ผู้กล้าเหนือกาลเวลา - บทที่ 819 เก้าลมปราณ
บทที่ 819 เก้าลมปราณ
สวี่ชิงมองอย่างเย็นชา นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบผู้บำเพ็ญเผ่านภาคิมหันต์ และเขาก็เข้าใจความหมายของนายกอง
ผู้ที่ปรากฏตัวขึ้น ไม่ใช่เผ่าใต้อาณัติของนภาคิมหันต์ แต่เป็นเผ่าหลักแท้จริง
เมื่อรวมกับสิ่งที่นายกองพูดก่อนหน้านี้ว่าสัมผัสได้ถึงร่องรอยเมื่อเข้าสู่พื้นที่ต้องห้าม คิดดูแล้วผู้ที่ทิ้งร่องรอยไว้ก็คือผู้มาเยือนผู้นี้นั่นเอง
แม้สวี่ชิงจะไม่เคยเจอผู้บำเพ็ญจากเผ่านภาคิมหันต์ แต่ช่วงที่เขาอยู่ในเมืองหลวงจักรพรรดิ เขาได้ศึกษาตำราของสายเซียนต่างวิถีในวังศึกษา จึงมีความรู้เกี่ยวกับเผ่านี้อยู่บ้าง
เขาจึงรู้ว่าผู้บำเพ็ญจากเผ่าหลักทุกคนในแดนนภาคิมหันต์จะมีสถานะสูงส่ง เนื่องจากจำนวนผู้บำเพ็ญจากเผ่านภาคิมหันต์น้อยกว่าเผ่าใต้อาณัติมาก
จุดนี้ เห็นได้จากการปฏิบัติตัวต่อองค์ชายใหญ่ซึ่งเป็นเลือดผสม
ส่วนผู้บำเพ็ญเผ่านภาคิมหันต์หลัก แม้จะออกไปจากดินแดนนภาคิมหันต์แล้ว ยามอยู่ในเขตขั้วอำนาจของเผ่าอื่นๆ ก็เป็นเช่นนี้
ไม่มีใครกล้าก้าวล่วงผู้บำเพ็ญจากเผ่านภาคิมหันต์ ทั้งหมดนี้ทำให้ผู้บำเพ็ญจากเผ่านภาคิมหันต์หลักมั่นใจเต็มเปี่ยม และทำตัวหยิ่งยโสอย่างยิ่งได้
ความแข็งแกร่งของเผ่า คือความมั่นใจของพวกเขา
เช่นตอนนี้ ยิ่งอยู่ในดินแดนนภาคิมหันต์ ยิ่งวางท่ากว่าเดิม
ท่ามกลางเสียงครืนครันของฟ้าดิน ใบหน้าของผู้มาเยือนปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าเหนือสวี่ชิงและนายกอง ดาวหางที่มาพร้อมกับเขาก็ตกลงมาบนพื้น
พื้นที่ต้องห้ามสั่นสะเทือน ทุกทิศทางโกลาหล แรงกดดันกดลงมาจากท้องฟ้าอย่างแรง กลายเป็นประโยคหนึ่ง
“เผ่ามนุษย์รึ”
เมื่อคำพูดนี้เปล่งออกมา ฟ้าดินเปลี่ยนสี ดั่งประกาศิต กลายเป็นพลังกฎเกณฑ์ กดทับร่างสวี่ชิงและนายกอง พยายามควบคุมการเคลื่อนไหวของพวกเขา กระทั่งร่างของพวกเขาก็เกิดเค้าลางจะฉีกขาดออกจากกันเลาๆ
ดวงตาของนายกองเปล่งแสงสีฟ้า รู้สึกค่อนข้างตื่นเต้น
สีหน้าของสวี่ชิงยังคงปกติ ราวกับมองคนตาย
เจ้าเงาที่กำลังกลืนกินพื้นที่ต้องห้าม หยุดชะงักชั่วครู่ แล้วจึงกลืนกินต่อไป
เมื่อเห็นว่าเผ่ามนุษย์ทั้งสองไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองกับการปรากฏตัวของเขาแม้แต่น้อย ดวงตาของผู้บำเพ็ญจากเผ่านภาคิมหันต์ที่เพิ่งมาถึงก็ฉายแววไม่พอใจ
เขาไม่ได้อยู่ที่นี่ตั้งแต่แรก แต่เพิ่งมาถึง จุดประสงค์ของเขาก็คือภูเขาต้องห้ามในพื้นที่ต้องห้ามแห่งนี้
ในฐานะผู้เข้าร่วมมหกรรมล่าเหยื่อ เขาต้องการภูเขาต้องห้าม ยิ่งมากยิ่งดี และการแข่งขันในเรื่องนี้ก็รุนแรง เขาจึงให้ผู้รับใช้จากเผ่าใต้อาณัติไปยังพื้นที่ต้องห้ามหลายแห่งเพื่อทิ้งร่องรอยของเขาไว้ล่วงหน้า
มีร่องรอยนี้อยู่ก็หมายความว่าเขาครอบครองพื้นที่แห่งนี้แล้ว ผู้ใดที่อยากจะแย่งชิง ต้องรับผลกรรมถูกเขาสังหารในภายหลัง
ส่วนเขาจะเดินทางไปยังพื้นที่ต้องห้ามเหล่านี้ ระหว่างทางมีทั้งสำเร็จและล้มเหลว อารมณ์ก็ไม่ดีเป็นทุนเดิม เมื่อมาถึงพื้นที่ต้องห้ามแห่งนี้ และเห็นเผ่ามนุษย์กล้าบุกรุกเข้ามา ดังนั้นจากการที่ดวงตาฉายแววหมดความอดทน เขาก็ยกมือขวาขึ้นปล่อยหมัดไปยังสวี่ชิงและเอ้อร์หนิว
หมัดนี้ คล้ายจะซัดมาส่งๆ แต่สำแดงจากมือของเผ่านภาคิมหันต์กลับให้ความรู้สึกน่าตื่นตะลึง
ท้องฟ้าปั่นป่วน ผืนแผ่นดินครืนครัน เงาหมัดสีทองขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นระหว่างฟ้าดิน ขนาดใหญ่ยักษ์ถึงหมื่นจั้ง ราวกับกำปั้นจากสวรรค์
พลังอำนาจที่น่าครั่นคร้าม กลิ่นอายสั่นคลอนจิตใจ ก่อตัวเป็นพายุ ทำให้พื้นที่ต้องห้ามสั่นสะเทือน ยามพุ่งลงมา นายกองทางนั้นกลับหัวเราะ ร่างอวบอ้วนพุ่งออกไปในพริบตา
“พอดีเลย เอาเจ้าเป็นตัวทดลองผลการเสริมพลังกายเลยก็แล้วกัน”
ระหว่างที่พูด ร่างกายใหญ่โตราวภูผาของนายกองก็ส่งเสียงหวีดหวิวอย่างรุนแรง ปะทะกับเงาหมัดสีทองที่พุ่งลงมาตรงๆ
เสียงดังสนั่นหวั่นไหว ราวฟ้าผ่ากึกก้อง
ร่างกายของนายกองร่วงลงมา กระเด้งกระดอนไปบนพื้นหลายครั้ง ส่วนเงาหมัดบนท้องฟ้าก็ปรากฏรอยแตก พริบตาต่อมาก็แตกเป็นเสี่ยงๆ ในชั่วพริบตา
“เท่านี้เองหรือ”
นายกองเงยหน้าขึ้น ส่งเสียงเย่อหยิ่ง
สวี่ชิงมองนายกอง เขารู้สึกได้ว่านายกองไม่เพียงแต่ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นมาก พลังบำเพ็ญของเขาก็กลับมีพลังหวนสู่อนัตตาโดยไม่รู้ตัว
‘ผนึกคลายอีกแล้วหรือ
‘อีกอย่าง เหมือนศิษย์พี่ใหญ่จงใจทำให้ผู้บำเพ็ญจากนภาคิมหันต์บันดาลโทสะเลย’
ขณะที่สวี่ชิงใคร่ครวญ นายกองก็ตะโกนขึ้นไปบนท้องฟ้า
“เอาอีกสิ”
ผู้บำเพ็ญจากเผ่านภาคิมหันต์มองไปที่นายกอง ดวงตาทั้งสองซึ่งจับจ้องที่ร่างของนายกายค่อนข้างคุกรุ่นขึ้น คล้ายจะจริงจังขึ้นเล็กน้อย เขายกมือขวาขึ้นแล้วสูดหายใจเข้าเฮือกหนึ่ง
ลมหายใจนี้กลายเป็นพายุโหมขึ้นมา ไอพลังประหลาด พลังวิญญาณ และกฎเกณฑ์ทั้งหมดที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้ ต่างก็หลั่งไหลเข้าปากของเขาในพริบตา
ก่อตัวเป็นคลื่นวนอันน่าตกใจท่ามกลางเสียงคำราม
และหลังจากหายใจเข้า ร่างกายของผู้บำเพ็ญจากเผ่านภาคิมหันต์ผู้นี้ก็ขยายใหญ่ขึ้นเป็นสองเท่า ยกมือขวาขึ้นแล้วปล่อยหมัดอีกครั้งกลางอากาศ
เสียงตูมดังขึ้น มิติพังทลาย ภูเขาสีทองขนาดใหญ่กว่าเงาหมัดก่อนหน้านี้ปรากฏขึ้นกลางอากาศ พุ่งลงมาที่นายกอง
ดวงตานายกองฉายแววเหยียดหยาม ขณะที่พุ่งปะทะอีกครั้ง ยังคงใช้ร่างกายชนกับเงาภูเขา
เสียงกระแทกดังก้อง ร่างกายของนายกองร่วงลงมา เงาภูเขาที่แข็งแกร่งขึ้นพังทลาย
ครั้งนี้ ในดวงตาผู้บำเพ็ญจากเผ่านภาคิมหันต์ฉายแววเคร่งขรึม จ้องมองมาทางนายกอง กำลังจะเอ่ยปากพูด
“อ่อนแอ อ่อนแอ อ่อนแอเหลือเกิน!”
นายกองหัวเราะงอหงายบนพื้น
เสียงหัวเราะนี้ดังเข้าโสตประสาทของผู้บำเพ็ญจากเผ่านภาคิมหันต์ ดวงตาเขาฉายแววอาฆาต อ้าปากหายใจเข้าอีกครั้ง ครั้งนี้ครอบคลุมพื้นที่กว้างกว่าเดิม หอบเอาไอพลังประหลาดและพลังวิญญาณในรัศมีพันลี้มา ก่อตัวเป็นคลื่นวนอันน่าสะพรึงกลัวตรงหน้า
กำลังจะดูดกลืนเข้าไป
แต่ในขณะนี้เอง นายกองก็ดีดตัวจากพื้นอย่างแรง อาศัยแรงดีด ยิ่งเพิ่มความเร็วจนถึงขีดสุดทันใด เพียงพริบตาก็ปรากฏตัวในคลื่นวนที่เกิดจากพลังวิญญาณและไอพลังประหลาดพันลี้แล้ว
เมื่อปรากฏตัว ดวงตาของนายกองฉายแววยินดี รีบอ้าปากสูบเข้าไปก่อนผู้บำเพ็ญจากเผ่านภาคิมหันต์สุดแรง
เพียงชั่วพริบตา คลื่นวนที่รวมตัวกันจากรัศมีพันลี้ ก็เหมือนลูกโป่งที่ถูกสูบลมออกทันที มันหดตัวลง และถูกนายกองกลืนกินเข้าไปเกือบครึ่ง
เมื่อกลืนกินแล้ว ร่างกายของนายกองก็ขยายตัวขึ้น ผมมีสีทอง ดวงตาก็เช่นเดียวกัน ดูเหมือนกับเผ่านภาคิมหันต์อย่างยิ่ง
ฉากนี้ ทำให้สีหน้าของผู้บำเพ็ญจากเผ่านภาคิมหันต์เปลี่ยนไป รีบถอยไปอย่างรวดเร็ว สีหน้าเคร่งขรึมยิ่งขึ้น
“เจ้าไม่ใช่เผ่ามนุษย์!”
“เจ้าต่างหากไม่ใช่เผ่ามนุษย์ สาแหรกเจ้าก็ไม่ใช่เผ่ามนุษย์ เหตุใดตีกันอยู่ดีๆ ถึงด่าเผ่ามนุษย์เล่า!”
นายกองถลึงตาโต
“ก็แค่เก้าลมปราณ วิชาเฉพาะเผ่านภาคิมหันต์ของเจ้าไม่ใช่หรือ หากสำแดงออกมา ทุกครั้งที่เจ้าสูดหายใจพลังของเจ้าก็จะเพิ่มขึ้น ทำไมเล่า ข้าสูบพลังได้ก็ไม่ใช่เผ่ามนุษย์หรือไร
“ข้าไม่ได้จะว่าเจ้านะ แต่ทำไมเจ้าถึงหายใจออกแค่สามครั้งล่ะ ไม่พอๆ เอาใหม่ซิ”
นายกองเลียริมฝีปาก พูดอย่างตื่นเต้น
สีหน้าของสวี่ชิงยังคงปกติ ก่อนหน้านี้เขารู้สึกได้ว่าพฤติกรรมของนายกองแปลกไป เห็นเช่นนี้ ทั้งๆ ที่น่าจะแปลกใจที่นายกองใช้วิชาของนภาคิมหันต์ได้ แต่สวี่ชิงกลับรู้สึกว่าทุกอย่างเป็นปกติดี
เห็นได้ชัดว่า การรู้จักมักจี่กันมานาน ทำให้สวี่ชิงคุ้นเคยกับทุกสิ่งทุกอย่างของนายกองแล้ว
ต่อให้จะมีสักวันที่นายกองจะบอกกับเขาว่า เขาเป็นเทพ สวี่ชิงก็คงไม่ตกใจมากนัก
สวี่ชิงจึงไม่สนใจ ยังคงเคลื่อนย้ายภูเขาต่อไป
ส่วนผู้บำเพ็ญจากเผ่านภาคิมหันต์ ตอนนี้กำลังจ้องมองนายกองด้วยสีหน้าย่ำแย่ จู่ๆ ก็เอ่ยขึ้นว่า
“ข้าเพิ่งเคยเจอเผ่ามนุษย์ที่น่าสนใจเช่นนี้เป็นครั้งแรก ก็ดี ในเมื่อเจ้าควบคุมวิชาเก้าลมปราณได้ ไม่รู้ว่าเจ้าจะใช้พรสวรรค์ของนภาคิมหันต์ข้าได้หรือไม่”
พูดพลาง ผู้บำเพ็ญจากเผ่านภาคิมหันต์ก็ยกมือขวาขึ้น กดลงที่หว่างคิ้ว ทันใดนั้นเลือดลมในกายของเขาก็พุ่งพล่านระเบิดออกมา กลายเป็นหมอกเลือด พุ่งขึ้นไปสู่ม่านฟ้า
ทั่วทั้งผืนฟ้าสั่นคลอน ก่อตัวเป็นคลื่นวนซ้อนกันเป็นชั้นๆ รอบด้าน ยิ่งมีสายฟ้าสีเลือดแลบแปลบปลาบอยู่ด้านใน พลังอำนาจน่าตื่นตะลึง
และกึ่งกลางของคลื่นวนบนท้องฟ้า ปรากฏภาพซึ่งมากพอจะทำให้ผู้ที่เห็นเป็นครั้งแรกสั่นสะท้านอย่างยิ่ง
ภาพนั้นคือมิติที่ไม่มีผู้ใดรู้จัก
ในนั้นมีพญามัจฉาคุนเผิงตัวใหญ่ยักษ์อยู่!
กลิ่นอายวิถีสวรรค์แผ่ซ่านออกมาจากร่างของมัน นั่นไม่ใช่วิถีสวรรค์ธรรมดา นั่นคือ…หนึ่งในวิถีสวรรค์บรรพกาลแห่งแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์!
โซ่ตรวนมากมายพันธนาการตัวมัน แต่ละเส้นแทงลึกเข้าไปในร่างกาย ตอกตรึงมันไว้ ยิ่งมีแส้ขนาดใหญ่กระหน่ำฟาดกายมันอย่างต่อเนื่องในมิติ
ตามร่างมีแต่บาดแผลนับไม่ถ้วน เลือดเนื้อฉีกขาด น่าเวทนาอย่างยิ่ง
ทุกครั้งที่แส้ฟาดลงมา จะมีเสียงฟ้าผ่าดังขึ้น ยิ่งมีเสียงโหยหวนของวิถีสวรรค์บรรพกาลกึกก้องไปทั่วพสุธา
เสียงนี้แฝงด้วยความเจ็บปวดอย่างยิ่ง ความปรารถนาที่จะตายเกินบรรยายพวยพุ่ง ก้องกังวานไปทั่วโลกา ก่อตัวเป็นเสียงที่เหนือระเบียบและกฎเกณฑ์ใด พุ่งไปหานายกองและสวี่ชิง
หากเสียงนั้นกระทบเข้า จะเกิดความรู้สึกสะเทือนขวัญ และหากเกิดความรู้สึกสะเทือนขวัญขึ้น ก็จะเจ็บปวดและปรารถนาความตาย
นี่คือ พรสวรรค์ของเผ่านภาคิมหันต์
เผ่านี้ เดิมทีไร้พรสวรรค์ อย่างมากก็มีเพียงร่างกายที่แข็งแกร่งเท่านั้น แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนไป จากการที่เผ่าแข็งแกร่งขึ้น พวกเขาก็สร้างพรสวรรค์ของเผ่าเอง
ด้วยการตรึงวิถีสวรรค์บรรพกาลเอาไว้ บีบบังคับวิถีสวรรค์โดยใช้แส้เฆี่ยนตี ทำให้มันกรีดร้องโหยหวน ก่อตัวเป็นดวงชะตาส่งเสริมเผ่า
และมีวิถีสวรรค์อีกกี่ตนที่ถูกพวกเขากักขังเอาไว้ นอกจากอุปราชและเทพเจ้าของเผ่าก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้
ขณะนี้ เสียงที่เกิดจากการที่วิถีสวรรค์ร่ำไห้ กระทบกับร่างนายกองและสวี่ชิงตรงๆ โดยไม่คำนึงถึงพลังบำเพ็ญและอุปสรรค ความเจ็บปวดและความปรารถนาที่จะตายแผ่ปกคลุมในสมองของพวกเขาอย่างรวดเร็ว
ทว่า…สีหน้าของสวี่ชิงยังคงปกติ นายกองก็ยังหัวเราะเยาะเย้ย
“ลูกเอ๋ย”
เห็นได้ชัดว่าผู้บำเพ็ญจากเผ่านภาคิมหันต์เข้าใจอะไรผิด ประกายเย็นชาในดวงตายิ่งเข้มข้น ฉับพลันก็มีเสียงแหลมใสก็ดังมาจากมิติในคลื่นวน
เมื่อเสียงนั้นดังออกมา ฐานะน่าตื่นตะลึง ก็ทำให้เสียงโหยหวนของพญามัจฉาคุนเผิงสงบลง พร้อมทั้งพังคลื่นวนบนท้องฟ้าลงทันที
ส่วนผู้บำเพ็ญจากเผ่านภาคิมหันต์ผู้นั้นก็ตัวสั่นสะท้านอย่างบ้าคลั่ง กระอักเลือดออกมาคำใหญ่ สีหน้าหวาดกลัว มาพร้อมกับความไม่อยากจะเชื่อ
“นี่มันอะไรกัน!”
เขาหอบหายใจ ขณะพูดก็ล่าถอยอย่างรวดเร็ว เขาไม่อยากสู้แล้ว ในสายตาของเขา เผ่ามนุษย์ที่หน้าตาหล่อเหลาคนนั้นไม่นับเป็นอะไร แต่เจ้าอ้วนนั่นน่ากลัวเกินไป
ดังนั้น เขาจึงถอยหลังไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ลังเล
นายกองตะโกนเสียงสูง
“อย่าเพิ่งไปสิ มาสู้กัน”
สวี่ชิงขมวดคิ้วและพูดอย่างใจเย็น
“ศิษย์พี่ใหญ่ หยุดเล่นได้แล้วขอรับ”
ระหว่างพูด สวี่ชิงก็ยกมือขวาขึ้น คว้าอากาศ ทันใดนั้นไฟสีดำก็ปรากฏขึ้น ขณะที่ก่อตัวเป็นทะเลเพลิง วิหคทองก็ส่งเสียงคำรามออกมาจากสัญลักษณ์บนร่างสวี่ชิง แล้วพุ่งออกมา กลายเป็นหอกยาวสีดำ
ทันทีที่ปรากฏตัว สายฟ้าส่งเสียงครืนครัน คำรามกึกก้อง เงาหอกประหนึ่งมังกรทมิฬซึ่งทำลายล้างโลกา กลิ่นอายที่แผ่ซ่านออกมาทำให้แผ่นดินสั่นสะเทือน หินผาพังทลาย
พริบตาต่อมา หอกสีดำก็พุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า
ดูเหมือนหอกยาว และดูเหมือนกับวิหคทอง เปลวไฟรอบๆ พวยพุ่งตามขึ้นมาจากพื้นดิน พุ่งไปหาผู้บำเพ็ญจากเผ่านภาคิมหันต์ที่กำลังหนี