ผู้กล้าเหนือกาลเวลา - บทที่ 1254 ฝันร้ายปรากฏก่อนพายุฝน
บทที่ 1254 ฝันร้ายปรากฏก่อนพายุฝน
จักรพรรดิเทพหลีจูและผู้นำเซียนจั้นหลู ได้บรรลุข้อตกลงที่จะแลกเปลี่ยนตัวประกันซึ่งกันและกัน…
เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในการคาดเดาของสวี่ชิงเลย
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าผู้นำเซียนได้แต่งตั้งเขาให้เป็นผู้ทำหน้าที่ควบคุมตัวประกันไปส่งเลย
ด้วยเหตุนี้ในระหว่างที่เสียงของแม่ทัพใหญ่ดังก้อง ในดวงตาของสวี่ชิงก็ฉายแววครุ่นคิด
ตามการคาดการณ์ของเขาก่อนหน้านี้ เหตุผลที่ธิดาเทพมีความสำคัญ เป็นเพราะในร่างกายขององค์ท่านมีสายเลือดราชวงศ์ และมีพลังของคุณสมบัติเทพของจักรพรรดิเทพหลีจูผู้เป็นบิดาขององค์ท่าน
การจับองค์ท่านได้ สำหรับผู้นำเซียนแล้ว เป็นโอกาสที่จะได้สำรวจพลังคุณสมบัติเทพของจักรพรรดิเทพหลีจูในระดับที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ทำให้เขากุมสถานการณ์ได้ดีขึ้น และได้เปรียบในสงคราม
แต่…ตอนนี้กลับมีการแลกเปลี่ยน!
สวี่ชิงหรี่ตาลง
บนดาวยักษ์แดง ตอนนี้ทะเลแสงก็แผ่ระลอก ในขณะเดียวกับที่ปกคลุมไปทั่วทุกทิศทาง ก็สกัดกั้นเจดีย์เพลิงที่สวี่ชิงอยู่ให้กลายเป็นมิติที่แยกจากกันมิติหนึ่งด้วย
ภายในมิตินี้ เจดีย์เพลิงไร้รูปร่าง ท้องฟ้าเป็นสีแดง รวมมาที่ด้ามดาบโค้ง
สวี่ชิงถือดาบโค้งไว้ ฟังคำพูดของแม่ทัพใหญ่ที่อยู่ข้างหน้า หลังจากครุ่นคิดแล้วก็เงยหน้าขึ้นมองแม่ทัพใหญ่ และพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“ท่านแม่ทัพใหญ่ทราบหรือไม่ว่า ท่านผู้นำเซียนเหตุใดจึงต้องการทำการแลกเปลี่ยนตัวประกันกับมหาจักรพรรดิเทพองค์นั้นขอรับ”
แม่ทัพใหญ่ได้ยินเช่นนั้นก็มองไปยังท้องฟ้าดารา หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงที่ผ่านห้วงกาลเวลาก็ดังออกมา
“เพราะจักรพรรดิเทพหลีจูได้เสนอเงื่อนไขหลายประการ หนึ่งในนั้นคือเงื่อนไขที่ผู้บำเพ็ญในระบบดาวที่ห้าของเราไม่สามารถปฏิเสธได้!”
สวี่ชิงตั้งใจฟัง เขาสงสัยอย่างยิ่งว่าเงื่อนไขแบบไหนที่เรียกได้ว่าทำให้ไม่อาจปฏิเสธได้ และทำให้แม้แต่ผู้นำเซียนก็ยังต้องยอมรับและยอมแลกเปลี่ยนกับธิดาเทพ
“อันดับแรก จักรพรรดิเทพหลีจูเสนอที่จะแลกเปลี่ยนเซียนชั้นล่างห้าคนที่ถูกระบบดาวที่สี่จับเป็นเชลย และยังไม่ถูกทรมานจนตาย เป็นเงื่อนไขการแลกเปลี่ยนข้อแรก”
“ในบรรดาเซียนชั้นล่างห้าคนนั้น คนหนึ่งคือศิษย์คนสุดท้ายของผู้นำเซียนจั้นหลู อยู่ปกป้องคุ้มครองชายแดนกับผู้นำเซียนจั้นหลูมานับหมื่นปี เคยสร้างผลงานสงครามมากมายในสนามรบ ทั้งยังรับผิดชอบเรื่องการลอบสังหารเป็นหลัก เมื่อหลายปีก่อนถูกฝ่ายเทพเจ้าวางแผน และจับเขาไปเป็นเชลย หลังจากนั้นการช่วยเหลือก็ล้มเหลว ตลอดหลายปีมานี้เขาถูกทรมานอย่างแสนสาหัส”
“ส่วนอีกสี่คนที่เหลือ แม้ฐานะจะไม่เท่าคนแรก แต่พวกเขาก็ได้สร้างผลงานสงครามมากมายให้กับระบบดาวที่ห้า จุดจบของพวกเขาเดิมทีถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องถูกทรมานจนตายอย่างแน่นอน แต่ตอนนี้มีโอกาสที่จะรอดชีวิตและกลับมาได้”
“สิ่งเหล่านี้คือเงื่อนไขแรกที่จักรพรรดิเทพหลีจูเสนอ”
“ส่วนเงื่อนไขที่สอง คือสิ่งที่ข้าพูดไปก่อนหน้านี้ สิ่งที่ทำให้ผู้บำเพ็ญในระบบดาวที่ห้าไม่อาจปฏิเสธได้ แม้แต่ผู้นำเซียนก็ยังยอมรับ…”
“นั่นคือห้วงดาราพเนจรส่วนหนึ่ง!”
เมื่อแม่ทัพใหญ่พูดถึงตรงนี้ ในดวงตาก็ฉายประกายออกมา มองไปยังสวี่ชิง
“เจ้าโบยบินสู่สวรรค์มาจากเมืองเซียน ถึงแม้จะมีความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์อยู่บ้าง แต่ก็คงไม่ครบถ้วน”
“ระบบดาวที่ห้า ในสงครามระหว่างผู้บำเพ็ญและเทพเจ้าท้องถิ่นเนิ่นนานก่อนหน้านี้ กล่าวได้ว่าโหดร้ายอย่างยิ่ง การเข่นฆ่าของทั้งสองฝ่ายมากพอจะพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินได้ สุดท้ายการต่อสู้ระหว่างจอมเซียนและจอมเทพ ก็ทำให้ระบบดาวที่ห้าพังทลาย”
“มีท้องฟ้าดาราหลายแห่งถูกฉีก กลายเป็นห้วงดาราพเนจรหลายส่วน แยกออกไปจากระบบดาวที่ห้า”
“หลังจากนั้นหลายปี ผู้นำเซียนทุกคนก็มีภารกิจร่วมกัน นั่นคือการตามหาห้วงดาราพเนจรทั้งหมดกลับมา เพื่อทำให้ดินแดนของระบบดาวที่ห้า…สมบูรณ์!”
“เพราะระบบดาวที่ห้าที่สมบูรณ์ กฎระเบียบและกฎเกณฑ์ที่อยู่ภายใน หรือพลังชะตาถึงจะอยู่ในจุดสูงสุด”
“ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ห้วงดาราพเนจรส่วนใหญ่ได้ตามหานำกลับคืนมาแล้ว มีเพียงห้วงดาราพเนจรที่ใหญ่ที่สุดส่วนนั้นที่หายไปไร้ร่องรอย นี่ทำให้ระบบดาวที่ห้าของเราไม่สมบูรณ์มาโดยตลอด”
“และเงื่อนไขการแลกเปลี่ยนข้อที่สองที่จักรพรรดิเทพหลีจูเสนอ ก็คือห้วงดาราพเนจรส่วนสุดท้ายที่ระบบดาวที่ห้าขาดไปนั่นเอง!”
“ทันทีที่พวกเราได้มา ดินแดนของระบบดาวที่ห้าก็จะสมบูรณ์ กฎระเบียบและกฎเกณฑ์ในทุกด้านก็จะถูกเติมเต็ม และชะตาก็จะยิ่งรุ่งเรือง เป็นประโยชน์ต่อสิ่งสรรพสิ่งทั้งปวง”
“เจ้าว่า เงื่อนไขเช่นนี้ ใครจะปฏิเสธได้”
สวี่ชิงก็หวั่นไหวไปเช่นกัน ในสมองก็เกิดความคิดที่เหลือเชื่อขึ้น และพูดมันออกมา
“หรือว่า…ผู้นำเซียนจะรู้ตั้งแต่แรกว่าห้วงดาราพเนจรส่วนนั้นอยู่ในมือของจักรพรรดิเทพหลีจู ดังนั้นจึงมีการจับตัวธิดาเทพขึ้นมาขอรับ”
สายตาของแม่ทัพใหญ่ลึกล้ำ ไม่ได้ตอบคำถามของสวี่ชิง แต่กลับยกมือขึ้น นำหยิบหยกสีเงินชิ้นหนึ่งออกมา เมื่อหยกนั้นปรากฏขึ้น มีรัศมีมงคลนับพันสาดแสงเจิดจ้า ประกายแสงพร่างพราย ยิ่งมีกลิ่นอายวิญญาณเซียนที่เข้มข้นอย่างยิ่งไหลเวียนอยู่ภายใน
ท่ามกลางความรางเลือน ยังสามารถมองเห็นได้ว่าภายในหยกนั้นมีฟองอากาศที่ลึกลับอยู่
ในเสี้ยวพริบตาที่เห็นฟองอากาศนี้ จิตใจของสวี่ชิงก็สั่นสะท้าน ธรรมนูญของเขาก็แผ่ระลอกอย่างรุนแรง ตัวอ่อนเซียนก็เช่นนี้ ราวกับว่า…ในฟองอากาศนั้นมีเจตจำนงสูงสุดของทั้งระบบดาวที่ห้าอยู่
และเกิดการสั่นพ้องกับพลังชะตาที่เขาได้รับมา
“นี่คือ…”
สวี่ชิงเอ่ยขึ้นเสียงแผ่เบา
“นี่คือลูกกลอนเซียนลำดับที่ห้า!”
“เนื่องจากมันเชื่อมต่อกับโชคชะตา ดังนั้นจึงมีเพียงผู้ที่มีฐานะอริยะเซียนเท่านั้นที่สามารถกินได้ ผู้บำเพ็ญทั่วไปหากกลืนมันลงไปจะเป็นพิษร้ายแรงถึงตาย”
“ผลของมันคือช่วยให้อริยะเซียนทะลวงระดับเซียนชั้นล่าง เพิ่มโอกาสความสำเร็จ!”
“ลูกกลอนเม็ดนี้ เป็นรางวัลที่ผู้นำเซียนมอบให้เจ้าในการทำหน้าที่คุ้มกันและแลกเปลี่ยนธิดาเทพ!”
สวี่ชิงจ้องมองหยกที่อยู่ตรงหน้า ลมหายใจหอบถี่ขึ้นมาเล็กน้อย เขาสัมผัสได้ถึงการสั่นพ้องของโชคชะตาในร่างกาย และสัมผัสได้ถึงการสั่นสะเทือนของตัวอ่อนเซียนและธรรมนูญเช่นกัน
ทั้งหมดนี้ทำให้เขามีความเข้าใจที่ชัดเจน
ลูกกลอนเม็ดนี้…มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับเขา!
และเสียงของแม่ทัพใหญ่ก็ยังคงดำเนินต่อไป ครั้งนี้แฝงไว้ด้วยความรู้สึกอารมณ์ความรู้สึกเล็กน้อย
“สวี่ชิง ผู้นำเซียนจั้นหลู…ให้ความสำคัญกับเจ้ามาก”
“เพราะมีกองทัพตั้งค่ายกล อีกทั้งยามแลกเปลี่ยน ผู้นำเซียนก็จะเฝ้ามองอยู่ด้วย ดังนั้นจึงไม่มีอันตรายมากนัก กระทั่งพูดได้ว่าการแลกเปลี่ยนตัวประกันเช่นนี้ ความจริงแล้วไม่ว่าใครก็สามารถทำได้ทั้งนั้น
“และไม่ว่าจะเป็นใคร หลังจากที่ภารกิจนี้สำเร็จ อันดับแรกจะได้รับความขอบคุณจากเซียนชั้นล่างทั้งห้าคน มีบุญคุณอย่างมหาศาล และประการที่สองจะได้รับชื่อเสียงที่ยิ่งมากขึ้น เพียงพอที่จะทำให้ทั้งกองทัพจับตามอง”
“หลังจากเรื่องนี้ เจ้าก็มีประวัติและคุณสมบัติที่มากเพียงพอ คู่ควรที่จะนำกองทัพได้ด้วยตนเอง!”
ในระหว่างที่พูด แม่ทัพใหญ่ก็ยกมือขึ้น ทันใดนั้นหยกที่มีฟองอากาศลึกลับอยู่ภายใน ก็พุ่งไปหาสวี่ชิง
สุดท้ายก็ลอยอยู่ตรงหน้าสวี่ชิงไม่ขยับไหวติง
สวี่ชิงเงียบนิ่ง มองไปยังสิ่งที่อยู่ข้างหน้า หลังจากผ่านไปครู่หนึ่งก็สูดหายใจเข้าลึก พูดขึ้นด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“น้อมรับคำสั่งบัญชาแห่งผู้นำเซียน!”
แม่ทัพใหญ่พยักหน้า ไม่ได้พูดอะไรอีก หันหลังก้าวออกไป เดินเข้าไปในดวงตายักษ์สีเงิน
จากแสงของดวงตายักษ์ฉายประกายขึ้นวาบ ทะเลแสงรอบๆ ก็หายไปในชั่วพริบตา ทุกอย่างกลับสู่ปกติ
ยังคงเป็นเจดีย์เพลิง สวี่ชิงอยู่ภายในนั้น ราวกับว่าทุกอย่างไม่เคยเกิดขึ้น
ดวงตายักษ์หายไปแล้ว
มีเพียงรางวัลเหล่านั้น และหยกสีเงินที่ส่องประกายพร่างพรายอยู่ตรงหน้าสวี่ชิง แผ่พลังงานต้นกำเนิดและกลิ่นอายวิญญาณเซียนที่เข้มข้นออกมา
สวี่ชิงเงียบอยู่นาน วิเคราะห์ข้อดีและข้อเสียของเรื่องนี้ในใจ
“เรื่องนี้…ไม่ได้ปรากฏในภาพมายาของเทพแห่งความทุกข์ทน…”
“และการแลกเปลี่ยนนี้ ดูเหมือนจะสมเหตุสมผล แต่…”
สวี่ชิงครุ่นคิด
เขารู้สึกได้ตามสัญชาตญาณว่าเรื่องนี้ไม่ง่ายเช่นนั้น
ไม่ว่าเป็นผู้นำเซียนที่บางทีอาจจะวางแผนไว้ล่วงหน้า ตลอดจนการแลกเปลี่ยนห้วงดาราพเนจรที่ว่า หรือการกระทำทุกขั้นตอนก่อนหน้านี้…
ดูเหมือนจะราบรื่นเกินไป
“ราบรื่นจน…ราวกับว่าผู้นำเทพหลีจูเป็นฝ่ายกระตือรือร้นร่วมมืออย่างไรอย่างนั้น”
เมื่อคิดถึงตรงนี้ รูม่านตาทั้งสองข้างของสวี่ชิงก็หดเล็กลง
“ในฐานะผู้นำเทพ ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบหนึ่งครั้งยังอธิบายได้ แต่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบทุกครั้งไป เช่นนั้นย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน!”
สวี่ชิงขมวดคิ้ว แต่เขาก็เชื่อว่าพลังบำเพ็ญเมื่อถึงระดับผู้นำเซียนระดับนั้น สิ่งที่เห็นและสิ่งที่รู้ย่อมไม่ใช่สิ่งที่เขาจะคิดได้ อีกทั้งเมื่อนึกถึงสถานการณ์สงครามแล้ว ผู้นำเซียนที่สามารถวางแผนเช่นนี้ได้ มีความเป็นไปได้สูงว่าจะมีแผนการอยู่แล้ว
“เช่นนั้น จุดประสงค์สุดท้ายของการวางแผนที่อาจจะมีความเป็นไปได้ของทั้งสองฝ่ายคืออะไร”
สวี่ชิงคิดอยู่นาน แต่ก็ยังคิดคำตอบไม่ออก
ดังนั้นเขาจึงมองไปยังรางวัลที่อยู่ตรงหน้า สะกดความคิดนี้ลงไป แผ่จิตเทพออกมา ถ่ายทอดเสียงไปหาซิงหวนจื่อและคนอื่นๆ ที่อยู่ด้านนอก
ไม่นานนัก ภายในเจดีย์เพลิงอีกสิบเอ็ดแห่ง เมล็ดพันธุ์เต๋าทั้งหลายที่กำลังขัดสมาธิบำเพ็ญเพียรอยู่ ก็ลืมตาขึ้นทีละคน ๆ ในดวงตาส่วนใหญ่มีสีหน้าคาดหวัง ต่างลุกพุ่งตรงไปยังเจดีย์เพลิงที่สวี่ชิงอยู่
ในเสี้ยวพรับตาที่เข้าไป สายตาของคนทั้งหลายก็จับจ้องไปยังรางวัลที่วางอยู่เหล่านั้น
แม้แต่ซิงหวนจื่อและโจวเจิ้งลี่ที่รอบรู้กว้างขวาง รู้เห็นมามากมายก็ยังต้องตาเลื่อนลอยไปในเสี้ยวขณะนี้เช่นกัน
“สิ่งเหล่านี้พลังงานต้นกำเนิดและผลงานสงครามที่ท่านแม่ทัพใหญ่ส่งมา”
สวี่ชิงพูดขึ้นอย่างช้าๆ
ส่วนวิธีการแบ่ง พวกเขาก่อนหน้านี้ก็มีความเห็นร่วมกันแล้วว่า สวี่ชิงในฐานะที่เป็นกำลังรบสำคัญของการตามหาและจับเป็นธิดาเทพ เขาจะได้รับรางวัลสี่ส่วนจากรางวัลทั้งหมด
และซิงหวนจื่อเนื่องจากเข้าร่วมเรื่องการจับเป็น ดังนั้นจะได้รับรางวัลหนึ่งส่วนครึ่งจากรางวัลทั้งหมด
ส่วนสี่ส่วนครึ่งที่เหลือ จะถูกแบ่งเท่าๆ กันสำหรับพวกเขาที่เหลือสิบคน!
ไม่ว่าจะเป็นพลังงานต้นกำเนิดหรือจะเป็นแต้มกองทัพ ก็จะแบ่งตามวิธีนี้
ดังนั้นไม่นานนัก พลังงานต้นกำเนิดและแต้มกองทัพเหล่านี้ก็ถูกแบ่งให้ทุกคน หลังจากที่ทุกคนรับไปแล้ว แต่ละคนก็ต่างก็รู้สึกว่าในใจฮึกเหิมขึ้นมา
สำหรับสวี่ชิงที่ได้รับส่วนแบ่งมากที่สุด ก็ไม่มีใครมีความคิดเห็นใดๆ เพราะตลอดทางที่ผ่านมาก็เป็นแบบนี้มาตลอด การแบ่งรางวัลก็เป็นเช่นนี้เสมอมา และกำลังรบของสวี่ชิงก็ควรค่าที่จะได้รับสิ่งเหล่านี้
ในใจของสวี่ชิงก็รู้สึกว่าการแบ่งเช่นนี้สมเหตุสมผล เพราะหากไม่มีความช่วยเหลือจากคนอื่นๆ การเผชิญหน้ากับธิดาเทพและเทพชราองค์นั้น ด้วยพลังของเขาเพียงคนเดียว เป็นไปไม่ได้ที่จะสังหารและจับเป็น
และหลังจากแบ่งแล้ว สวี่ชิงก็ได้บอกให้ทุกคนรู้ถึงเรื่องการแลกเปลี่ยนที่แม่ทัพบอกว่าผู้นำเซียนได้ตัดสินใจไปแล้ว ขณะเดียวกันก็พูดถึงความสงสัยและการคาดเดาของตัวเองออกไปอีกด้วย
ทุกคนเมื่อได้ยินแล้ว สีหน้าก็แตกต่างกันไป ต่างตกอยู่ในห้วงความคิด
นี่คือความเคยชินของกลุ่มย่อยพวกเขา เมื่อเจอเรื่องปัญหา ก็จะรวบรวมสติปัญญาของทุกคน เพื่อคิดและสรุปจากมุมมองที่แตกต่างกัน
“สิ่งที่สวี่ชิงพูดมามีเหตุผลมาก ความเสี่ยงของการแลกเปลี่ยนครั้งนี้น่าจะไม่น้อยเลย ส่วนเบื้องหลังของการแลกเปลี่ยน สิ่งที่ข้าคิดได้ก็คือผู้นำเซียนไม่ต้องการขยายสถานการณ์ของสงครามให้ใหญ่โตไปอีก!”
“ท้ายที่สุดแล้วหากสถานการณ์สงครามขยายออกไป หรือเกิดการเสียสมดุอย่างรุนแรง เช่นนั้น ฝ่ายหนึ่งก็อาจจะมีระดับเจ้าเหนือหัวหลายคนเข้ามาร่วม เช่นนี้แล้ว ฝ่ายเราก็ต้องทำแบบเดียวกัน กระทั่งว่าสุดท้ายแล้วจอมเซียนก็อาจจะลงมา…”
“นั่นก็คือศึกตัดสินสุดท้ายจริงๆ!”
“นี่คือวางเดิมพันการต่อสู้ระหว่างผู้นำเทพและผู้นำเซียน และการเดิมพันของพวกเขามุ่งเน้นไปที่สถานการณ์…”
“แต่เรื่องนี้ก็ค่อนข้างแปลก จุดประสงค์สุดท้ายของผู้นำเซียนจั้นหลูคืออะไรกันแน่”
“ช่างมันเถอะ ลงมือก็พอแล้ว พวกเราสองพี่น้องแข็งแกร่งไร้พ่าย!”
ทุกคนต่างพูดกันออกมา
สวี่ชิงฟังคำพูดของทุกคน ประกอบกับการวิเคราะห์ของตัวเอง จิตใจแผ่ระลอกปั่นป่วน จากนั้นก็มองไปยังโจวเจิ้งลี่
สำหรับความเฉียบแหลมของโจวเจิ้งลี่ ตลอดทางที่ผ่านมา สวี่ชิงมีความเข้าใจที่ชัดเจนแล้ว
โจวเจิ้งลี่ตอนนี้ขมวดคิ้ว มองไปยังสวี่ชิงเช่นกัน หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็นวดหว่างคิ้วเอ่ยขึ้นเบาๆ
“นายน้อย แล้วก็สหายเต๋าทั้งหลาย พวกท่านว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ว่า…การแลกเปลี่ยนนี้ความจริงแล้วก็เป็นส่วนหนึ่งของแสงตะเกียงด้วยเช่นกัน”
สวี่ชิงได้ยินเช่นนั้น ดวงตาก็ฉายประกาย เอ่ยเนิบนาบออกมา
“หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ การใช้แนวรบปีกซ้ายเป็นแสงตะเกียงยังไม่เพียงพอ ต้องทำให้การแลกเปลี่ยนนี้ที่ส่งผลกระทบต่อทั้งสองฝ่ายกลายเป็นแสงตะเกียงที่สว่างขึ้นไปอีก เช่นนั้น…หมากลับที่ซ่อนอยู่ น่ากลัวว่ามีความเป็นไปได้สูงมากว่าจะไม่ได้อยู่ในสนามรบแล้ว”
“แต่อยู่ใน…ระบบดาวที่สี่!”
เสียงของสวี่ชิงราวกับพายุ พัดโหมกรรโชกขึ้นในใจของทุกคนทันที
……
กาลเวลาผันผ่าน ห่างจากวันแลกเปลี่ยนที่แม่ทัพใหญ่กล่าวก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
และในช่วงนี้ พวกสวี่ชิงและคนอื่นๆ ก็มีความเห็นร่วมกันแล้ว ในใจเต็มไปด้วยความระมัดระวังสำหรับการแลกเปลี่ยนที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้
สำหรับสวี่ชิง เขาก็เตรียมตัวอย่างดี ในช่วงหลายวันนี้เขาได้ทำความคุ้นเคยกับอาวุธเต๋าผู้นำเซียนไม่หยุด ขณะเดียวกันก็ใช้พลังงานต้นกำเนิดจากดาวยักษ์แดงนี้ ทำให้ระดับเตรียมเซียนช่วงกลางที่เพิ่งยกระดับขึ้นมามั่นคง
ให้ตัวเองอยู่ในสภาวะสูงสุด
ขณะเดียวกัน สำหรับโลกภายนอกเขาก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่แตกต่างไป
เพราะนอกดาวยักษ์แดงดวงนี้ เกือบทุกวันก็มีกองทัพเดินทางข้ามท้องฟ้าดารามา และตั้งฐานทัพอยู่รอบๆ ดวงดาวนี้
จำนวนก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
บรรยากาศที่เคร่งขรึมก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น
กระทั่งว่าไม่ใช่แค่ที่นี่ที่เป็นเช่นนี้ แต่ที่แนวหน้าที่สุดของแนวรบปีกซ้ายที่พวกสวี่ชิงไม่เห็น ก็เป็นเช่นนั้นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายเทพเจ้า หรือฝ่ายผู้บำเพ็ญ ต่างก็กำลังรวมตัวกันอย่างรวดเร็ว กำลังรบที่รวมตัวมา เรียกได้ว่ามหาศาล
ดังนั้นสีดำและสีขาว จึงยังคงถักทอเข้าด้วยกันในแนวรบปีกซ้ายนี้
ราวกับว่าพายุฝนกำลังจะมา!
จนกระทั่งเหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งชั่วยามก่อนถึงเวลาแลกเปลี่ยน ก็มีเสียงแตรที่เย็นเยือกวังเวงเป่าขึ้นในดาวยักษ์แดงนี้
เสียงนั้นแหวกผ่านท้องฟ้าดารา และดังก้องวนเวียนอยู่ในหูของผู้บำเพ็ญนับไม่ถ้วน
สวี่ชิงลืมตาขึ้นจากการนั่งสมาธิ!
ทะเลแสงที่อยู่ตรงหน้าเขาส่องประกายพร่างพราย เงาร่างคุ้นเคยที่ถูกพันธนาการร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นจากทะเลแสงวูบวาบพร่างพราย ถูกส่งมายังข้างหน้าสวี่ชิง
เป็นธิดาเทพนั่นเอง!
เห็นได้ชัดว่าในช่วงที่จากสวี่ชิงไป องค์ท่านมีชีวิตที่นับว่าใช้ได้ พลังงานต้นกำเนิดของตัวเองก็หล่อเลี้ยงเกิดขึ้นมาไม่น้อย ผิวหนังก็กลับมามีประกายอีกครั้ง
ท้ายที่สุดแล้ว ด้วยวิสัยทัศน์ของผู้นำเซียน ต่อให้เป็นการสืบสวนก็ไม่มีทางจงใจทรมาน
ดังนั้น…กลิ่นหอมก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น
ดังนั้นสวี่ชิงดวงตาเป็นประกายวาววับ เลียริมฝีปากไปตามสัญชาตญาณ
ส่วนธิดาเทพทางนั้น เมื่อมองเห็นสวี่ชิง ขาทั้งสองเกร็ง ทั่วทั้งร่างสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุมได้ ในใจปั่นป่วนรุนแรง
ราวกับเผชิญกับฝันร้าย