกระชั้นถี่เล็กน้อย
เขาต้องการหลุดพ้นจากผลกรรมของราชาพิษอาจารย์เขา ภารกิจตามคำสั่ง… คือโอกาส
ไม่ใช่แค่พวกเขา ตอนนี้หย่วนซานซู่กับผู้ท่องเหินคนอื่นก็เช่นกัน
พวกเขาแต่ละคนคิดดิ้นรนและมีความฝันซึ่งไม่อยากบอกคนอื่น
ตอนนี้คือความหวังแห่งอิสระรวมถึงเติมเต็มความฝัน!
เชียนจวินกับปี้อี้ยิ่งตื่นเต้น
ความจริงพวกเขาสองพี่น้องค่อนข้างเรียบง่าย ตอนนี้สิ่งที่คิดคือฝากตัวเป็นศิษย์ผู้นำเซียน ถ้าสวี่ชิงอยู่ต่อหน้าพวกเขาก็ต้องเคารพนบนอบ
แค่นึกถึงภาพนี้ พวกเขาก็ตื่นเต้นแล้ว
แม้แต่นัยน์ตาซิงหวนจื่อก็ยังฉายแววประหลาด
รางวัลช่างเอื้อเฟื้อจริงๆ
ขณะเดียวกันรางวัลเช่นนี้ยังทำให้พวกเขาตระหนักว่าการวิเคราะห์ก่อนหน้านั้นไม่ผิด
ธิดาเทพคนนี้สำคัญยิ่ง
เห็นชัดว่านี่คือสาเหตุที่ต้องจับเป็น
โจวเจิ้งลี่ก็ใจเต้นหาใดเปรียบ แต่เมื่อเขากวาดสายตามองสวี่ชิง เห็นสีหน้าสวี่ชิงปราศจากคลื่นความรู้สึก ในใจเขาสงบลงทันที
ครุ่นคิดสักพักก่อนแอบกล่าวว่าไม่ถูก ดังนั้นเลยเอ่ยปากทันที
“ทุกท่าน เรื่องนี้อย่าเพิ่งวู่ว่าม!”
เสียงเขาราวอสนีบาต ก้องกระเทือนจิตวิญญาณเหล่าผู้ท่องเหิน เนิ่นนานไม่ซ่านสลาย
เมื่อดึงดูดสายตาแล้ว โจวเจิ้งลี่ค่อยทำหน้าเคร่งขรึม กล่าวเสียงทุ้มต่ำ
“ทุกท่าน ด้วยฐานะธิดาเทพ ทั้งมีความสำคัญยิ่ง ต่อให้บาดเจ็บ… พวกเราก็ห้ามดูถูกเด็ดขาด!”
“ถึงอย่างไรเทพบิดรขององค์ท่านก็เป็นผู้นำเทพหลีจู!”
“ธิดาเทพเช่นนี้ องค์ท่านย่อมมีวิธีเอาตัวรอดมากนัก ข้างกายยิ่งไม่ขาดผู้คุ้มกัน ต่อให้เนื้อหารายงานการรบบอกว่าผู้คุ้มกันของนางตายไปหลายคน…”
“แต่ข้ากลับไม่เชื่อว่านางจะไม่มีหมากตาท้าย!”
“ดังนั้นภารกิจนี้ยิ่งรางวัลมาก ยิ่งบ่งบอกว่าเสี่ยงอันตรายมาก!”
เมื่อโจวเจิ้งลี่เอ่ยวาจา พวกหย่วนซานซู่พากันเงียบไป นัยน์ตาเสียหลิงจื่อกลับฉายแววดุดัน
“เหลวไหล ผู้บำเพ็ญอย่างพวกเรา ฝืนชะตาสวรรค์ ไหนเลยจะราบรื่นทุกเรื่อง จำเป็นต้องช่วงชิง ต่อสู้กับคน แก่งแย่งกับสวรรค์ ห้ำหั่นกับเทพเจ้า!”
โจวเจิ้งลี่แค่นเสียงคราหนึ่ง
“สิ่งที่พวกเราต้องเผชิญอาจเป็นเทพแท้! ไม่ระวังเพียงนิด พังพินาศทั้งค่ายทัพก็ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้”
เสียหลิงจื่อได้ยินแล้วยิ้มหยัน เหลือบสายตามองคนอื่น
ไม่นานเสียงพวกเขาเริ่มดังขึ้น ต่างฝ่ายต่างแสดงความคิดเห็น
นี่คือความเคยชินที่บ่มเพาะหลังจากพวกเขาผ่านเรื่องราวนานัปการมา
เมื่อเจอเรื่องใดก็ต้องหาข้อสรุป นำมาประกอบการตัดสินใจให้ถูกต้อง กระทั่งสุดท้ายค่อยให้สวี่ชิงเลือก
ตอนนี้เมื่อพวกเขากำลังถกว่าจะเข้าร่วมหรือไม่ สวี่ชิงเงียบไป เงยหน้ามองฟ้าดาราห่างไกล
ในใจคลื่นความรู้สึกจากเจ้าเงาสะท้อนก้องเนิ่นนาน…
‘นายท่าน… นายท่าน… มีกลิ่น!’
‘หอมนัก!’
เจ้าเงาพยายามส่งต่อการรับรู้ของตนให้สวี่ชิง
คลื่นชะตาลึกลับสะเทือนจิตวิญญาณสวี่ชิงมากขึ้นเรื่อยๆ
ตั้งแต่เห็นรายงานการรบก่อนหน้านี้ ความจริงสวี่ชิงมั่นใจแล้วว่าตนคาดเดาไม่ผิด ภาพเทพทุกข์ทนซ่อนวิชาเทพแท้ย่อมปรากฏขึ้นจริงๆ
สนามรบแนวหน้ามีธิดาเทพจริงดังว่า
ชะตาชีวิตเหมือนคลื่นทะเล ทั้งเป็นไปตามที่เขาคาดไว้ ส่งธิดาเทพคนนั้นมาให้…
‘นายท่าน ไม่ไกลแล้ว…’
‘องค์ท่านหลบซ่อน… แต่ข้าแข็งแกร่ง จับสัมผัสได้แล้ว!’
เจ้าเงาตื่นเต้นยินดี คลื่นความรู้สึกปั่นป่วนกว่าเดิม
ขณะเดียวกันบทสนทนาของพวกโจวเจิ้งลี่มาถึงช่วงท้ายแล้ว
“ในเมื่อกลัวตายเช่นนี้ ทำไมต้องฝึกบำเพ็ญ!”
“แม้ว่าเสี่ยงอันตราย แต่หลังจากพวกเราหาเจอ ขอเพียงรายงานทันทีก็ถือว่าได้แต้มกองทัพ!”
“ทุกท่าน ความจริงสิ่งที่พวกเราพูดตอนนี้ล้วนไม่มีความหมาย รัศมีแนวหน้ากว้างใหญ่นัก โอกาสที่พวกเราจะเจอธิดาเทพแทบไม่มีเลย”
“นี่คือการงมเข็มในมหาสมุทร แน่นอนว่าหากถูกพวกเราพบจริงก็เป็นชะตาของธิดาเทพคนนั้น!”
“ดังนั้น…”
ขณะกล่าวสายตาทุกคนเหลือบมองสวี่ชิง โจวเจิ้งลี่ทอดถอนใจ มองสวี่ชิงอย่างร้อนใจ
สวี่ชิงหันกลับมา เก็บสายตาซึ่งทอดมองฟ้าดารา มองเหล่าสหายร่วมวิถีซึ่งเดินทางมากับตนตรงหน้า
“ข้าอาจมีวิธีหาธิดาเทพจนพบ แต่การเดินทางนี้ย่อมมีคนตาย”
สวี่ชิงกล่าวราบเรียบ
เมื่อเอ่ยคำนี้ นัยน์ตาแต่ละคนฉายแววประหลาด
ซิงหวนจื่อมองสวี่ชิงอย่างมีนัยลึกซึ้ง ก่อนกล่าวราบเรียบ
“โจวเจิ้งลี่เพิ่งบอกไม่ใช่หรือ ข้าไม่คิดว่าจะเจอธิดาเทพคนนั้นจริง”
“แต่เขากล่าวเช่นนี้… เจ้าก็กล่าวเช่นนี้…”
“ภารกิจนี้เป็นหรือตาย ข้าคือคนตัดสิน ถ้าสำเร็จ… สิ่งที่รับมาพวกเราต้องแบ่งกัน!”
เมื่อซิงหวนจื่อเอ่ยวาจา เสียหลิงจื่อแย้มยิ้ม
“ทั้งเป็นทางเลือกของข้าด้วย!”
หลี่เมิ่งถู่ หย่วนซานซู่ รวมถึงเหล่าผู้ท่องเหินต่างครุ่นคิด ก่อนให้คำตอบแน่ชัด
สุดท้ายคือเชียนจวินกับปี้อี้ แม้ช่วงแรกพวกเขาตื่นเต้นอยู่บ้าง แต่คำพูดก่อนหน้าของโจวเจิ้งลี่ ถึงโน้มน้าวคนอื่นไม่ได้ แต่สำหรับสองพี่น้องซึ่งซ่อนความฉลาดไว้ใต้ความโง่เขลากลับเห็นด้วย
ในใจคิดถอยร่นแล้ว
แต่ตอนนี้เมื่อเห็นว่าคนอื่นเห็นด้วย พวกเขาเกิดลังเลขึ้นมา สื่อเสียงถึงกันอย่างลับๆ
‘เจ้าคนแซ่สวี่บอกว่าจะเจอ? จริงหรือ!’
‘เขาบอกว่าอาจจะ! ข้าคิดว่าเขาทำเป็นอวดเก่งต่อหน้าคนอื่น เจตนากล่าวเช่นนี้ ถ้าไม่เจอเขาก็อธิบายได้ ถ้าเจอจริง เจ้าหมอนี่ก็จะบอกว่าเป็นผลงานเขา!’
‘หึ อุบายแค่นี้ พวกเราเห็นด้วยหน่อยจะเป็นไร!’
‘พี่ ท่านฉลาดนัก!’
สองพี่น้องภาคภูมิ ส่งเสียงกระบี่ครวญทันที แสดงออกว่ายินดีเสี่ยงด้วย!
เมื่อเห็นว่าทุกคนยินยอม นัยน์ตาสวี่ชิงฉายแววเด็ดเดี่ยว หันหลังกลับทันที ยึดตามการชี้นำของเจ้าเงากับการสัมผัสถึงคลื่นชะตา มุ่งตรงไปยังฟ้าดาราห่างไกล
ด้านหลังเขาพวกซิงหวนจื่อทะยานตามมา
เวลาล่วงเลย
หลายวันผ่านไป
เขตแนวหน้าปีกซ้าย ในฟ้าดารามีห้วงอากาศระหว่างดาวซึ่งรัศมีไม่มากแห่งหนึ่งกำลังแผ่กระจาย
ในนั้นมีฝุ่นละอองนับไม่ถ้วน ทั้งมีอนุภาคปริศนา เกาะกลุ่มเหมือนเมฆ ก่อตัวเป็นทรงยาว ทั้งมีแสงอัสนีวาบวาวเป็นครั้งคราว
ในฟ้าดารากลุ่มเมฆเช่นนี้ไม่ได้หายากนัก เมื่อแรงดันในนั้นมากขึ้น สรรพสิ่งควบรวม ก่อตัวเป็นความร้อนฉับพลันย่อมกลายเป็นดวงตะวันได้
ขณะเดียวกันก็เป็นอากาศที่แผ่ออกมาก่อนดวงอาทิตย์ดับมอด
เรียกว่าเป็นห้วงอากาศสุดท้ายของดวงตะวันได้ระดับหนึ่ง
ปัจจุบันในกลุ่มเมฆนี้ ธิดาเทพซิงโหมวที่มีประกาศจับและโดนตามล่า รวมถึงเทพอาวุโสคนนั้นกำลังซ่อนตัวที่นี่
เหล่าองค์ท่านพยายามเก็บกลิ่นอายเต็มกำลัง ทั้งสำแดงวิชาเทพ ซ่อนตัวในกลุ่มเมฆ ดูดซับห้วงอากาศสุดท้ายของดวงตะวันเพื่อรักษาตัวช้าๆ
“วิชานี้เก็บกลิ่นอาย ที่นี่มีปราณซ่อนเร้น อำพรางได้ช่วงหนึ่ง พวกเราจะได้พักชั่วคราว นอกจากฝ่ายผู้บำเพ็ญมีเซียนชั้นล่างเข้ากลุ่มเมฆมาด้วยตัวเอง ไม่อย่างนั้นย่อมยากจะตรวจพบ”
เทพอาวุโสกล่าวเนิบช้า
“องค์หญิง เคยเชิญจักรพรรดิเทพด้วยสายเลือดหรือไม่”
ธิดาเทพหายใจสม่ำเสมอ ฟังแล้วใบหน้าไร้ความรู้สึก ไม่ได้ลืมตา แค่กล่าวด้วยเสียงนิ่งสงบ
“ไม่มีการตอบรับ”
เทพอาวุโสเงียบไป สักพักเมื่อกำลังจะเอ่ยปาก
ครู่ต่อมานัยน์ตาองค์ท่านพลันเหลือบแสงทอง หันมองนอกกลุ่มเมฆ
ฟ้าดาราที่เขาเหลือบสายตามอง ห้วงอากาศตรงนั้นบิดเบี้ยว คลื่นทรงวงแหวนมากมายปรากฏไกลๆ จากนั้นระหว่างคลื่นสะเทือนเป็นชั้นๆ มีเงาร่างผู้บำเพ็ญมากมายทะยานมา
เพียงพริบตาก็ถึงนอกกลุ่มเมฆ
ยืนอยู่ตรงนั้น ไม่ได้จากไป!
รวมทั้งหมดสิบเก้าคน
ผู้นำคือสวี่ชิง!
ยามปรากฏตัว นัยน์ตาสวี่ชิงส่องประกาย มองกลุ่มเมฆกว้างใหญ่ตรงหน้า
ขณะเดียวกันในกลุ่มเมฆ ธิดาเทพซิงโหมวที่อยู่ข้างกายเทพอาวุโส ในใจสั่นสะท้านอย่างบอกไม่ถูก ลืมตามองโลกภายนอกฉับพลัน
ในความรางเลือนเหมือนสบตากับสวี่ชิงผ่านกลุ่มเมฆ
เพียงชั่วขณะการชี้นำชะตาปั่นป่วนขึ้นในใจสวี่ชิง
คล้ายมีอสนีบาตดังกระหึ่ม
ในใจยังมีคลื่นความรู้สึกจากเจ้าเงาที่ตื่นเต้นจนแทบส่งเสียงร้องแหลม
‘สะ… สายเลือด… ผู้นำเทพ!!’