พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร - ตอนที่ 41 ผู้บัญชาการเมือง เจียงเฉิน
สมาพันธ์นักล่ามังกร
คือองค์กรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอารยธรรมเผ่าพันธุ์มนุษย์ เป็นเสาหลักที่ค้ำจุนความอยู่รอดของผู้คนท่ามกลางโลกซึ่งแปรเปลี่ยนจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม องค์กรแห่งนี้ถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อประมาณสองร้อยปีก่อน หลังจากวันที่ฟ้าดินพลิกผัน แผ่นดินแยกออก ทะเลปั่นป่วน
เมืองใหญ่พังทลาย และเผ่าพันธุ์มังกรซึ่งเคยเป็นเพียงตำนานในนิทานโบราณได้ก้าวออกมาจากเงามืดของประวัติศาสตร์อย่างเปิดเผย
ในช่วงเวลาแห่งความสับสน รัฐบาลของอารยธรรมมนุษย์ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วโลกจำต้องรวมตัวกันอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
พวกเขาเลิกยึดติดกับพรมแดนเดิมและผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม เพื่อสร้างกลไกส่วนกลางที่สามารถควบคุมระเบียบ กฎเกณฑ์ และกำลังรบภายใต้ความเปลี่ยนแปลงอันน่าสะพรึงกลัวนั้นได้
จากการประชุมอันยาวนานและการเสียสละที่ยากจะบรรยาย จึงได้ให้กำเนิดสิ่งที่เรียกว่า “สมาพันธ์นักล่ามังกร” ขึ้นมา
หน้าที่ของพวกเขาไม่ใช่เพียงออกล่าและสังหารมังกรเท่านั้น หากยังรวมถึงการควบคุมเส้นทางพลัง การกำกับดูแลการปลุกเจตจำนงของผู้คน การจัดตั้งสนามทดสอบ การแบ่งระดับนักล่ามังกร ตลอดจนการประสานงานระหว่างหัวเมืองต่างๆ
ทั้งในทวีปทางเหนือและทวีปอีกสี่แห่งที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วทั้งโลก
เรียกได้ว่าหากอารยธรรมมนุษย์ไร้ซึ่งสมาพันธ์นักล่ามังกร โลกคงตกอยู่ในความโกลาหลอย่างไม่อาจควบคุม เมืองเล็กเมืองใหญ่คงต่างดำเนินไปตามอำเภอใจ ผู้มีพลังคงเหยียบย่ำผู้อ่อนแอโดยไร้การตรวจสอบ และเผ่าพันธุ์มังกรคงฉวยโอกาสรุกรานได้ง่ายดายกว่านี้หลายเท่า
ในทุกหัวเมืองที่ตั้งอยู่บนทวีปทางเหนือ รวมถึงดินแดนหลักอีกสี่แห่งที่แยกตัวออกไปตามภูมิศาสตร์ใหม่ของโลก ตำแหน่งผู้บัญชาการเมืองจึงมิใช่สิ่งที่จะได้มาด้วยโชคหรือความสัมพันธ์ หากต้องแลกมาด้วยผลงาน เลือด และศักยภาพที่ได้รับการยอมรับอย่างแท้จริง
โดยเฉพาะเมือง A แห่งนี้ เมืองที่ตั้งอยู่บนจุดยุทธศาสตร์สำคัญของเส้นทางพลังและการเคลื่อนตัวของมังกร
การเป็นผู้บัญชาการของที่นี่หมายถึงการแบกรับแรงกดดันทั้งจากภายในและภายนอกอย่างต่อเนื่อง
ว่ากันว่าผู้บัญชาการเมือง A กำเนิดมาจากตระกูลนักล่ามังกรที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่ยุคเปลี่ยนผ่าน
ครอบครัวของเขาเคยยืนหยัดปกป้องแนวชายแดนในวันที่เมืองหลวงแห่งหนึ่งล่มสลาย
เคยเป็นแนวหน้าในการต้านทานฝูงมังกรระดับสูง และเคยสูญเสียสมาชิกไปมากกว่าครึ่งในศึกครั้งสำคัญเมื่อหลายสิบปีก่อน
เขาครอบครองเจตจำนงธาตุไฟระดับสูง พลังของเขาเปรียบเสมือนเปลวเพลิงที่ไม่ดับง่าย ทั้งร้อนแรงและมั่นคงในคราวเดียวกัน
อีกทั้งยังเป็นนักล่ามังกรระดับเจ็ด ผู้ทรงพลังจนได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่มเสาหลักของเผ่าพันธุ์มนุษย์
และในเวลานี้ หวงเยี่ยกำลังนั่งอยู่ภายในห้องรับรองของบุคคลผู้นั้น
ห้องรับรองตั้งอยู่ชั้นบนสุดของอาคารบัญชาการ ผนังสีเข้มเรียบสนิท ไร้เครื่องประดับฟุ่มเฟือย โต๊ะไม้เนื้อแข็งตั้งอยู่กลางห้อง เก้าอี้สองตัววางหันหน้าเข้าหากันอย่างสมดุล แสงไฟสีอุ่นส่องลงมาจากเพดาน ทำให้บรรยากาศดูนิ่งขรึมและจริงจัง
ตรงหน้าหวงเยี่ยคือชายวัยกลางคนในชุดบัญชาการสีดำสนิท เครื่องหมายประจำตำแหน่งประดับอยู่บริเวณอกเสื้ออย่างชัดเจน
เขามีนามว่าเจียงเฉิน
ใบหน้าของชายผู้นี้ดุดัน ร่องรอยการต่อสู้อันยาวนานสลักอยู่บนผิวหนังเป็นแนวเส้นตื้นลึกไม่สม่ำเสมอ
รอยบาดแผลเก่าแก่หลายแห่งไม่ได้จางหาย แม้เวลาจะผ่านไปนานแล้ว
ดวงตาข้างหนึ่งถูกปิดทับด้วยผ้าสีดำ มีรอยแผลเป็นขนาดใหญ่พาดผ่านตั้งแต่หน้าผากลงมาถึงแก้ม ราวกับบริเวณนั้นเคยถูกโจมตีอย่างรุนแรงจนสูญเสียการมองเห็นไปโดยสิ้นเชิง ทว่าต่อให้จะเป็นร่องรอยของความสูญเสีย รูปลักษณ์เช่นนี้กลับทำให้เขาดูน่าเกรงขามมากยิ่งขึ้น
เหมือนกับสัญลักษณ์ของผู้ที่ผ่านสนามรบจริง ไม่ใช่นักบริหารที่นั่งอยู่หลังโต๊ะเพียงอย่างเดียว
เจียงเฉินวางมือทั้งสองบนโต๊ะอย่างมั่นคง ดวงตาข้างที่ยังเปิดอยู่จับจ้องหวงเยี่ยอย่างไม่กะพริบ
บรรยากาศภายในห้องเงียบสงบจนได้ยินเสียงลมหายใจของทั้งสองฝ่ายอย่างชัดเจน
หวงเยี่ยนั่งหลังตรง เสื้อผ้าถูกจัดให้เรียบร้อยแล้วหลังจากถอดชุดคลุมออก
ใบหน้าสง่างามและเส้นผมสีฟ้าสว่างตัดกับโทนมืดของห้องอย่างเด่นชัด
เจียงเฉินเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน
“เจตจำนงธาตุพฤกษาระดับราชา.. ไม่ใช่สิ่งที่พบเห็นได้บ่อยในปีนี้”
หวงเยี่ยสบตาโดยไม่หลบเลี่ยง
“ท่านเรียกข้ามาเพราะเรื่องนั้นหรือ”
คำถามเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความมั่นใจ ทำให้เจียงเฉินขยับปลายนิ้วเล็กน้อยและพูดขึ้น
“ตลอดห้าวันที่ผ่านมา.. ข่าวลือแพร่กระจายไปทั่วเมือง A ว่ามีคนลงมืออย่างเด็ดขาดต่อพวกอาชญากร!”
“มีศัตรูถูกกำจัดด้วยวิธีที่สะอาดและรวดเร็ว พลังที่หลงเหลือในสถานที่เกิดเหตุมีลักษณะเฉพาะ”
“รากไม้ที่แทงทะลุพื้นคอนกรีตโดยไม่ทำลายโครงสร้างหลัก”
“เจตจำนงที่แผ่ขยายเป็นวงกว้างโดยไม่กระทบผู้บริสุทธิ์”
“รูปแบบนั้นไม่ใช่สิ่งที่นักล่ามังกรระดับต่ำจะทำได้!”
หวงเยี่ยยกมุมปากเล็กน้อย
“แล้วท่านเชื่อว่าทั้งหมดเกี่ยวข้องกับข้า”
“มันชี้ไปที่เจ้าเพียงผู้เดียว!”
คำตอบตรงไปตรงมา ไม่มีความลังเล
ห้องรับรองยังคงเงียบงัน แต่แรงกดดันบางอย่างค่อยๆเพิ่มขึ้นอย่างละเอียดอ่อน
ไม่ใช่แรงกดดันจากพลัง หากเป็นแรงกดดันจากตำแหน่งและความคาดหวัง
เจียงเฉินเอนหลังเล็กน้อย ดวงตาข้างเดียวของเขาเปล่งประกายลุ่มลึก
“ข้าไม่ได้เรียกมาเพื่อกล่าวหา”
“ทว่าข้าเรียกเจ้ามาเพื่อยืนยัน!”
หวงเยี่ยเลิกคิ้วเล็กน้อย
“ยืนยันอะไร”
“ยืนยันว่าเมือง A ยังมีคนหนุ่มที่กล้ายืนหยัดต่อหน้าความเปลี่ยนแปลง”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศผ่อนคลายลงเพียงเสี้ยววินาที พร้อมกับเจียงเฉินที่มองลึกเข้าไปในดวงตาของชายหนุ่มเบื้องหน้า
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าการเป็นผู้บัญชาการของเมืองแห่งนี้หมายความว่าอย่างไร?”
“หมายถึงการแบกรับทุกอย่างไว้บนบ่า!”
หวงเยี่ยตอบทันทีโดยไม่ต้องคิดนาน ทำให้เจียงเฉินหัวเราะเบาๆในลำคอ
“ถูกต้อง และการเป็นเสาหลักของมนุษย์ก็เช่นกัน!”
“แต่หวงเยี่ย..”
“โลกใบนี้ไม่เหมือนสองร้อยปีก่อน มังกรไม่ได้โจมตีเพียงด้วยเขี้ยวและกรงเล็บ พวกมันเริ่มใช้กลอุบาย เริ่มสร้างเครือข่าย เริ่มแทรกซึม”
ขณะที่กำลังพูด ชายวัยกลางคนก็โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย นัยน์ตาเองก็จ้องมองเข้าไปในส่วนลึก
“และข้าต้องการรู้ว่าตัวตนเช่นเจ้าจะยืนอยู่ตรงจุดใดของกระดานนี้?”
คำถามนั้นหนักแน่นและเต็มไปด้วยความจริงจัง มากพอจะทำให้ผู้ฟังได้ตระหนักถึงความสำคัญของคำตอบ
หวงเยี่ยนิ่งไปครู่หนึ่ง สายตาของเขามิได้หลบเลี่ยง แต่มันกลับแน่วแน่ยิ่งกว่าเดิม
“ข้ายืนอยู่ในฐานะมนุษย์ และข้าจะล้างบางพวกมันให้หมด!”
เจียงเฉินจ้องมองอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะพยักหน้าอย่างช้าๆ
“ดีมาก!”