พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร - ตอนที่ 2 ยุคสมัยแห่งนักล่ามังกร
หลังจากที่ดาวเคราะห์โลกได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และขยายตัวออกนับหลายพันเท่าเส้นขอบฟ้าที่เคยคุ้นกลับทอดยาวออกไปจนสุดสายตา ทวีปที่เคยอยู่ห่างกันกลับแยกตัวออกไกลราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นดึงให้ห่างเหิน
ภูเขาสูงชันผุดขึ้นจากผืนดินดังเสาศิลาที่ค้ำจุนท้องนภา มหาสมุทรลึกและกว้างใหญ่ขึ้นจนแผ่กลืนแสงตะวันในยามอัสดง
ทุกสิ่งล้วนแปรเปลี่ยนจนมนุษย์ต้องยอมรับว่าตนมิอาจหวนคืนสู่โลกใบเดิมได้อีก
ท่ามกลางซากเมืองที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ และเขตแดนที่เพิ่งถือกำเนิด
อารยธรรมของเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้ก้าวเข้าสู่ยุคสมัยแห่งการล่ามังกรอย่างแท้จริง การดำรงอยู่มิใช่เรื่องของการสะสมทรัพย์สินหรือความสะดวกสบาย หากเป็นเรื่องของพลัง ความกล้า และความสามารถในการยืนหยัดต่อหน้าสิ่งมีชีวิตในตำนาน
ผู้คนที่สามารถปลดปล่อยศักยภาพของร่างกายและผสานเข้ากับพลังวิญญาณที่แผ่ซ่านจากแกนกลางพิภพ
พวกเขาถูกเรียกขานด้วยชื่อที่หนักแน่นและเปี่ยมความหมายว่านักล่ามังกร
นักล่ามังกรกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความแข็งแกร่งโดยไม่ต้องมีคำอธิบาย
พละกำลังของพวกเขาเหนือกว่ามนุษย์ธรรมดา กล้ามเนื้ออัดแน่นด้วยพลังที่หลอมรวมจากเจตจำนงและวิญญาณ การเคลื่อนไหวรวดเร็วเกินกว่าสัตว์ป่าจะไล่ทัน ประสาทสัมผัสตอบสนองฉับไวราวกับสัญชาตญาณดิบของผู้ล่าในป่าลึก
เสียงปะทะระหว่างหมัดกับเกล็ดมังกรดังกึกก้องเหนือหุบเขา เสียงคำรามประสานกับเสียงคำสั่งของมนุษย์ที่ยืนหยัดกลางสนามรบ ภาพของนักล่ามังกรผู้ยืนประจันหน้ากับร่างมหึมาใต้ท้องฟ้ากว้างใหญ่กลายเป็นภาพจำของยุคสมัยใหม่
ทว่าเผ่าพันธุ์มังกรหาใช่สัตว์ร้ายไร้สติไม่ พวกมันมีสติปัญญา มีองค์ความรู้ และมีระบบของตนเองที่ลึกซึ้งเกินกว่าที่มนุษย์จะมองข้าม หลายครั้งที่มนุษย์ตั้งคำถามในใจ เหตุใดจึงต้องรุกราน เหตุใดจึงต้องทำลายอารยธรรมที่กำลังดิ้นรนเพื่ออยู่รอด
“พวกมันคิดอะไรอยู่”
“หรือเราคือผู้บุกรุกในสายตาของมัน”
คำถามเหล่านี้เคยลอยวนในที่ประชุมและในหัวใจของผู้คน
แต่ทุกครั้งที่ความพยายามจะสื่อสารเกิดขึ้น คำตอบที่ได้รับกลับเป็นการโจมตีที่ไร้ปรานี
บทสนทนาถูกแทนที่ด้วยเสียงปะทะ การเจรจาถูกกลืนกินด้วยการทำลายล้าง
ด้วยเหตุนี้เอง อารยธรรมของมนุษย์จึงละทิ้งความคิดเรื่องการประนีประนอม
เส้นทางเดียวที่หลงเหลือคือการต่อสู้และกวาดล้างอีกฝ่ายให้สิ้นซาก เพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ตน
โลกที่ขยายใหญ่ขึ้นอย่างมหาศาล ยังเผยให้เห็นร่องรอยของอารยธรรมโบราณที่ไม่อาจประเมินอายุได้ ซากนครหินตั้งตระหง่านกลางผืนทราย ปราสาทใต้พิภพซ่อนตัวอยู่ใต้รากไม้ยักษ์ แท่นพิธีกรรมที่สลักสัญลักษณ์ลึกลับผุดขึ้นตามหุบเขาและทุ่งราบ
บางแห่งเปี่ยมด้วยประวัติศาสตร์ที่ถูกลืมเลือน บางแห่งอัดแน่นด้วยตำนานหรือเรื่องเล่าปรัมปราที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงนิทานขานต่อ
นักล่ามังกรจำนวนไม่น้อยออกสำรวจสถานที่เหล่านี้ เสาะหาองค์ความรู้ เครื่องมือ และร่องรอยของพลังที่เคยถูกใช้ในยุคโบราณ
“ที่นี่ต้องมีบางอย่างซ่อนอยู่”
“สัญลักษณ์พวกนี้ไม่ใช่ของยุคเรา”
“ถ้าเข้าใจมัน.. เราอาจพลิกกระดานสงครามได้”
เสียงสนทนาดังสะท้อนในโถงหินเก่าแก่ที่ไร้แสงตะวัน
มนุษย์ใช้โอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของโลกเพื่อพลิกผันสถานการณ์ พลังที่ค้นพบจากซากอารยธรรมโบราณช่วยเติมเต็มช่องว่างระหว่างเผ่าพันธุ์ ด้วยรากฐานดังกล่าว มนุษย์สามารถก่อตั้งอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ขึ้นมาอีกครั้ง เมืองใหม่ถูกสร้างด้วยแนวป้องกันที่แข็งแกร่ง
เขตฝึกฝนตั้งอยู่รอบกำแพงสูง สถานที่ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับพลังวิญญาณและการต่อสู้ผุดขึ้นอย่างรวดเร็ว
สถาบันนักล่ามังกร มหาวิทยาลัยนักล่ามังกร และองค์กรหลากหลายถือกำเนิดขึ้นราวกับดอกเห็ดหลังสายฝน ผู้ที่มีศักยภาพได้รับการคัดเลือกเข้าสู่ระบบฝึกฝนอย่างเข้มข้น ตั้งแต่วัยเยาว์พวกเขาถูกหล่อหลอมให้เข้าใจพลังของตน ควบคุมมัน และใช้มันอย่างมีประสิทธิภาพ
มนุษย์มีพลังที่สามารถต่อกรกับเผ่าพันธุ์มังกรได้โดยไม่พ่ายแพ้อีกต่อไป ความหวาดกลัวถูกแทนที่ด้วยความเชื่อมั่น อารยธรรมของพวกเขาจึงสามารถรอดพ้นจากภัยพิบัติและก้าวขึ้นสู่สถานะที่ทัดเทียมทั้งด้านพลังวิญญาณ ศักยภาพ และรากฐานแห่งการพัฒนา
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านนี้มิได้มีเพียงแสงแห่งความหวัง วิถีชีวิตแบบใหม่ก่อตัวขึ้นท่ามกลางกระแสพลังอำนาจ ผู้ที่เป็นนักล่ามังกรผู้แข็งแกร่งได้รับการเชิดชูดั่งเทพเจ้า ผู้คนแหงนหน้ามองพวกเขาด้วยความเลื่อมใสและเกรงกลัว
“เขาคือผู้ปราบมังกรแห่งหุบเขาเหนือสวรรค์”
“นางคือผู้ปกป้องกำแพงเมืองฝั่งตะวันตก”
“พระเจ้าช่วย เขาคือผู้ปลุกเจตจำนงระดับจักรพรรดิ!”
คำเล่าขานถูกถ่ายทอดอย่างรวดเร็ว ชื่อเสียงกลายเป็นตราประทับแห่งเกียรติยศ
ในทางกลับกัน ผู้ที่อ่อนแอที่มีเจตจำนงระดับต่ำหรือไม่อาจปลุกพลังของตนได้กลับถูกมองข้าม บางครั้งถึงขั้นถูกเขี่ยทิ้งอย่างไร้ค่า
โลกหมุนเข้าสู่ยุคสมัยที่พลังคือกฎเกณฑ์ หมัดใครใหญ่กว่าผู้นั้นคือผู้ชนะ
ความมั่งคั่ง ความร่ำรวย และอำนาจทางสังคมที่เคยมีในอดีตกลับไร้ความหมายเมื่อยืนต่อหน้านักล่ามังกรผู้ครอบครองพลังเหนือมนุษย์
โลกกลับเข้าสู่สภาวะแห่งพลังอย่างเต็มรูปแบบ ระเบียบใหม่ถูกกำหนดด้วยความแข็งแกร่ง
ผู้ที่สามารถยืนหยัดต่อกรกับมังกรได้คือผู้กำหนดทิศทางของอารยธรรม
ท่ามกลางผืนโลกที่ขยายใหญ่เกินจินตนาการ มนุษย์ได้เลือกเส้นทางของตนอย่างชัดเจน
พวกเขาจะไม่เป็นเหยื่ออีกต่อไป หากจะเป็นผู้ล่า ผู้ท้าทาย และผู้ยืนหยัดบนยอดคลื่นแห่งยุคสมัยที่โหมกระหน่ำ และในยุคแห่งการล่ามังกรนี้ พลังเป็นรากฐานของการดำรงอยู่ เป็นมาตรวัดคุณค่า และเป็นบทพิสูจน์ว่าใครจะได้ก้าวต่อไปบนเวทีของโลกที่เปลี่ยนไปตลอดกาล