ผู้กล้าเหนือกาลเวลา - บทที่ 1335 อิสระ
บทที่ 1335 อิสระ
กลุ่มแสงลึกลับเจิดจรัสนั้น มุ่งตรงไปทางสวี่ชิงตามแรงเหวี่ยงของเอ้อร์หนิว
เสียงเอ้อร์หนิวดังก้องก่อนแผ่วลงชั่วพริบตา
ตอนนี้สีน้ำเงินบนมือซ้ายจักรพรรดิเทพนภาเจิดจรัสซึ่งเขาสถิตอยู่จางลงอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันพลังอำนาจเทพบนตัวจักรพรรดิเทพนภาเจิดจรัสพลันพลุ่งพล่าน
คิดกำราบและกำจัดเอ้อร์หนิวอย่างสมบูรณ์
ในช่วงสำคัญมายาพสุธาแดนดินบนตัวนายท่านเจ็ดยิ่งส่องประกาย ครอบคลุมทั่วทิศ ใช้ไอพลังประหลาดตัดขาดกับโลกภายนอก ถ่วงเวลาฟื้นคืนของจักรพรรดิเทพนภาเจิดจรัส
ฝ่ายสวี่ชิงยกมือขวาขึ้นรับกลุ่มแสงเจิดจรัสที่ล่องลอยมา
ในฝ่ามือเขากลางเลือดเนื้อมีเศษกระจกหนึ่ง!
นั่นคือกระจกทรงข้าวหลามตัด พื้นผิวเรืองแสงเอ่อท้น สะท้อนภาพสรรพสิ่งบนโลกในนั้น
ทั้งมีกลิ่นอายหลักบัญญัติเหนือกว่าเซียนคิมหันต์ ถึงระดับนายแห่งเซียน กระทั่งสูงกว่าระดับนายแห่งเซียนทั่วไปไหลวนในนั้น
ทำให้เจตจำนงเซียนอบอวลทั่วนภาเจิดจรัส
สิ่งนี้มาจากนายแห่งเซียนมี่หมิง!
ถือเป็นบัญญัติซึ่งมี่หมิงมอบให้สวี่ชิงก่อนออกมาจากระบบดาวที่ห้า!
ถ้าคนอื่นใช้บัญญัตินี้ ผลลัพธ์ย่อมธรรมดา
แต่สวี่ชิงต่างออกไป
เขาเคยสวมบทบาทตามความทรงจำมี่หมิง ทั้งเป็นตัวแทนก้าวผ่านช่วงชีวิตสำคัญของมี่หมิง
ประสบการณ์นั้นทำให้สวี่ชิงเป็นคนเดียวในสามสิบหกระบบดาวชั้นบนที่สำแดงหลักบัญญัติมี่หมิงได้เกือบสมบูรณ์
นี่คือสมบัติทรงอำนาจที่สุดบนตัวเขา นอกเหนือจากตะเกียงครอบนัยน์ตาเทพที่ปรมาจารย์ไป่ให้
ตอนนี้เมื่อเศษกระจกกลางฝ่ามือส่องประกาย ทั่วนภาเจิดจรัส… ท้องฟ้าเปลี่ยนสี แผ่นดินม้วนตลบ
หลักบัญญัติมี่หมิงแฝงพลังชวนประหวั่น กำราบสรรพสิ่ง
โดยเฉพาะจักรพรรดิเทพนภาเจิดจรัสซึ่งกำลังหวนคืน!
ชั่วพริบตายามกระจกส่องสะท้อน ร่างมหึมาของจักรพรรดิเทพนภาเจิดจรัสพลันสั่นคลอน
ต่อด้วยสั่นสะเทือนรุนแรง กระจกกลางฝ่ามือสวี่ชิงมีหมอกสีทองรวมตัวกันอย่างรวดเร็ว ร่างภาพคนเลือนรางช้าๆ
นายท่านเจ็ดอยู่ด้านข้าง มองภาพนี้ด้วยใจสั่นสะท้าน
เขาสัมผัสได้ว่ากระจกกลางฝ่ามือสวี่ชิงไม่ธรรมดา ทั้งมองเงาร่างเลือนรางในกระจกออก นั่นคือจิตวิญญาณของจักรพรรดิเทพนภาเจิดจรัส!
ถึงขั้นว่าในนั้นยังมีนามแท้จริงรางๆ!
‘กระจกนี้… เหมือนมีอำนาจกำราบเทพโดยเฉพาะ!’
นายท่านเจ็ดพึมพำในใจ
สวี่ชิงสังเกตเห็นสีหน้าของนายท่านเจ็ด แน่นอนว่ารู้ความคิดในใจอีกฝ่าย
นายท่านเจ็ดไม่ทราบวิธีเลื่อนขั้นของนายแห่งเซียนมี่หมิง
การเลื่อนขั้นของมี่หมิงอาศัยดาวแม่ดั้งเดิมบนระบบดาวที่สี่ หลอมรวมกับดาวแม่ด้วยวิธีฝังร่าง ยืมพลังดาวแม่เปลี่ยนเป็นนายแห่งเทพก่อน ฝากนามแท้จริงไว้ จากนั้นค่อยเปลี่ยนจากเทพเป็นเซียน
วิธีนี้ทำให้มี่หมิงเป็นทั้งเทพและเซียน!
ดังนั้นจึงกำราบเทพเจ้าได้เป็นพิเศษ
ต่อมาสวี่ชิงวิเคราะห์การเลื่อนขั้นนั้น ด้วยดาวแม่ดั้งเดิมมีพลังอัศจรรย์ จุดเริ่มต้นจึงยิ่งล้ำเลิศถึงขีดสุด
แต่ทางเลือกสุดท้ายของมี่หมิงกลับน่าเสียดายจริงๆ
เขาเพียงหลอมรวมกับดาวแม่ชั่วคราว
ทั้งไม่ได้… กลืนกินดาวแม่อย่างแท้จริง!
ไม่อย่างนั้นทั้งหมดคงเปลี่ยนเป็นน่ากลัวกว่าเดิม
แต่เขาก็รู้ดีว่าวิธีนี้… มีอุปสรรคซึ่งไม่มีทางสำเร็จมากเกินไป
ไม่ว่าจะเป็นการขัดขวางจากราชาเทพของระบบดาวที่สี่ การต่อต้านขั้นเด็ดขาดของดาวแม่ดั้งเดิมแห่งระบบดาวที่สี่ หรือการยอมเสียสละตัวเองของมี่หมิง รวมถึงความเสี่ยงที่เจตจำนงจะสับสน… ไม่ว่าสิ่งใดคลาดเคลื่อนก็ทำให้พิธีล้มเหลวได้
คล้ายเดินบนใยแมงมุม!
สุดท้ายมี่หมิงจึงเลือกทางปลอดภัยที่สุด นั่นคือวิธีที่มีโอกาสสำเร็จสูง แค่อาศัยการหลอมรวมเลื่อนขั้นแล้วผละออก
หลังจากความคิดพวกนี้วาบผ่านสมองสวี่ชิง เขาเหลือบสายตามองจักรพรรดิเทพนภาเจิดจรัสที่อยู่เบื้องล่าง
ตอนนี้จักรพรรดิเทพนภาเจิดจรัสหลับตาอีกครั้ง แต่กลิ่นอายองค์ท่านกลับปั่นป่วน ร่างสั่นสะเทือน เห็นชัดว่าคิดดิ้นรน แต่การกำราบด้วยหลักบัญญัติของมี่หมิง ทำให้การขัดขืนทุกอย่างขององค์ท่านไม่ส่งผล
แม้ว่าองค์ท่านมีสภาพสมบูรณ์ก็ต่อกรกับมี่หมิงตอนนี้ไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงองค์ท่านช่วงกำลังคืนชีพ ทั้งสูญเสีย… แสงต้นกำเนิดจากการสักการะของเผ่าอื่น!
ได้แค่ปล่อยให้เศษกระจกกลางฝ่ามือสวี่ชิงดูดซับจิตวิญญาณขององค์ท่านไป
ระหว่างนี้เอ้อร์หนิวฮึกเหิมหาใดเปรียบ เขาสัมผัสได้ว่าร่างที่ตัวเองสถิต ลดการต่อต้านและขัดขืนตนฉับพลัน
เขาจึงเริ่มหลอมรวมอีกครั้งโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ครู่ต่อมาบนมือซ้ายของจักรพรรดิเทพนภาเจิดจรัส สีน้ำเงินที่เกือบถูกลบเลือนก่อนหน้านี้ เปล่งประกายเจิดจ้าขึ้นมา แผ่ขยายทั่วตัวจักรพรรดิเทพนภาเจิดจรัสอย่างรวดเร็ว
เพียงพริบตาก็ครอบงำกว่าครึ่ง อีกครึ่งก็… ราบรื่นไร้อุปสรรค!
ถึงตอนนี้การต่อต้านของจักรพรรดิเทพนภาเจิดจรัสก็ยังไม่เผยความดึงดันออกมา ต่อให้ยากขัดขืนกระจกของมี่หมิง แต่กลับส่งสัญญาณหมายดับสิ้นไปด้วยกันรางๆ
คล้ายว่าต่อให้ล้มเหลว องค์ท่านก็ไม่ยอมมอบร่างเทพของตนให้!
เมื่อเห็นว่าเป็นเช่นนี้ นัยน์ตานายท่านเจ็ดฉายแววเยียบเย็น กำลังจะลงมือ
สวี่ชิงมองจักรพรรดิเทพนภาเจิดจรัสเบื้องล่าง ก่อนเอ่ยปากฉับพลัน
“วิธีลวงตา ถ้าทำมากเกินไป… ย่อมส่งผลต่อการหลอมรวมของศิษย์พี่ใหญ่ ข้าจะถือว่าเจ้าเล่นละครแต่กลับเป็นจริง”
เมื่อสวี่ชิงเอ่ยคำนี้
ร่างสั่นสะท้านของจักรพรรดิเทพนภาเจิดจรัสพลันชะงัก
เสียงสวี่ชิงค่อยดังต่อ
“ยืมมือศิษย์พี่ใหญ่ข้า ใช้สื่อนำ สถานที่ วิธีการพิเศษ สร้างพิธีกรรมเฉพาะ… เพื่อฟื้นคืนกลับมา”
“ดูเหมือนทุกอย่างเป็นเรื่องปกติ ทั้งสอดคล้องกับตรรกะ ถึงขั้นว่าหากไม่เกิดเรื่องผิดคาดเพราะข้ากลับมา เจ้าอาจทำสำเร็จ”
“แต่ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าสัมผัสเรื่องที่เกิดขึ้นภายนอกไม่ได้”
“ทั้งไม่เชื่อว่าเจ้าไม่รู้ แผนการเดิมเจ้า ยึดตามเหตุการณ์ตอนนี้ ต่อให้ฟื้นคืนกลับมาจริงก็ยากพ้นจุดจบโดนกำราบ”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้จึงดิ้นรนเต็มกำลัง…”
สายตาสวี่ชิงมีนัยลึกซึ้ง จ้องมองศพของจักรพรรดิเทพนภาเจิดจรัส
“เจ้าคิดยืมกฎกรรมของข้ากับอาจารย์ สลายตัวจากที่นี่ จากนั้นค่อยใช้วิธีอื่น ฟื้นคืนชีพบนระบบดาวอื่น…”
“ด้วยห่วงว่าจะถูกคนมองออก ดังนั้นเลยดิ้นรนเต็มกำลัง แสดงท่าทางออกมา แต่ขณะเดียวกันในใจเจ้าก็ยังไม่พอใจ ดังนั้นเจ้าจึงคิดฉวยโอกาสนี้ ทำให้สำเร็จพร้อมกัน!”
ขณะกล่าวสวี่ชิงมองกระจกบนมือ แม้ว่าในนั้นมีจิตวิญญาณกับนามแท้จริงของจักรพรรดิเทพนภาเจิดจรัส ทั้งเหมือนเป็นหนึ่งเดียว แต่เมื่อสัมผัสผ่านหลักบัญญัติของกระจกนี้ สวี่ชิงรู้ว่านามแท้จริงกับจิตวิญญาณนี้ แฝงการต่อต้านยากสังเกตเห็นเสี้ยวหนึ่ง!
นามแท้จริงนี้… ไม่ใช่ของจักรพรรดิเทพนภาเจิดจรัส!
“ผู้อาวุโสหลี่จื้อฮว่า ไม่เคยกลับมา ข้าคิดว่าปีนั้นเขาจากที่นี่ไปแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ รวมถึงสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้น… ล้วนทำเพื่อช่วยเจ้าแหกคุกใช่หรือไม่!”
สวี่ชิงกล่าวราบเรียบ เรื่องนี้เดิมเขาไม่มั่นใจนัก แต่หลังจากเข้านภาเจิดจรัสและเจอสิ่งเหล่านี้ รวมถึงภาพบนกระจกหลักบัญญัติของมี่หมิง ทำให้เขาชี้ชัดได้
สิ่งสำคัญยิ่งคือเขาไม่คิดว่าจักรพรรดิเทพที่เคยเปล่งประกายบนนภาเจิดจรัสคนนี้เป็นพวกไม่เหลือทางถอยให้ตัวเอง
เสียงสวี่ชิงดังก้องทั่วทิศ
บนพื้นดิน ตอนนี้จักรพรรดิเทพนภาเจิดจรัสพลันลืมตาอีกครั้ง
แสงสีทองส่องประกายตรงนัยน์ตาองค์ท่าน จับจ้องสวี่ชิง
สวี่ชิงหันมามองนายท่านเจ็ด ก่อนกล่าวเสียงเบา
“อาจารย์ เรื่องที่นี่ศิษย์ขอเป็นผู้ตัดสินใจได้หรือไม่”
นายท่านเจ็ดได้ยินแล้วพยักหน้าเล็กน้อย ในใจคาดเดาการตัดสินใจของสวี่ชิงออก
สวี่ชิงคารวะ จากนั้นค่อยมองจักรพรรดิเทพนภาเจิดจรัสที่อยู่เบื้องล่าง
“เรื่องเมื่อปีนั้น ข้าติดค้างผู้อาวุโสหลี่จื้อฮว่า นามแท้จริงเจ้าถูกเขาชิงไป ถ้าเจ้า… เลิกขัดขืน เติมเต็มความปรารถนาของศิษย์พี่ข้า”
“ข้าจะปล่อยเจ้าไป!”
“ต่อจากนี้เจ้าห้ามมาเหยียบระบบดาวที่เก้า ทั้งไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าอีก!”
เสียงสวี่ชิงดั่งอำนาจสวรรค์ ดังก้องฟ้าดินแถบนี้
“ละทิ้งจึงได้มา”
จักรพรรดิเทพนภาเจิดจรัสเงียบไป
คำพูดสวี่ชิงเล่าแผนทั้งหมดขององค์ท่าน ตอนแรกองค์ท่านคิดยืมมือคนโลภเพื่อฟื้นคืนชีพจริงๆ
แต่การเปลี่ยนแปลงบนโลกภายนอก ทำให้องค์ท่านรับมือไม่ทัน แต่กลับไม่ลนลานมากนัก
ด้วยเขายังมีวิธีอื่น
หลี่จื้อฮว่าก็ดี ชื่อหมู่ก็ดี ความจริงล้วนจากนภาเจิดจรัสไปโดยองค์ท่านไม่คัดค้าน
หลังจากไป องค์ท่านไม่ก้าวก่าย แต่ผู้จากไปทั้งหมดมีความเชื่อมั่นอย่างหนึ่ง
นั่นคือช่วยองค์ท่านออกไป
ด้วยความเป็นเลิศของหลี่จื้อฮว่าจึงมาถึงแนวหน้า
ขอเพียงองค์ท่านตัดสัมพันธ์กับกฎกรรมทั้งหมดของนภาเจิดจรัส ยอมลบร่องรอยทุกอย่างก็จะสำเร็จ
ทว่าในใจองค์ท่านยังไม่ยินยอม
ผ่านไปหลายอึดใจ
เสียงทอดถอนใจดังมาจากองค์ท่าน
สุดท้ายองค์ท่านยอมทิ้งความไม่พอใจ จากนั้นค่อยหลับตา
เลิกขัดขืน
พริบตานั้นกระจกกลางฝ่ามือสวี่ชิงเผยเงาวิญญาณอย่างสมบูรณ์
ตัดสัมพันธ์จากร่างต้นโดยสิ้นเชิง
การหลอมรวมของเอ้อร์หนิวพลันเร็วขึ้น เพียงสิบกว่าลมหายใจก็แผ่ลามทั่วตัวจักรพรรดิเทพ
จากนั้นค่อยเริ่มหลับใหลและหลอมรวมขั้นลึกซึ้ง
สวี่ชิงมองศิษย์พี่ใหญ่ รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการเวลากว่าจะตื่นขึ้น ดังนั้นจึงยกมือบีบเศษกระจก
ครู่ต่อมาจักรพรรดิเทพนภาเจิดจรัสในกระจก จิตวิญญาณแหลกละเอียด ถูกลบไปพร้อมนามแท้จริง
ตัดกฎกรรมทุกอย่างกับแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์และนภาเจิดจรัสโดยสิ้นเชิง
รวมถึงร่องรอยทั้งหมดด้วย
แผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ก็ดี โลกนภาเจิดจรัสก็ดี ในความทรงจำสิ่งมีชีวิตทั้งหมด ร่องรอยเกี่ยวกับจักรพรรดินภาเจิดจรัสถูกลบไปโดยปริยาย
ไม่มีคนจำได้ ไม่อาจนึกถึง
องค์ท่านเป็นอิสระแล้ว
เหมือนที่สวี่ชิงกล่าว ละทิ้งจึงได้มา
ยอมทิ้งทุกอย่างที่นี่ แลกเปลี่ยนกับอิสระ
‘เป็นอิสระก็ดี ปีนั้นต่อสู้กันเนิ่นนาน แม้ว่าข้าชนะ แต่ความจริง… ที่นี่ไม่เคยเป็นหนึ่งเดียวอย่างแท้จริง การมีอยู่ของนภาเจิดจรัส ทำให้ที่นี่ไม่ใช่ของพสุธาแดนดิน’
นายท่านเจ็ดทอดถอนใจ
วิธีจัดการเช่นนี้ ทำให้ในใจเขาปิดฉากภาพอดีต
“แสงนภาเจิดจรัสนั่น…”
นายท่านเจ็ดมองสวี่ชิง
สวี่ชิงยกมือขวาขึ้น แสงลอยอยู่ตรงหน้า หลังจากสัมผัสอย่างจดจ่อ เขาค่อยกล่าวเสียงเบา
“อาจารย์ ศิษย์พี่ใหญ่ต้องใช้เวลาช่วงหนึ่งกว่าจะตื่น”
“แสงนี้อัศจรรย์นัก… แฝงนัยเร้นลับของนภาเจิดจรัส ทั้งแฝงเจตจำนงของนภาเจิดจรัส”
“ข้าอยากดูดซับมันที่นี่ ดูว่า… มีความลับอะไรกันแน่!”