ผู้กล้าเหนือกาลเวลา - บทที่ 963-2 รัชทายาทรัฐม่วงครามและสวี่ชิง (2)
บทที่ 963-2 รัชทายาทรัฐม่วงครามและสวี่ชิง (2)
………………..
ครั้งแรกที่องค์ท่านปรากฏตัวขึ้นก็คือที่สำนักเจ็ดเนตรโลหิตในตอนนั้น ปลดปล่อยออกมาจากในมือของนกเขาราตรีข้างกายรัชทายาทรัฐม่วงคราม
และหลังจากนั้น สวี่ชิงก็ได้เห็นจากในร่างทดสอบเทพเจ้าเหมือนกัน
แต่ตอนนี้ แสงที่ปรากฏออกมาจากกล่องในมือรัชทายาทรัฐม่วงคราม เข้มข้นกว่าในตอนที่อยู่สำนักเจ็ดเนตรโลหิตเมื่อตอนนั้นมากมายมหาศาลนัก!
ทันทีที่ปรากฏขึ้นในฟ้าดิน ไม่ว่าจะเป็นผู้วิเศษพลังบำเพ็ญระดับใด ไม่ว่าพลังวิเศษวิชาเต๋าของพวกเขาจะสามารถเปลี่ยนฟ้าผลัดแผ่นดินได้หรือไม่ แต่ในเสี้ยวขณะนี้…ต่างสั่นสะท้านทั้งสิ้น
เทพเจ้าก็ไม่เป็นที่ยกเว้นเช่นกัน
เพราะนั่นคือการควบคุมของระดับขั้นชีวิต นั่นเป็นอักขระเป็นตายที่อยู่เหนือศีรษะของเผ่าพันธุ์ทั้งหลายทั่วแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์
ระดับขั้นตัดสินซึ่งทุกสิ่ง
ตอนนี้จากกล่องไม้ที่ถูกเปิดออก จากการที่สายตาที่ไร้รูป ไร้สี กระทั่งว่าตาเนื้อไม่อาจมองเห็นได้ปลดปล่อยออกมา เมฆหมอกเดือดพล่านรุนแรง คล้ายแปรเปลี่ยนเป็นทะเลพิโรธกำลังโหมซัด
ผืนแผ่นดินเมืองหลวงยิ่งตกอยู่ท่ามกลางความรางเลือนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ทุกสิ่งที่เห็นล้วนมองไม่ชัด
ได้ยินเสียงแว่วๆ คล้ายเสียงรำพันที่ซาบซึ้งต่อเทพ ผี ดังสะท้อนอยู่ในแผ่นดินนี้ ทำให้ร่างของคนยืนอยู่ได้ไม่นิ่ง หมุนวนไปทั่วทุกทิศ ส่งเสียงคำรามบ้าคลั่งโหดเหี้ยมเจ็บปวด
สรรพสิ่งในฟ้าดินต่างรางเลือน ต่างบิดเบี้ยว
แต่เมืองหลวงไม่ใช่สำนักเจ็ดเนตรโลหิต จักรพรรดินียิ่งเป็นผู้แข็งแกร่งระดับแท่นเทวะ ดังนั้น เสี้ยวขณะต่อมา ค่ายกลของวังหลวงก็ส่งเสียงดังสะท้านเลื่อนลั่นขึ้นมา พลังชะตาเผ่ามนุษย์พวยพุ่งขึ้นฟ้า เทพเจ้าทั้งห้าที่แปลงมาจากจักรพรรดิมนุษย์ทุกรุ่นปรากฏร่างออกมาทันที ลอยต่ำลงมา
ในวังหลวงยิ่งมีกลิ่นอายสั่นสะท้านฟ้าดินหลุ่มหนึ่งพุ่งมามาทันที เหมือนแปรเปลี่ยนเป็นคลื่นวนขนาดมหึา จะดูดแสงที่นี่ไปให้หมด
แต่…รัชทายาทรัฐม่วงครามในเมื่อมาแล้ว ในเมื่อจะเล่นการละเล่นบางอย่างกับจักรพรรดินี การลงมือของเขาย่อมไม่ได้มีเพียงแค่นี้แน่นอน
ดังนั้นในเสี้ยวขณะต่อมา ในดินแดนเมืองหลวงจักรพรรดิ ในพื้นที่ลึกลับแห่งหนึ่งที่มีกำลังทหารแข็งแกร่งเฝ้าคุ้มกันอยู่ตลอดปี ก็มีแสงสายตาพุ่งสู่ท้องฟ้าเช่นกัน
พื้นที่บริเวณนี้ เป็นบริเวณโชคชะตาประวัติศาสตร์เผ่ามนุษย์ หลายหมื่นปีมา ไม่ว่าจะเป็นเมื่อใดล้วนไม่เคยถูกกระทบมาก่อน
ที่นั่นนอกจากกองกำลังทหารอันแข็งแกร่งเผ่ามนุษย์แล้ว ยังมีสำนักที่พิเศษสำนักหนึ่ง
สำนักนี้แม้จะเป็นหนึ่งในสิบสำนักใหญ่เผ่ามนุษย์ แต่แทบจะไม่เคยมีลูกศิษย์ออกมาในยุทธจักรเลย พวกเขาคุ้มกันดูแลอยู่ที่นี่ตลอด!
สำนักนี้ก็คือสำนักวิถีซ่อนดินที่อยู่ใต้หุบเหวลึกรับผิดชอบดูแลภารกิจพิเศษ!
ภารกิจของพวกเขาคือเฝ้าประตูบานใหญ่ เฝ้าประตูบานใหญ่ที่มุ่งไปสู่หุบเหวลึก
กระทั่งว่าสามารถไม่ฟังคำสั่งจักรพรรดิได้
และในหุบเหวลึกนี้คือบ้านเกิดของชื่อหมู่ ซึ่งก็เป็นบ้านเกิดของหลี่จื้อฮว่าด้วยเช่นกัน
นั่นคือ…แผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ที่แท้จริง!
เป็นสนามศึกที่เซียนคิมหันต์มาถึงยังพสุธาแดนดินทำศึกสงครามกับเผ่าเทพนภาเจิดจรัสในอดีต
ศึกนั้นเซียนคิมหันต์ชนะ จึงได้ผนึกเผ่าเทพนภาเจิดจรัสและจักรพรรดิเทพของเหล่าองค์ท่านเอาไว้ ยิ่งเปลี่ยนฟ้าแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ในตอนนั้นกลายเป็นแผ่นดิน
ดังนั้นจึงมีแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ในภายหลังขึ้น
และใต้แผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ บนพสุธาแดนดิน ในบริเวณที่เผ่าเทพนภาเจิดจรัสถูกผนึกเอาไว้ ภายหลังในวิถีสวรรค์ได้ถูกนิยามเอาไว้ว่าหุบเหวลึก
หุบเหวลึกมีประตูทั้งหมดเก้าบาน
ทางเผ่ามนุษย์ควบคุมอยู่หนึ่งบาน!
ตอนนี้ แสงนี้ปะทุพวยพุ่งขึ้นมาจากประตูในหุบเหวลึก ก่อนเป็นพลังอำนาจอันน่าหวาดกลัว เกิดเป็นเสียงขานตอบกับแสงที่อยู่ในเมืองหลวงข้างนอก
เสียงระเบิดดังสะท้านฟ้า
ประตูหุบเหวลึกเกิดรอยแยกเก้าทาง!
เพียงพริบตา แผ่นดินใหญ่เผ่ามนุษย์ส่งเสียงดังเลื่อนลั่น เสียงพึมพำเป็นระลอกๆ จากในหุบเหวลึก เสียงคำรามอย่างไม่ยอมจำนนเป็นระลอกๆ ดังจากในประตูมาสู่โลกมนุษย์
เหล่าองค์ท่านจะกลับคืนมา
เหล่าองค์ท่านถึงจะเป็นเจ้าของแผ่นนดินใหญ่ต้องประสงค์ตัวจริง
เหล่าองค์ท่านคือเผ่าเทพนภาเจิดจรัส!
ดังนั้นระลอกคลื่นพลังแผ่มาอย่างรุนแรง ปกคลุมไปทั่วดินแดนเมืองหลวงจักรพรรดิ ไอพลังประหลาดมหาศาลก็แผ่ออกมาจากในรอยแยกประตูหุบเหวลึกออกมาอย่างบ้าคลั่ง
จากบนพื้น บนเม็ดทราย บนแม่น้ำลำธาร จากในขุนเขา
จากในเมือง จากอิฐทุกก้อนกระเบื้องทุกแผ่น จากอาหารทุกอย่าง ทุกสรรพสิ่ง!
จวบจนกระทั่ง จากในทุกสรรพสิ่งต่างลอยขึ้น ก่อเป็นหมอกเป็นกลุ่มๆ ปกคลุมสะท้านสะเทือนฟ้าดิน
ชั้นเมฆบนท้องฟ้า ภายใต้การผสานของหมอกนี้ สีสันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาก็กลายเป็นเมฆสีแดงที่น่าพรั่นพรึง สายฟ้าสีแดงเข้มฟาดผ่าเสียงดังครืนคราน ฝนเลือดเป็นหยดๆ ตกลงมาจากฟ้า
ความหวาดกลัวอย่างมหันต์ที่ไม่อาจจินตนาการ ไม่อาจต่อกรได้ ท่ามกลางการขานตอบของแสงสองทางนี้กำลังก่อตัวขึ้น
หากไม่ทำการควบคุมให้ทันท่วงที ทันทีที่ประตูหุบเหวลึกถูกทะลวงออกมา ไม่ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร แต่สิ่งที่สามารถยืนยันได้คือเผ่ามนุษย์และแผ่นดินใหญ่ที่อยู่ละแวกใกล้เคียง จะตกอยู่ในเคราะห์ภัยพิบัติทันที
เพียงพริบตา พลังชะตาเผ่ามนุษย์เดือดพล่าน ฟ้าดินส่งเสียงคำรามต่อไป ทรงพลังไม่อาจต้านทานแล้วสลายไป
รัชทายาทรัฐม่วงครามที่อยู่กลางท้องฟ้า รอยยิ้มอ่อนโยน เอ่ยเสียงแผ่วเบา
“ฝ่าบาท ตอนนี้ท่านและเทพอสุภจักรพรรดิมนุษย์ทั้งห้าไปยังหุบเหวลึกสะกดควบคุมหนึ่งก้านธูป มีโอกาสเป็นอย่างมากที่จะผสานรอยร้าวของประตูหุบเหวลึก”
“ส่วนข้าก็จะใช้เวลาที่ท่านไปสะกดหุบเหวลึกตอนนี้ นำตัวน้องของข้าไป”
“เช่นนั้น การละเล่นเริ่มขึ้นแล้ว”
“ฝ่าบาท ท่านจะเลือกอย่างไร จะเลือกคนคนหนึ่ง หรือจะเลือกเผ่าพันธุ์”
รัชทายาทรัฐม่วงครามมองไปยังวังหลวง
คลื่นวนเหนือวังหลวงส่งเสียงครืนครานเลื่อนลั่น ในนั้นเผยดวงตาทั้งสองของจักรพรรดินีออกมา
หลังจากนั้นสามอึดใจ เทพอสุภจักรพรรดิมนุษย์ทั้งห้าที่วนล้อมอยู่รอบกายสวี่ชิงก็พลันลอยขึ้นฟ้า พุ่งตรงไปยังประตูหุบเหวลึก ส่วนคลื่นวนในวังหลวงก็หายไปในทันที
จักรพรรดินีที่อยู่ในนั้น เพียงก้าวเดียว ก็เดินไปทางหุบเหวลึก
องค์ท่านเลือกเผ่าพันธุ์
เห็นเช่นนี้ อารมณ์ของรัชทายาทรัฐม่วงครามก็เกิดระลอกคลื่นอารมณ์ขึ้นเป็นครั้งแรกในชาตินี้ ยิ้มออกมา
เพียงแต่ยิ้มๆ ไป ในดวงตากลับมีรอยนึกย้อนความทรงจำ
เหมือนนึกถึงว่าในอดีต ก็มีคนคนหนึ่ง เมื่อเผชิญหน้ากับการเลือกเช่นนี้ ก็เลือกเผ่าพันธุ์เช่นกัน
ดังนั้น เขามองไปทางสวี่ชิง
สีหน้าของสวี่ชิง นับจากต้นจนจบไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งสิ้น มองทุกอย่างนี้อย่างสงบนิ่ง
“น้องพี่ จักรพรรดินีทอดทิ้งเจ้าแล้ว คนรอบตัวเจ้าก็เหมือนจะทอดทิ้งเจ้าเช่นกัน ทุกคน ในเสี้ยวขณะนี้เหมือนว่าจะไม่มีใครเลือกเจ้าเลย”
“ดังนั้น กลับบ้านกับข้าจะดีกว่า”
รัชทายาทรัฐม่วงครามอ่อนโยน ยกมือขึ้นคว้า เสี้ยวขณะต่อมา มือแห่งโชคชะตาข้างนั้นก็ไม่มีอะไรขัดขวางอีกต่อไป คว้ามาทางสวี่ชิง
กระบี่จักรพรรดิส่งเสียงออกมาจากในร่างสวี่ชิง แต่สวี่ชิงไม่ขานตอบ เขามองรัชทายาทรัฐม่วงคราม ส่งเสียงสงบนิ่งออกมา
“พี่ชายของข้า รัชทายาทรัฐม่วงคราม หลายปีมานี้ ข้าค่อยๆ มีคำถามหนึ่งเกิดขึ้นในใจ อยากถามท่านสักหน่อยว่า…ท่านกลัวอะไรอยู่”
เสียงของสวี่ชิงดังก้องไปทั่วทุกสารทิศ ดังมาในหูของรัชทายาทรัฐม่วงคราม รอยยิ้มของเขายังคงอ่อนโยนเช่นเดิม กำลังจะเอ่ยตอบ
แต่ในตอนนี้เอง เสียงหนึ่งทำให้ท้องฟ้าระเบิดก้อง เสียงคำรามที่ทำให้มิติแหลกละเอียด มาพร้อมด้วยความมุ่งมั่นในการทุ่มเททุกอย่าง มาพร้มด้วยความบ้าคลั่งที่พลิกกลับตาลปัตรฟ้าดิน ดังมาจากบ้านประชาชนแห่งหนึ่งในเมืองหลวง พวยพุ่งขึ้นมายังท้องฟ้า
“ข้าจะกลืนกินเจ้า!”
ในบ้าน ผนึกที่วนล้อมอยู่รอบตัวเอ้อร์หนิวพลันแตกสลาย ถูกความบ้าคลั่งท่วมฟ้าของเขาบดขยี้แหลกละเอียด ทำให้ความบ้าคลั่งกลุ่มนี้ไม่มีอะไรขัดขวางอีกต่อไป พุ่งทะลวงมายังชั้นเมฆ
ท้องฟ้าในเสี้ยวขณะนี้กลายเป็นสีฟ้า
น้ำแข็งมหาศาลผนึกแผ่นฟ้า แช่แข็งผืนดิน
ส่วนบนม่านฟ้าสีฟ้ามีแขนสีฟ้านับไม่ถ้วนปรากฏขึ้น มากมายมหาศาลปรากฏออกมาจากท้องฟ้า ยิ่งก่อเป็นคลื่นวนสีฟ้า
ท่ามกลางการหมุนวนเสียงครืนครานเลื่อนลั่น กลิ่นอายวัฏสงสาร กลิ่นอายความตาย มาพร้อมด้วยเสียงแตกสลายของผนึกที่ถูกแก้มากมาย ปะทุระเบิดออกมาจากในคลื่นวนลูกนี้
ยิ่งมีเสียงหอบหายใจรุนแรงดังก้องอยู่ในนั้น
เหมือนมีสิ่งน่ากลัวอะไรกำลังดิ้นรนคลานออกมาข้างนอกจากในคลื่นวนลูกนี้
ในขณะเดียวกัน เกล็ดหิมะสีฟ้ามากมายเป็นแผ่นๆ โปรยปรายลงมา
เกล็ดหิมะเหล่านั้นแปลงมาจากหนอนสีฟ้า ปกคลุมไปทั่วโลกหล้า
“ใครบอกว่าอาชิงถูกทอดทิ้ง ข้าไม่ได้ทอดทิ้งเขา”
เสียงคำรามดังก้องเมืองหลวง รัชทายาทรัฐม่วงครามเงยหน้า สายตาจับจ้องไป
สีหน้าของสวี่ชิงหลังจากที่ตัดสินใจรอคอยรัชทายาทรัฐม่วงคราม ตอนนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นครั้งแรก เขาพลันหันหน้ามองไปทางคลื่นวนสีฟ้า สัมผัสได้ถึงความบ้าคลั่งของศิษย์พี่ใหญ่ และสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของผนึกที่กำลังถูกทำลาย
พลันเอ่ยขึ้นมา
“ศิษย์พี่ใหญ่ ใจเย็น อย่าได้ร้อนรนไป!”
ท้องฟ้าหยุดชะงัก จากนั้นก็ส่งเสียงคำรามที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิมออกมา
“ร้อนบ้าร้อนบออะไร จนถึงตอนนี้แล้ว ข้าสู้ตายแล้ว”
ท่ามกลางเสียงดังกึกก้อง คลื่นวนบนท้องฟ้ายิ่งน่าหวาดกลัว เสียงสะท้านฟ้าสะเทือนดิน แต่เหมือนว่าการฝืนแก้ผนึกเช่นนี้ ระดับความยากของมันจะอยู่เหนือความคาดคิด
ดังนั้น ไม่นานนัก คลื่นวนท่ามกลางเสียงดังสะเทือนเลื่อนลั่นนี้ ก็พังทลายลง สุดท้ายก็ส่งเสียงดังระเบิดขึ้น มาพร้อมด้วยเสียงคำรามน่าขนลุกอีกทั้งยังไม่ยอมแพ้ ดังลอยมาจากในม่านฟ้า
หิมะหายไป
สีฟ้าบนท้องฟ้ากำลังสลายไป
และไม่นานนัก ในบ้านที่เมืองหลวง กลิ่นอายบ้าคลั่งก็พวยพุ่งขึ้นอีกครั้ง คิดจะลองปะทุพลังอีกครั้ง เสียงระเบิดดังไม่หยุด แต่ก็ยังคงล้มเหลวอยู่ดี
ครั้งแล้วครั้งเล่า
ควมบ้าคลั่งรุนแรงเป็นอย่างยิ่ง
“ศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้าเหมือนกำลังแสดงละครอยู่”
รัชทายาทรัฐม่วงครามยิ้ม ยกมือแห่งโชคชะตาขึ้น คว้าตัวสวี่ชิงเอาไว้ได้แล้ว เอามาไว้ข้างหน้า
“ไม่เป็นไร วันนี้ข้าไม่ทำร้ายเขา แต่ว่า คำพูดเมื่อครู่ของเข้า ข้าค่อนข้างสงสัย”
“และสิ่งที่ข้าสงสัยยิ่งกว่านั้นคือในเมื่อเจ้ารอข้า เช่นนั้น…การเตรียมตัวของเจ้าคืออะไร”
รัชทายาทรัฐม่วงครามสายตาจับจ้องไปยังร่างของสวี่ชิงที่ถูกมือแห่งโชคชะตากำอยู่ เอ่ยขึ้นอย่างอ่อนโยน
สวี่ชิงยังคงสงบนิ่งเหมือนเดิม
“ก่อนหน้านี้ข้าเห็นการลงมือของท่าน และมั่นใจการวิเคราะห์ในใจ”
รัชทายาทรัฐม่วงครามสีหน้าอ่อนโยน ในดวงตากระทั่งว่าฉายความวาดหวังออกมา เหมือนว่าสนใจในคำพูดของสวี่ชิงต่อจากนี้เป็นอย่างมาก
“ในตอนที่ข้าอยู่ที่เขตปกครองผนึกสมุทรก็ขบคิดคำถามหนึ่ง ข้าต้องใช้วิธีไหนถึงจะฆ่าท่านได้”
สวี่ชิงเอ่ยเสียงแผ่วเบาเช่นกัน
“และข้าก็ไม่รู้กำลังรบที่แท้จริงของท่าน และไม่รู้ความสามารถของท่านเช่นกัน ดังนั้นข้าขบคิดอยู่นานก็ไม่ได้คำตอบ นอกเสียจากข้าจะเปลี่ยนมาแข็งแกร่งยิ่งขึ้น”
“แต่สำหรับการขบคิดคำถามนี้ ข้าไม่เคยล้มเลิกมาโดยตลอด”
“จวบจนกระทั่งที่แผ่นดินใหญ่เซ่นจันทรา ข้าได้มองเห็นโอกาส”
สวี่ชิงมองรัชทายาทรัฐม่วงคราม
“และหลังจากนั้น ที่เผ่านภาคิมหันต์ ข้าก็ทำให้มันเสร็จสมบูรณ์”
“และจากเมื่อคืนวานนี้ จากการลงมือของท่าน ข้าก็ได้เห็นท่านควบคุมห้วงกาลเวลา ตัดเฉือนเวลาของท่านเจ้าของร้านเจ้า และตัดเฉือนเวลาของตัวเอง ยิ่งสามารถเหนี่ยวนำชะตาชีวิตของอีกฝ่ายมาเป็นยาบำรุงของตัวเองได้”
“ดังนั้น สุดท้ายแล้วข้าก็มั่นใจในการวิเคราะห์ในใจของข้า”
เสียงของสวี่ชิงตอนนี้แหบแห้งเล็กน้อย คล้ายว่าเม็ดทรายเสียดสีกับเวลา ลอยมาในความทรงจำ
“ทำไมในตอนก่อนที่ข้าจะตีกลองศึกข้าจึงมีความรู้สึกที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ทำไมความทรงจำในเมืองเป็นเอกที่ได้เห็นช่วงหนึ่งตอนที่อยู่แผ่นดินใหญ่เซ่นจันทรา ถึงไม่เคยปรากฏขึ้นในความทรงจำในสมองของข้า”
“ทำไมในความทรงจำของข้า ฝ่ามือที่ซัดลงมาในตอนนั้นของท่านถึงได้อ่อนโยน”
“แต่ความทรงจำอีกความทรงจำหนึ่ง ฝ่ามือของท่านนั้นโหดเหี้ยมอำมหิต”
“ร่างของข้าแหลกเป็นเสี่ยงๆ เหมือนกับตุ๊กตาที่ถูกเย็บที่ท่านส่งมาในตอนนั้น”
“แต่ทำไมในความทรงจำของข้า ก่อนหน้านี้กลับไม่มีความทรงจำนั่น”
สวี่ชิงถอนหายใจ สายตาประสานกับรัชทายาทรัฐม่วงคราม
“เป็นใครที่ตัดเฉือนห้วงเวลาที่โหดเหี้ยมนั่น เป็นใครที่นำห้วงเวลาอันอบอุ่นอ่อนโยนเข้าแทนที่”
“หากเป็นคนคนเดียวกัน เช่นนั้นเขาที่ตัดเฉือนห้วงเวลาอันโหดเหี้ยมทำไมจึงเย็บมันอีกครั้ง นี่เป็นการกระทำที่ขัดแย้งกันมา”
รัชทายาทรัฐม่วงครามฟังคำพูดของสวี่ชิงเงียบๆ ระหว่างนั้นไม่ได้เอ่ยขัดใดๆ
จนกระทั่งตอนนี้ เขายิ้มอย่างอ่อนโยน เสียงอ่อนโยนประกอบเป็นคำพูด
“มีความเป็นไปได้ไหมว่า หลังจากที่คนคนนั้นลงมือ เห็นเจ้าที่แหลกละเอียด ในใจก็เกิดความสงสารชึ้นมา”
“ดังนั้นจึงเย็บเจ้าขึ้นอีกครั้ง แล้วมอบความทรงจำอันอบอุ่นให้”
ภายใต้ผืนฟ้า ท่ามกลางท้องฟ้า รัชทายาทรัฐม่วงครามและสวี่ชิงมองหน้ากัน
ลมพัดมาในตอนนี้ พัดเส้นผมของทั้งสอง ขณะที่ปลิวพริ้ว ก็เหมือนกับตุ๊กตาที่ถูกเย็บบนธรณีประตูจวนวิญญาณตัวนั้น
ขยับไหวท่ามกลางสายลมเช่นกัน