พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร - ตอนที่ 16 เหตุผลเดียวที่เครื่องระเบิดออก
แรงระเบิดที่ยังคงทิ้งควันจางลอยคลุ้ง ทำให้บรรยากาศทั้งห้องโถงใหญ่หยุดนิ่งราวกับกาลเวลาถูกฉุดรั้งไว้กลางอากาศ เศษชิ้นส่วนโลหะกระจัดกระจายสะท้อนแสงเพลิงริบหรี่บนพื้น เงาร่างของนักเรียนกว่าสองร้อยคนยืนนิ่งดุจรูปปั้น
ทุกใบหน้าอ้าปากค้างโดยไม่รู้ตัว ความตื่นตะลึงแผ่ซ่านจนเสียงลมหายใจก็ยังฟังดูหนักหน่วง
เหยินเฟยและเย่หมิง ผู้เป็นเจ้าของเจตจำนงระดับสูงเพียงสองคนในรุ่นเดียวกัน ยังต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่ สายตาของทั้งสองจับจ้องไปยังซากเครื่องตรวจสอบก่อนจะเลื่อนมาหยุดที่หวงเยี่ยอย่างพร้อมเพรียง ความมั่นใจที่เคยมีในใจพวกเขาถูกสั่นคลอนด้วยภาพตรงหน้า
ในความเงียบ เสียงของเหยินเฟยก็ดังขึ้นอย่างชัดเจน แม้น้ำเสียงจะพยายามรักษาความมั่นคง แต่ก็ยังแฝงความสั่นไหวบางอย่าง
“เราเคยได้ยินมาว่าเครื่องตรวจสอบเจตจำนงที่ใช้กันภายในสถาบันพื้นฐาน..”
“มันเป็นเพียงแค่เครื่องระดับต่ำ สามารถตรวจสอบได้แค่ระดับต่ำ ระดับกลาง และระดับสูงเท่านั้น!”
คำพูดของนางได้ทำให้หลายคนหันมามองด้วยความสนใจ
“ถ้ามีเจตจำนงที่เหนือกว่าระดับสูง เครื่องจะเกิดการรวนและขัดข้อง บางครั้งก็ถึงขั้นระเบิดออก แสดงให้เห็นเลยว่า… ”
ประโยคสุดท้ายขาดห้วงกลางคัน ดวงตาของเหยินเฟยเบิกกว้างขึ้นอีกขั้น ราวกับเพิ่งตระหนักถึงความหมายของสิ่งที่ตนเองกำลังจะกล่าว
ความเงียบที่ตามมาหนักอึ้งยิ่งกว่าเดิม ทุกสายตาเบิกกว้างและจ้องมองไปยังหวงเยี่ยเป็นจุดเดียว
ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน อาจารย์ ล้วนไม่อาจละสายตาจากชายหนุ่มผู้ยืนสงบนิ่งท่ามกลางเศษซากเครื่องมือ
อาจารย์ใหญ่เหยียนลี่ซึ่งก่อนหน้านี้ยังคงตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ กลับพลันมีประกายบางอย่างวาบผ่านในดวงตา
มือใหญ่คว้าไหล่ทั้งสองข้างของเขาไว้แน่นจนเกือบสั่น
“เจตจำนงระดับราชา! เจ้ามีเจตจำนงระดับราชาขึ้นไปยังไงล่ะ หวงเยี่ย!”
“นี่มันบ้าไปแล้ว สถาบันนักล่ามังกรพื้นฐานของข้าได้ให้กำเนิดนักล่ามังกรที่มีเจตจำนงระดับราชา!”
“รู้ไหมว่ามันเรื่องใหญ่มากเพียงใด ในหลายเดือนอาจมีเพียงแค่หนึ่งคนเท่านั้น แล้วเจ้าก็เป็นหนึ่งในนั้นยังไงล่ะ หวงเยี่ย!”
น้ำเสียงและท่าทางของเหยียนลี่เปี่ยมไปด้วยความปีติจนแทบจะหัวเราะออกมา เขามองเด็กหนุ่มราวกับพบสมบัติล้ำค่าที่ถูกฝังซ่อนมานาน
หวงเยี่ยยืนนิ่งอยู่กับที่ สีหน้าของเขาไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก เพียงแต่ดวงตาคมคู่นั้นลึกซึ้งกว่าเดิมเล็กน้อย
เสียงฮือฮาปะทุขึ้นทั่วทั้งโถงราวคลื่นทะเลที่ซัดกระหน่ำชายฝั่ง
“เจตจำนงระดับราชา… เจ้าชายน้อยมีเจตจำนงระดับราชาแล้ว!”
“พระเจ้าช่วย นี่ข้าได้เป็นเพื่อนกับผู้ครอบครองเจตจำนงระดับราชา!”
“สุดยอด ข้าน้อยขอคารวะนับสิบๆครั้งเลยล่ะ!”
“นี่มันจะน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!”
คำพูดหลากหลายดังซ้อนทับกัน ชายหญิงจำนวนมากรีบเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้หวงเยี่ยด้วยสีหน้าตื่นเต้น บางคนยกมือคารวะ บางคนหัวเราะอย่างไม่อาจควบคุมอารมณ์ บางคนเพียงยืนจ้องด้วยความเลื่อมใสปะปนความอิจฉา
“สมเป็นเจ้าชายน้อยจริง!”
เย่หมิงเม้มริมฝีปากแน่น แววตาเขาฉายประกายซับซ้อน และจ้องมองไปยังคนที่เหล่านักเรียนพร้อมให้การช่วยเหลือ
“หึ? ก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้วละนะ!”
ส่วนตัวของเหยินเฟยแม้จะยังคงตกตะลึงอยู่อย่างมาก แต่ในสายตานั้นก็ปรากฏแววครุ่นคิดลึกซึ้งกว่าก่อนหน้าอย่างชัดเจน
ไม่นานนัก วงล้อมรอบตัวหวงเยี่ยก็แน่นขนัดจนแทบขยับไม่ได้ แขนเสื้อหลายสีเบียดเสียดเข้ามา เสียงเรียกขานดังระงมจนฟังแทบไม่ชัดเจน
“เจ้าชายน้อย ข้าขอจับมือหน่อย!”
“สอนข้าใช้หอกทีสิ!”
“จากนี้ไปข้าจะตามเจ้าตลอด!”
ความโกลาหลวุ่นวายบังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนแม้แต่อาจารย์ใหญ่เหยียนลี่ที่เคยยิ้มแย้มก็เริ่มขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิด เขาตะโกนเสียงดังเพื่อสั่งให้ทุกคนถอยออก แต่เสียงของเขาถูกกลบด้วยความตื่นเต้นของเหล่านักเรียน
“พอได้แล้วว้อย!”
“ถอยออกไปก่อน!”
ชายร่างอ้วนยกแขนกางออก ผลักกลุ่มนักเรียนที่เบียดเข้ามาอย่างระมัดระวัง
สีหน้าของเขาครึ่งหนึ่งคือความภูมิใจ อีกครึ่งหนึ่งคือความรำคาญที่ลูกศิษย์ตนกำลังทำตัวเกินควรเลยก็ว่าได้
ในที่สุด ความโกลาหลที่เพิ่งก่อตัวขึ้นก็คลี่คลายลงอย่างช้าๆ ห้องโถงใหญ่กลับเข้าสู่ความเงียบสงัดอีกครั้ง
หลายสายตายังคงเหลือบมองไปยังหวงเยี่ยซึ่งยืนกอดอกอยู่ไม่ไกลจากจุดระเบิด ร่างเพรียวบางของเขาตั้งตรงอย่างมั่นคง ใบหน้าเรียบเฉยราวกับเรื่องราวเมื่อครู่มิได้เกี่ยวข้องกับตนแม้แต่น้อย ไม่มีรอยยิ้มแห่งความลำพอง ไม่มีประกายตื่นเต้นปรากฏในดวงตา
ท่าทางนั้นทำให้ผู้คนยิ่งสับสน เหมือนกับว่าเขาไม่ได้รู้สึกดีใจ หรือบางที ตัวของเขาอาจรู้อยู่แล้วว่าตนเองมีเจตจำนงระดับราชา
ความคิดนี้ผุดขึ้นในใจของหลายคนโดยไม่ได้นัดหมาย
ขณะเดียวกัน เหยียนลี่ อาจารย์หวัง และอาจารย์อีกสามคนก็เดินเข้ามาใกล้
สีหน้าของพวกเขาเคร่งขรึมกว่าปกติ แม้ประกายตื่นเต้นยังไม่เลือนหาย แต่ความจริงจังก็เข้ามาแทนที่ความคึกคักก่อนหน้า
“หวงเยี่ย!”
“เจตจำนงของเจ้าเป็นธาตุอะไร เจ้าสามารถสัมผัสและรับรู้ได้ใช่ไหม”
“เพราะถ้าเป็นเจตจำนงระดับราชาน่ะ มันจะเหนือยิ่งกว่าเจตจำนงระดับอื่นๆอย่างเทียบกันไม่ติด”
อาจารย์หวังเอ่ยต่อ
“ข้าเองก็เคยได้ยินว่าผู้มีเจตจำนงระดับราชาขึ้นไปจะรับรู้ได้ถึงศักยภาพและพรสวรรค์ของตนเองอย่างชัดเจน”
ทั้งห้าคนจ้องมองเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างตั้งใจ ราวกับกำลังรอฟังคำตอบที่จะยืนยันข้อสันนิษฐานในใจ
หวงเยี่ยคลายแขนที่กอดอกออกเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าช้าๆอย่างไม่ลังเล
“เจตจำนงธาตุพฤกษาน่ะท่านอาจารย์.. แต่เป็นรูปแบบไหนก็ยังไม่อาจบอกได้ ไว้ให้ตรวจสอบจริงๆจังๆเสียก่อนละกัน”
คำตอบนั้นเรียบง่าย แน่นอนว่าเขาไม่อยากบอกว่าตนเองมีเจตจำนงแห่งพลังที่เรียกว่าราชันย์พงไพรพิฆาตดารา ชื่อซึ่งเพียงเอ่ยออกมาก็อาจก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนอีกระลอกหนึ่ง เขาต้องการแสดงให้เห็นด้วยการต่อสู้มากกว่าคำประกาศ
เหยียนลี่มองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ
“งั้นเหรอ รู้เพียงแค่ธาตุก็ดีเท่าไหร่แล้ว”
ชายร่างอ้วนสูดลมหายใจลึกเล็กน้อย ราวกับพยายามควบคุมความตื่นเต้นภายใน
“พวกข้าจะแจ้งเรื่องนี้ไปยังผู้หลักผู้ใหญ่ แล้วให้พวกเขานำเครื่องตรวจสอบพลังชั้นสูงมาละกัน!”
“จะได้รู้ว่าเจตจำนงธาตุพฤกษาระดับราชาของเจ้ามีพลังอำนาจในรูปแบบใด”
แม้ภายในใจจะตื่นเต้นจนแทบคลั่ง แต่ทั้งห้าคนล้วนเป็นนักล่ามังกรที่ผ่านสนามรบมาไม่น้อย พวกเขามิได้ประจบประแจงหรือพูดจาเยินยอเกินควร เพราะเข้าใจดีว่าการยกย่องจนเกินพอดีอาจทำให้เด็กหนุ่มเสียศูนย์ได้
การควบคุมอารมณ์คือสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าการเฉลิมฉลอง
ไม่นานนัก พิธีการต่างๆก็เสร็จสิ้นลงอย่างเป็นทางการ
ซากเครื่องตรวจสอบถูกกันพื้นที่ออก บรรดานักเรียนทยอยกลับไปยืนเป็นระเบียบตามแถว
เหยียนลี่ตบมือหนึ่งครั้ง เสียงดังชัดเจนสะท้อนทั่วโถง
“ตั้งใจฟังให้ดี หลังจากนี้อีกสองวันพวกเจ้าจะได้เข้าสู่การต่อสู้จริง เพื่อที่จะถูกจับจ้องมองโดยมหาวิทยาลัยชั้นนำ เพราะงั้นในการทดสอบครานี้ มันจะเป็นจุดเปลี่ยนที่แท้จริงของพวกเจ้าเลยล่ะ”
คำประกาศนั้นทำให้บรรยากาศที่เพิ่งสงบเริ่มตึงเครียดอีกครั้ง
สองวัน
การต่อสู้จริง
สายตาของมหาวิทยาลัยชั้นนำ
คำเหล่านี้หนักหน่วงพอจะทำให้หัวใจหลายคนเต้นเร็วขึ้น
เหยียนลี่กล่าวต่อโดยไม่หยุด
“แต่ก่อนหน้านั้น ทางสถาบันจะมอบวิชาขับเคลื่อนพลังพื้นฐานให้กับพวกเจ้าก่อน”
เพียงได้ยินคำว่าวิชาขับเคลื่อนพลัง สีหน้าของนักเรียนจำนวนมากก็เปลี่ยนไปในทันที โดยเฉพาะผู้ที่ครอบครองเจตจำนงระดับต่ำ
จากความกังวลกลายเป็นความหวัง จากความลังเลกลายเป็นประกายความตั้งใจ
เพราะสำหรับผู้ที่มีเจตจำนงระดับต่ำ การได้รับวิชาขับเคลื่อนพลังถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะยกระดับตนเอง
ต่อให้ต้นทุนจะด้อยกว่าอย่างมากก็ตาม แต่หากขัดเกลาได้ดี มันก็อาจลดช่องว่างลงได้บ้าง
บางคนกำหมัดแน่น
บางคนเม้มริมฝีปากด้วยความมุ่งมั่น
แม้จะไม่มีเจตจำนงระดับราชาเหมือนหวงเยี่ย แม้จะไม่มีอาณาเขตเพลิงนรกแบบเหยินเฟย
แต่เส้นทางนักล่ามังกรยังเปิดกว้างสำหรับทุกคนที่ไม่ยอมแพ้เลยก็ว่าได้