ผู้กล้าเหนือกาลเวลา - บทที่ 1318 ศึกวิถีหลักเกณฑ์
บทที่ 1318 ศึกวิถีหลักเกณฑ์
……………
เสียงสวี่ชิงดังก้องเหนือเมืองหลวงเผ่ามนุษย์ สะท้อนเวิ้งฟ้าทั่วทิศ เข้าไปในจิตใจผู้แข็งแกร่งหมื่นเผ่า
ทำให้ผู้แข็งแกร่งแต่ละฝ่าย ไม่มีใครไม่ใจสั่นสะท้าน
เดิมพวกเขาคิดว่าศึกนี้เป็นเพียงมหันตภัยที่เซียนบรรพกาลคนนี้ชักนำมา แต่ตอนนี้หลังจากได้ยินคำพูดสวี่ชิงกับเซียนบรรพกาลแล้วเหมือนว่า…
ศึกนี้ไม่ธรรมดาอย่างที่เห็นภายนอก เบื้องหลังแฝงแผนการล้ำลึกยิ่งกว่า
จักรพรรดินีจมสู่ห้วงคิดเช่นกัน
นายท่านเจ็ดเงยหน้ามองฟ้าดารา สุดท้ายค่อยมองเสี้ยวหน้าซ่างฮวง คล้ายกำลังขบคิด
ส่วนพวกโจวเจิ้งลี่ สายตาแต่ละคนไหววูบ พวกเขานึกถึงศัตรูปริศนาลึกลับที่เจอระหว่างทางกลับมาพร้อมสวี่ชิง
กล่าวคือหากไม่ใช่ว่าพลังต่อสู้ของสวี่ชิงเพียงพอ เกรงว่าหนทางการกลับมาครั้งนี้… พวกเขาคงยากถึงจุดหมาย สิ้นชีพระหว่างทาง
ทุกเหตุการณ์กลายเป็นความคิดนับไม่ถ้วน แผ่ขยายทั่วแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์
กลางอากาศ เซียนบรรพกาลมองสวี่ชิง เงียบนิ่งหลายอึดใจก่อนหลุดยิ้ม
“น่าสนใจ”
“ดูท่าว่าเจ้าสืบความเป็นมาของข้าบางส่วนแล้ว”
“ช่างเถอะ เรื่องพวกนั้นข้าบังคับไม่ได้ วันนี้สนเพียงการต่อสู้กับเจ้าเท่านั้น!”
“ในเมื่อเจ้าอยากเห็นหลักเกณฑ์ของข้า ถ้าอย่างนั้น… ให้เจ้าชมหน่อยจะเป็นไร!”
เมื่อเอ่ยวาจา เซียนบรรพกาลยกมือขวาขึ้น ตบหน้าผากฉับพลัน
ด้วยการตบครั้งนี้ มีเสียงเหนือกว่าอสนีบาตดังก้อง
เสียงครั่นครื้นทำให้เวิ้งฟ้าแตกเป็นเสี่ยง ร่างเซียนบรรพกาลสั่นสะท้าน
คล้ายมีฝุ่นหลุดจากตัวเขา ผมยาวหงิกงอแห้งเหี่ยวกลับเป็นปกติชั่วพริบตา รอยร้าวบนหน้าเปลี่ยนเป็นริ้วรอยอีกครั้ง
กระดูกเซียนแห้งเหี่ยวในตัวเหมือนแก้วเรืองแสงชั่วพริบตา
ชีพจรแฝงทั้งสามหมื่นหกพันเปล่งแสงเงินพร้อมกัน ในรอยแยกที่ถูกกฎกรรมปนเปื้อนกัดกิน มีเพลิงหลักบัญญัติแสบตากว่าดวงตะวันเจิดจ้าเอ่อท้นออกมา
เพลิงนี้เหมือนดาวฤกษ์จวนมอดดับปะทุ ประคองร่างแห้งเหี่ยวของเขาขึ้นสูง เผยลักษณ์เซียนบดบังฟ้าคลุมตะวัน!
สง่างามไร้ขอบเขต!
กลิ่นอายเขา พลังบำเพ็ญเขา จิตวิญญาณเขา รวมถึงกฎกรรมของเขา ถึงขั้นเปลี่ยนจากความแห้งเหือดถึงขีดสุดกลับเป็นปกติด้วยการตบครั้งเดียว!
ภาพนี้ปรากฏในสายตาสวี่ชิง นัยน์ตาสวี่ชิงพลันจดจ่อ
ด้วยพลังบำเพ็ญของเขา ย่อมมองออกว่านี่ไม่ใช่การย้อนกลับธรรมดา ทั้งไม่ใช่การฟื้นตัวตามปกติ!
เนื่องจากอาการบาดเจ็บของอีกฝ่ายก่อนหน้านี้ แม้ว่าเจตนาล่อลวงศัตรู แต่บาดแผลไม่ได้แสร้งทำ การหักเหหมื่นพิภพเสริมด้วยหลักบัญญัติตนทำร้ายถึงแก่นจริงๆ
นอกจากว่าอีกฝ่ายบำเพ็ญถึงระดับนายแห่งเซียน มิฉะนั้นย่อมไม่อาจคลี่คลายได้โดยง่าย
แต่เซียนบรรพกาลนี้กลับทำได้
“ไม่ได้คลี่คลาย ไม่ได้ฟื้นตัว เจ้าสร้างตัวตนขึ้นใหม่!”
นี่คือการสร้างจากความว่างเปล่า ปรากฏกะทันหัน เปลี่ยนสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้!
สวี่ชิงกล่าวเสียงต่ำ
“หลักเกณฑ์ของเจ้า…”
สวี่ชิงมองเซียนบรรพกาล
เซียนบรรพกาลยืนกลางอากาศ ก้มมองสวี่ชิง
“มองหลักเกณฑ์ข้าออกแล้วหรือยัง”
“ถ้าเห็นไม่ชัด ข้าจะให้เจ้าชมต่อ!”
“เบิกฟ้า!”
เสียงเซียนบรรพกาลราวอานุภาพสวรรค์ เมื่อดังก้องทั้งตัวเขาเปล่งแสงเจิดจรัสท่ามกลางเพลิงหลักบัญญัติลุกโชน ห้วงอากาศรอบตัวยิ่งมีเปลวไฟแผ่ลาม แผดเผาจนเกิดรอยแยกมากมายบนอากาศรอบรูปจำลองเซียนมหึมานั่น
ทุกรอยแยกเหมือนมีปราณม่วงช่วงจักรวาลแรกกำเนิดเอ่อท้น
ปราณม่วงแรกกำเนิดเหล่านี้รวมตัวอย่างรวดเร็ว ก่อตัวเป็นเงาร่างมากมายข้างกายเซียนบรรพกาล
จำนวนมากนับพันหมื่น มากมายสุดลูกหูลูกตา!
ทุกร่างคือเซียนบรรพกาล ทั้งหมดคือตัวเขา!
แม้ว่าไม่ใช่ร่างจริง เป็นเพียงมายาไร้พลังต่อสู้ แต่เมื่อร่างต้นบาดเจ็บ ไม่ว่าร่างใดก็แทนร่างต้นได้ชั่วพริบตา กลายเป็นร่างใหม่ของเขา!
ภาพนี้ทำให้แผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์แตกตื่น สรรพสิ่งสั่นสะท้าน หมื่นเผ่าสิ้นหวัง
ความแข็งแกร่งของเซียนบรรพกาลคนนี้น่ากลัวหาใดเปรียบจริงๆ!
“เป็นตาย ข้ากำหนด”
ขณะกล่าวเซียนบรรพกาลยกเท้าขวาก้าวไปเบื้องล่าง
ห้วงอากาศใต้ฝ่าเท้าพังทลายทีละน้อยทันที แต่กลับมีอักขระสีเงินนับพันหมื่นพุ่งออกมาจากรอยแตก ควบรวมเป็น ‘กงล้อกฎกรรม’ เส้นผ่าศูนย์กลางพันจั้งใต้ฝ่าเท้าเขา
บนกงล้อสลักเรื่องราวที่เขาพบเจอทั้งชีวิต!
ตอนนี้กำลังลุกโชนในพลังอำนาจเวท กลายเป็นทรายดาราประคองร่างเซียนเจิดจรัสของเขา
“กฎกรรม ข้าควบคุมได้!”
เมื่อกล่าวจบเขายกมือขวาสะบัดโบก
เส้นกฎกรรมที่แปดเปื้อนก่อนหน้าย้อนทวนก่อขึ้นใหม่ พวกก้อนเนื้อสกปรกทยอยแหลกละเอียด เปลี่ยนเป็นแสงเซียนบริสุทธิ์ย้อนเข้าตัวเขา
ทั้งแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์สั่นสะเทือน ชีพจรปราณวิญญาณมากมายพลันพลุ่งพล่าน ทั้งมีวิถีสวรรค์ซึ่งยังไม่ดับสิ้นทยอยปรากฏ สั่นสะท้านหมอบลง
ขณะเดียวกันด้านหลังเขายังมีหมื่นพิภพวิวัฒน์จากบัญญัติขนาน
หมื่นพิภพที่สวี่ชิงพลิกผัน ตอนนี้กำลังสร้างขึ้นใหม่
ต้นไม้เซียนปกป้องโลกที่อ่อนกำลังพังทลายเพราะเขาในนั้น ตอนนี้รากกลับหยัดขึ้นห้วงอากาศ ยอดต้นไม้ประคองรูปจำลองของเขา ทุกใบต่างเอ่ยถ้อยคำยามเขาสร้างมรรคา
นอกจากนี้หมื่นพิภพเหล่านั้น บ้างมีน้ำพุวิญญาณย้อนกลับเป็นทางช้างเผือก บ้างมีน้ำแข็งทมิฬแตกละเอียดเป็นฝนกระบี่ทองคำ ทุกความผิดพลาดในนั้น โดนแก้ไขให้ถูกต้อง คืนกฎกรรมทั้งหมดให้เซียนบรรพกาล เสริมความสง่างามของเซียนบรรพกาลมาเยือนโลกแก่เขา
“ยังมีทางขนานของเจ้า ข้าก็ควบคุมได้!”
“ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงวิถีสวรรค์”
เซียนบรรพกาลเอ่ยเรียบๆ ชุดนักพรตขาดวิ่นบนตัว ตอนนี้เปล่งประกายอีกครั้ง ทั้งมีสัญลักษณ์ลึกลับที่เหมือนเก่าแก่กว่าวิถีสวรรค์ปรากฏ
จากนั้นค่อยมองสวี่ชิงยามมีอำนาจสมบูรณ์
“เจ้าหนู บัญญัติข้า ช่วงต้นคืออนันต์ จากนั้นคือไร้สิ้นสุด กระทั่งสุดท้ายค่อยก่อเกิดพลังหลักเกณฑ์!”
“หลักเกณฑ์นี้… ไม่เคยเกิดขึ้นกับข้ามาก่อน!”
“ข้าเรียกมันว่า… สรรพานุภาพ!”
ตอนนี้เสียงเซียนบรรพกาลยิ่งใหญ่ทรงพลัง ทั้งไม่ใช่คลื่นเสียงที่คนทั่วไปเข้าใจได้อีก แต่เป็นเสียงเซียนดังก้องทะเลความรู้สึกสิ่งมีชีวิตทั้งหมด
ทุกแห่งที่เคลื่อนผ่าน ผู้บำเพ็ญหมื่นเผ่าทยอยกระอักเลือดสดๆ จำต้องก้มหัวคุกเข่า เลือดเนื้อตรงหว่างคิ้วเคลื่อนไหว ร่างรูปจำลองของเซียนบรรพกาล
“ข้าเป็นอมตะ สร้างบัญญัตินับไม่ถ้วน ครองอำนาจไร้สิ้นสุด ทั้งสร้างสรรพสิ่งได้ เจ้าจะสู้กับข้าอย่างไร!”
เซียนบรรพกาลยกเท้าขวา เหยียบย่างลงมา
แรงกดดันชวนประหวั่นมหาศาลถาโถมใส่สวี่ชิงอย่างท่วมท้น พลังทำลายล้างหวังบดขยี้สวี่ชิงเป็นผุยผง
ตอนนี้สวี่ชิงเหมือนเรือโดดเดี่ยวกลางคลื่นคลั่ง ล่องลอยกลางพายุ
แต่สีหน้าเขายังนิ่งสงบ ต่อให้เสื้อผ้าสะบัดโบก ทว่าเงาร่างกลับเหนือกว่าเรือโดดเดี่ยว คล้ายโขดหินกลางทะเล
ในพายุเขามองเซียนบรรพกาลพลางครุ่นคิด
หลังจากกลายเป็นเซียนคิมหันต์ สวี่ชิงเข้าใจเรื่องการต่อสู้แบ่งเป็นตายระหว่างเซียนมากขึ้น
ไม่ว่าเป็นคำบอกเล่าของปรมาจารย์ไป่หรือประสบการณ์ระหว่างทางกลับมาของเขา ทุกอย่างล้วนทำให้เขาเข้าใจ… พื้นฐานการต่อสู้ระหว่างเซียนคือศึกบัญญัติ!
แม้ว่าศึกบัญญัติมีหลายหลาก แต่โดยรวมแล้วไม่พ้นการประลองวิชากับวิถี
การประลองวิชาคือการแสดงออกภายนอกของบัญญัติ
ส่วนศึกวิถีคือการปะทะด้วยแก่นหลักเกณฑ์ ทั้งเป็นวิธีทำลายล้างถึงรากฐาน
การปะทะหลักเกณฑ์สามารถมองว่าเป็น… การลงมือกับพื้นฐานหลักบัญญัติที่อีกฝ่ายหยั่งรู้ได้ระดับหนึ่ง ทำให้อีกฝ่ายพังทลาย!
ความอันตรายที่ซ่อนแฝง มักตัดสินแพ้ชนะได้ในพริบตา
ดังนั้นเงื่อนไขแรกคือ… ต้องมองหลักเกณฑ์อีกฝ่ายให้ออก!
ตอนนี้สวี่ชิงมองออกแล้ว
“สรรพานุภาพ?”
สวี่ชิงส่ายศีรษะเล็กน้อย
“ข้าเข้าใจเจ้าอย่างถ่องแท้แล้ว
บัญญัติของเจ้า ไม่ได้ไร้ขีดจำกัด แต่เป็นเหตุผล หลักเกณฑ์ของเจ้า ใช่ว่าทำได้ทุกอย่าง แต่เป็นความสอดคล้องกัน
บัญญัติเช่นนี้มีน้อยนัก…”
“ดังนั้นสิ่งที่เจ้าต้องการคือเหตุผลของสรรพสิ่ง แต่กล่าวกลบเกลื่อน เจ้าจึงกำหนดผลโดยตั้งชื่อสรรพานุภาพให้ตน”
“อาศัยผลลัพธ์นี้สร้างทางถอย ทำให้ได้มาซึ่งตัวแปรของนามสรรพานุภาพ!”
เมื่อสวี่ชิงเอ่ยวาจา เซียนบรรพกาลซึ่งมีอานุภาพอัศจรรย์นัยน์ตาพลันหดรัด
“ความจริงข้ากำราบเจ้าได้ทันที แต่เพื่อปิดทางหนีของเจ้า…”
นัยน์ตาสวี่ชิงฉายแววเยียบเย็น ยกมือขวาขึ้นช้าๆ ชี้ไปทางเซียนบรรพกาลผ่านพายุซึ่งถาโถมเข้าใส่
“ข้าจะสะบั้นบัญญัติเจ้า ตั้งแต่รากฐาน ทำลายล้างเจ้าอย่างสมบูรณ์!”
“ทั้งหลักบัญญัติของเจ้า ทำลายไม่ยากนัก”
ขณะกล่าวเบื้องหน้าสวี่ชิงพลันมีตะเกียงเจ็ดดวงปรากฏ!
นั่นคือคำสาปเพลิงทมิฬเจ็ดตะเกียง!
คำสาปนี้เคยสร้างผลอัศจรรย์ในการต่อสู้หลายครั้งยามสวี่ชิงอยู่ระดับเตรียมสู่เทวะ มันใช้พลังชีวิตเป็นเป้า ใช้เพลิงวิญญาณเป็นสื่อนำ ใช้กฎกรรมเป็นพลัง ใช้ตะเกียงมายาเป็นรากฐาน
ผลคือตะเกียงมอดดับคนดับสิ้น ทำลายจิตวิญญาณได้
แต่ตอนนี้แก่นของมันเสริมด้วยหลักบัญญัติสวี่ชิง ถูกรื้อถอนและปรับเปลี่ยนชั่วพริบตา
สิ่งที่ปรับเปลี่ยนคือพลังกฎกรรมที่แฝงซ่อนในคำสาปเพลิงทมิฬเจ็ดตะเกียง!
“เปลี่ยนตะเกียงมายาเป็นกรงขัง!”
ตะเกียงเจ็ดดวงหลอมรวมกันชั่วพริบตา ลอยขึ้นฟ้าเป็นดวงเดียว แต่จำกัดทั่วทิศทาง
“เพลิงวิญญาณคือไส้โคม!”
แสงตะเกียงชักนำวิญญาณเซียน ควบรวมเป็นไส้โคม จุดชนวนประกายไฟ
“พลังชีวิตคือตัวครอบ ฉายเงากฎกรรม!”
นัยน์ตาสวี่ชิงฉายแววล้ำลึก!
นอกตะเกียงวิญญาณมีตัวครอบปรากฏขึ้นทันที เพลิงวิญญาณลุกโชนชั่วพริบตา เปล่งแสงเพลิงสาดส่องในตัวครอบ ก่อตัวเป็น… เงาร่างเซียนบรรพกาล!
คล้ายละครหุ่นเงาฉากหนึ่ง!
เชื่อมต่อกับกฎกรรมของเซียนบรรพกาล!
“ส่วนเนื้อหาของหุ่นเงา…”
สวี่ชิงทอดมองห่างออกไป ตอนนี้เซียนบรรพกาลที่สีหน้าแปรเปลี่ยนยกใหญ่ ก่อนกล่าวราบเรียบ
“หลักเกณฑ์เจ้าคือสรรพานุภาพ สร้างสรรพสิ่งได้ไม่ใช่หรือ”
“ตอนนี้กฎกรรมเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกับพลังวิเศษของข้า หนึ่งห้วงคิดของเจ้าย่อมสะท้อนออกมาบนละครเงานี้”
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าที่ทำได้ทุกอย่าง สร้างก้อนหินที่ตัวเองยกไม่ไหวให้ข้าชมหน่อยได้หรือไม่”
เมื่อกล่าวประโยคเหล่านี้ เซียนบรรพกาลหน้าซีดเผือดชั่วพริบตา จ้องมองสวี่ชิงเขม็ง
สวี่ชิงดึงดูดสายตาผู้คน ก้าวไปทางเซียนบรรพกาล
“เจ้าที่ทำได้ทุกอย่าง หากสร้างก้อนหินที่เจ้ายกไม่ไหวได้จริง นั่นหมายความว่าเจ้าทำไม่ได้ทุกอย่าง!”
เมื่อสิ้นเสียง เงาบนตัวครอบบิดเบี้ยวทันที นี่คือสัญญาณความขัดแย้งของกฎกรรม!
เซียนบรรพกาลถอยร่นอีกครั้ง
“หากเจ้าที่ทำได้ทุกอย่าง สร้างก้อนหินนี้ไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็… ไม่มีพลังทำได้ทุกอย่างเช่นกัน!”
สวี่ชิงราวออกคำสั่ง ท่วงทำนองเต๋าสะท้านฟ้า
เมื่อเห็นหลักบัญญัติเซียนบรรพกาลชัดเจน สำหรับสวี่ชิงแล้ว ถ้าอยากตัดขาดหลักบัญญัติเขา สิ่งที่ต้องทำคือ… สร้างความขัดแย้ง!
เสริมพลังและปรับเปลี่ยนกฎกรรมคำสาปเพลิงทมิฬเจ็ดตะเกียง สร้างการปฏิเสธตัวเองด้วยแนวคิด ‘สรรพานุภาพ’
สร้างความขัดแย้งของกฎกรรม!
ทำให้พลังวิเศษนี้ เปลี่ยนจากตะเกียงมอดดับคนดับสิ้นเป็นตะเกียงมอดดับกฎกรรมทลาย!
ชื่อของมันเรียกว่าคำสาปเพลิงทมิฬเจ็ดตะเกียงไม่ได้แล้ว แต่เป็นละครเงากฎกรรม
เมื่อหุ่นเงาบิดเบี้ยว สีหน้าเซียนบรรพกาลซีดเผือด ตัวสั่นสะท้าน บัญญัติของเขา… กำลังแหลกละเอียด หลักเกณฑ์เขากำลังพลิกผัน
การประลองบัญญัติ ศึกหลักเกณฑ์ นี่คือพื้นฐานของเซียน
เขาอ้าปากอยากเอื้อนเอ่ย หลักบัญญัติในตัวเขาขับเคลื่อน แต่กลับ… ไม่อาจทำสำเร็จ!
สวี่ชิงส่ายศีรษะ ยกมือสะบัดโบก
เพลิงวิญญาณในตะเกียงดับมอดชั่วพริบตา
เมื่อดับมอด เซียนบรรพกาลกระอักเลือดคำโต ทั้งตัวแห้งเหี่ยวทันที กลิ่นอายเขา จิตวิญญาณเขา พลังบำเพ็ญเขา ร่างเซียนเขา ตอนนี้สั่นคลอนอย่างรุนแรง
ด้วยบัญญัติกับหลักเกณฑ์ของเขากำลังพังทลาย!