พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร - ตอนที่ 78 จะใหญ่เกินตัวไปไหมเนี่ย
ขณะเดียวกัน หวงเยี่ยก็นำพาร่างที่สะบักสะบอมของตนเองกลับมายังบ้านพักด้วยฝีเท้าที่หนักอึ้ง เงาร่างของเขาสั่นไหวไปตามจังหวะก้าวที่ไม่มั่นคง คล้ายกับว่าเพียงลมแรงอีกระลอกเดียวก็อาจพัดให้ล้มลงได้
สภาพของเขาแทบจะเรียกได้ว่าหมดสิ้นเรี่ยวแรง กล้ามเนื้อทั่วร่างยังคงสั่นระริกเป็นระยะ
เส้นเอ็นตึงจนปวดหนึบลึกไปถึงกระดูก ฝ่ามือชื้นเหงื่อ แม้กระทั่งการกำหมัดยังต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่ง
เมื่อผลักประตูบ้านพักเข้าไป เสียงบานประตูครูดเบาๆก้องสะท้อนในห้องที่เงียบงัน
เขาไม่กระทั่งจะถอดรองเท้า ไม่คิดถึงการอาบน้ำ ไม่สนใจจะชำระล้างคราบเหงื่อและกลิ่นอับที่เกาะติดทั่วร่าง
เดินเพียงไม่กี่ก้าวก็มาถึงโซฟาบริเวณด้านนอกห้องนอน
จากนั้นก็ทิ้งตัวลงไปทันที
“ไม่ไหว..”
“การฝึกฝนเช่นนี้อาจทำให้ร่างกายยกระดับได้อย่างรวดเร็ว.. แต่ผลลัพธ์ที่ตามมาหลังจากนั้นก็ร้ายแรงเช่นเดียวกัน!”
เสียงพึมพำได้ลอดออกมาจากริมฝีปากแห้งผาก อกของเขากระเพื่อมถี่ กล้ามเนื้อปวดระบมจนแทบขยับไม่ได้
“แรงแทบจะขยับร่างกายก็ยังไม่มี ถึงการฝึกฝนลักษณะเช่นนี้จะให้ผลลัพธ์ที่ดีอย่างมากก็เถอะ!”
“แต่หลังจากนี้ข้าหวงเยี่ย.. ควรออกไปล่าสัตว์อสูรมังกรเพื่อหาแต้มวิญญาณมาพัฒนาแทนดีกว่า!”
คำพูดนั้นเหมือนเป็นการสรุปบทเรียนของวันนี้
การฝืนขีดจำกัดให้แตกสลายรวดเร็วเกินไป แม้จะได้ผลลัพธ์ชัดเจน ทว่าร่างกายต้องรับภาระหนักหนาจนเกือบเกินรับไหว
ลมหายใจของเขาหนักขึ้นเรื่อยๆ เปลือกตาหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยหิน
ในที่สุดสติสัมปชัญญะก็เลือนหาย หวงเยี่ยหลับไปทั้งชุดเสื้อผ้าเปียกชื้นเช่นนั้น โดยมิได้ขยับแม้แต่น้อย
ภายในความเงียบงัน ระบบกลืนกินมังกรอดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้น
【นั่นสิคะโฮสต์ การฝืนจำกัดร่างกายเพื่อเร่งประสิทธิภาพในการเติบโตมันก็ดีอยู่หรอก】
【แต่พอเห็นโฮสต์เป็นแบบนี้แล้ว วันหลังดิฉันว่าไม่ต้องทำดีกว่าค่ะ】
【แถมเล่นหลับไปทั้งตัวเหม็นๆเช่นนี้ ระบบเช่นดิฉันคงต้องทนกลิ่นเหม็นไปอีกหลายวันเลย แหวะ!】
น้ำเสียงของมันฟังดูทั้งเหนื่อยใจและขบขันในคราวเดียว หากระบบมีจมูกจริงๆก็คงบิดเบี้ยวไปแล้ว
【ขอปิดการทำงานชั่วคราวก่อนนะคะ เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง】
คำประกาศนั้นจบลง
แล้วทุกอย่างก็เงียบสนิท
หวงเยี่ยนอนนิ่งอยู่บนโซฟา เหงื่อแห้งกรังเกาะตามขอบเสื้อ กลิ่นคละคลุ้งในอากาศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เวลาผ่านไปช้าๆ แสงไฟในห้องค่อยๆเปลี่ยนจากสว่างเป็นสลัวตามจังหวะของค่ำคืนที่ล่วงลึก
ผ่านไปกว่าหลายชั่วโมง ในที่สุดบ้านพักของเขาก็ถูกบุกรุก ร่างเงาอันบอบบางในชุดอาจารย์ก้าวเข้ามาอย่างมั่นคง
เฟิงหลงอิน
เส้นผมสีทองสยายลงตามบ่า ดวงตาเรียวคมสะท้อนแสงไฟอ่อนๆ
เมื่อสายตาของนางทอดไปยังร่างที่หลับเป็นตายอยู่บนโซฟา รอยยิ้มบางก็ผุดขึ้นอย่างอดไม่ได้
“ให้ตายสิ เล่นฝืนร่างกายเช่นนั้น จะหมดสภาพไปมันก็ไม่แปลก!”
นางเดินเข้าไปใกล้ มองสำรวจสภาพที่เหงื่อไหลไคลย้อย เสื้อผ้ายับยู่ยี่ และท่าทางที่ไร้การระวังตัวแม้แต่น้อย
จากนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นวัตถุชิ้นหนึ่งวางอยู่กลางห้อง
กล่องเหล็กขนาดใหญ่ ผิวโลหะสะท้อนแสงวาววับ แม้จะปิดสนิท แต่รัศมีอำนาจภายในกลับแผ่ซ่านออกมาอย่างหนักแน่น
เฟิงหลงอินยกคิ้วขึ้น (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
“ไหงดันเอากล่องเหล็กที่ใส่อาวุธระดับราชาอย่างหอกจักรพรรดิทองคำวางไว้กลางห้องเช่นนี้ละ?”
นางก้าวเข้าไปจับกล่องเหล็กนั้น ก่อนจะยกขึ้นอย่างง่ายดายแล้วเคลื่อนย้ายไปยังมุมหนึ่งของห้อง
ขณะถือมันอยู่ในมือ
ความทรงจำก็ผุดขึ้นมา
ทำให้เฟิงหลงอินชะงัก
“จริงสิ…”
“ข้าวางเอาไว้เองนี่”
“แล้วตัวของเขาก็คงไม่อาจยกหอกจักรพรรดิทองคำขึ้นได้อย่างแน่นอน!”
“เอาเป็นว่ามันเป็นความผิดของข้านี่เนอะ”
กล่องถูกวางอย่างเรียบร้อยในมุมห้อง
ขณะที่หญิงสาวอย่างเฟิงหลงอินได้หันกลับมามองชายหนุ่มที่ยังหลับสนิท ภาพนั้นทั้งน่าขันและน่าเอ็นดูในคราวเดียว
ผู้ที่กล้าท้าทายแรงโน้มถ่วงยี่สิบเท่า จนทั้งมหาวิทยาลัยเทพอสูรพูดถึง บัดนี้กลับนอนหมดสภาพราวกับเด็กที่เล่นซนจนหมดแรง
นางทอดสายตามองร่างของหวงเยี่ยที่นอนแผ่หลาอยู่บนโซฟาอย่างไร้สภาพ ก่อนที่มุมปากจะยกสูงขึ้นอีกครั้ง คราวนี้กลับแฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์อันยากจะปิดบัง
“อะแฮ่ม.. อะ..”
เสียงกระแอมดังขึ้น ราวกับกำลังหาเหตุผลให้กับการกระทำของตนเอง
“เอาเป็นว่าข้าจะช่วยเหลือเจ้าในการชำระล้างร่างกายให้เองละกัน จะได้นอนหลับสบายๆ โดยที่ไม่ต้องตัวเหนียวหนืดเช่นนี้!”
น้ำเสียงของนางฟังดูจริงจัง แต่แววตาที่เปล่งประกายกลับเผยให้เห็นอีกด้านหนึ่งที่ช่างต่างออกไป
หญิงสาวรีบก้าวเข้าไปใกล้ด้วยท่าทีคล้ายกำลังสำรวจสมบัติล้ำค่าชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง มือเรียวงามยื่นออกไปอย่างไม่ลังเล ปลดเสื้อผ้าที่ชุ่มเหงื่อของชายหนุ่มออกทีละชิ้นอย่างรวดเร็ว เหมือนการกระทำนั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่ต้องใส่ใจใดๆ
เนื้อผ้าที่แนบชิดผิวถูกถอดออก เผยให้เห็นเรือนร่างของหวงเยี่ยที่แม้จะยังดูไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็เริ่มมีเค้าโครงของกล้ามเนื้อที่ชัดเจนขึ้นจากการฝึกฝนอันหนักหน่วง เส้นสายของร่างกายสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง
เฟิงหลงอินชะงักเล็กน้อยเมื่อสายตาไล่ผ่านร่างนั้นไปจนถึงส่วนล่าง นัยน์ตาถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจและลุกวาวขึ้น
“นะ.. นี่มัน..”
“จะใหญ่เกินตัวไปไหมเนี่ย?!”
คำพูดนั้นเบาบางและคลุมเครือ ไม่ได้ขยายความต่อ แต่ไม่ว่าภาพที่นางเห็นจะเป็นเช่นไร ตัวของหวงเยี่ยในสภาพหลับลึกก็ยังคงไม่รับรู้ถึงสิ่งใดเลยซักนิด ลมหายใจของเขายังคงสม่ำเสมอ ร่างกายไร้การตอบสนองต่อโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง
จนกาลเวลาค่อยๆไหลผ่านไปอย่างเงียบงัน จากค่ำคืนสู่รุ่งสาง จากรุ่งสางสู่วันใหม่ และวันใหม่ก็ผันเปลี่ยนไปอีกครั้งโดยไม่มีใครล่วงรู้
กระทั่งผ่านไปกว่าสามวัน
บรรยากาศภายในมหาวิทยาลัยเทพอสูรยังคงดำเนินไปเช่นเดิม ผู้คนเดินขวักไขว่ การฝึกฝนยังคงดำเนินต่อเนื่อง ทว่าในความคุ้นเคยนั้น กลับมีสิ่งหนึ่งที่แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน ตลอดระยะเวลาสามวัน ไม่มีใครเห็นหวงเยี่ยปรากฏตัวเลยแม้แต่ครั้งเดียว
เงาของเขาที่เคยเดินผ่านลานฝึก เคยปรากฏตามมุมต่างๆของมหาวิทยาลัย กลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย
“เหอะๆ ไม่แปลกหรอก!”
“ฝืนร่างกายจนเกินขีดจำกัดครั้งแล้วครั้งเล่า ข้าว่าไม่แปลกหรอกที่จนถึงป่านนี้แล้วเจ้าเด็กนั้นจะยังคงขยับตัวไม่ได้น่ะ”
“ใช่แล้ว ใครคนไหนที่เคยผ่านห้องแรงโน้มถ่วงมาแบบจริงจังก็คงเข้าใจดี!”
“หลังจากที่ฝึกฝนเสร็จภายใต้แรงกดทับอันรุนแรง ร่างกายมันจะเข้าสู่ช่วงฟื้นฟูอย่างฉับพลัน!”
“ช่วงนั้นแหละ.. ต่อให้จะเป็นคนที่แข็งแกร่งแค่ไหน ก็แทบจะลุกไม่ขึ้นเหมือนกัน”
บรรยากาศในกลุ่มเต็มไปด้วยความเห็นพ้อง
ไม่มีใครแปลกใจต่อการหายตัวไปของหวงเยี่ย กลับมองว่าเป็นเรื่องปกติของผู้ที่เลือกเดินเส้นทางฝึกฝนอันโหดร้าย