พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่114 ชาติภพนี้...ไม่มีอีกแล้วคำว่ารัก
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่114 ชาติภพนี้...ไม่มีอีกแล้วคำว่ารัก
บทที่114 ชาติภพนี้…ไม่มีอีกแล้วคำว่ารัก
หลังการเผชิญหน้ากับซ่งเฉิงจี้ครั้งนั้น ซึ่งแทบไม่ต่างอะไรจากการเปิดใจพูดกันอย่างตรงไปตรงมาเลย ทำให้เมิ่งซีโจวรู้สึกว่าจิตใจของตนพลันยุ่งเหยิงสับสนไปหมด คลื่นอารมณ์ตีกระหน่ำอยู่ภายใน นานเพียงใดก็ยังมิอาจสงบลงได้
ค่ำคืนนั้น นางพลิกตัวไปมาบนเตียง มิอาจข่มตาให้หลับได้โดยง่าย ครั้นในที่สุดก็ผล็อยหลับไปเอง และนางก็ได้เข้าสู่ห้วงแห่งความฝัน — นางฝันถึงชาติภพก่อนของตน ซึ่งสมจริงเสียจนประหนึ่งเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า
ทว่านั่นกลับมิใช่เศษเสี้ยวความทรงจำที่เคยเกิดขึ้นจริงในภพก่อน หากเป็นเพียงภาพลวงอันบิดเบี้ยวจากความคิดคำนึงยามตื่น ครั้นกลางวันคิดเช่นไร กลางคืนจึงฝันเช่นนั้นเท่านั้นเอง
ในความฝันนั้น เป็นภาพเหตุการณ์ภายหลังจากที่ในชาติก่อน นางได้ถูกเมิ่งหนานอี้ขายเข้าไปอยู่ในหอนางโลมชั้นต่ำที่แสนโสมม
เพียงนางคิดจะอ้าปากโต้เถียงกับเมิ่งหนานอี้ แม่เล้าก็เข้ามาจากด้านหลัง ใช้มือปิดปากนางไว้แน่น แล้วกระชากลากตัวนางลงจากรถม้า ก่อนจะเหวี่ยงร่างของนางลงไปบนพื้นถนนที่เต็มไปด้วยกรวดหินแหลมคม
เมิ่งหนานอี้เองก็ก้าวตามลงมาเช่นกัน นางยืนอยู่ด้านหลังแม่เล้าออกไปเพียงไม่กี่ก้าว สีหน้าท่าทางเย็นชา ราวกับกำลังมองดูเรื่องสนุกสนานเรื่องหนึ่งอยู่เท่านั้น
เมิ่งซีโจวเจ็บปวดเสียจนต้องขดร่างงอโดยไม่รู้ตัว ร่างกายของนางยังคงอ่อนแรงถึงขีดที่สุด อาการไร้พลังวังชาอันเกิดจากการถูกทรมานและทารุณกรรมมาเป็นเวลายาวนาน ยังคงถาโถมใส่อยู่เป็นระลอก จนยามนั้นแทบไม่มีแรงแม้จะยันกายให้ลุกขึ้น
ข้างกายมีรถม้าอีกคันหนึ่งจอดอยู่ ม่านรถม้าถูกเลิกขึ้น บุรุษผู้หนึ่งก้าวลงมาจากภายใน ท่วงท่าของเขาสง่างาม ใบหน้าหล่อเหลาสุภาพ คิ้วทั้งสองคมดุจกระบี่ ดวงตาสุกใสดุจดารา รูปร่างสูงโปร่งประหนึ่งหยกงาม เขาค่อยๆก้าวเดินตรงมาทางนางอย่างสงบนิ่ง
และคนผู้นั้นก็คือสหายในวัยเยาว์ของนางเอง… ทั้งยังเป็นคู่หมั้นของนางอีกด้วย — เขาก็คือซ่งเฉิงจี้!
ท่ามกลางความสิ้นหวังอันดำมืด ประหนึ่งมีประกายแสงริบหรี่สายหนึ่งส่องผ่านเข้ามา!
แม่เล้าเกาเดินเข้ามาอีกครา สายพิณเส้นสุดท้ายในใจของเมิ่งซีโจวพลันขาดสะบั้น นางเองก็ไม่รู้ว่ากำลังเฮือกสุดท้ายที่ระเบิดขึ้นนี้ มาจากส่วนใดของร่างกายกันแน่ แต่ในชั่วขณะนั้น นางกัดฟันแน่น ใช้มือค้ำพื้นฝืนยันร่างให้ลุกขึ้น ทั้งที่ทั่วกายเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นดิน และเจ็บระบมปวดร้าวไปหมด นางก็ยังรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่เหลืออยู่ โถมกายพุ่งไปยังเงาร่างอันคุ้นตานั้นอย่างสุดชีวิต ราวกับคนที่กำลังจมน้ำและคว้าจับท่อนไม้สุดท้ายซึ่งเป็นที่พึ่งเอาไว้ได้!
“เฉิงจี้! ช่วยข้าด้วย! ข้าคือซี…”
เสียงร้องขอความช่วยเหลือแหบพร่าของนางยังไม่ทันสิ้นสุดดี กระทั่งชายเสื้อของเขาสักริ้วยังมิทันได้แตะต้อง—
“ไสหัวไป! เจ้าขอทานสกปรกนี่มาจากที่ใดกัน!”
เสียงตวาดกร้าวดังสนั่นลั่นขึ้นฉับพลัน! ลั่วกู่ซึ่งยืนอยู่ข้างกายซ่งเฉิงจี้พลันลงมือฉับไวประหนึ่งสายฟ้า ฟาด เท้าของเขาเตะเข้าใส่บ่าเว้าของนางอย่างแรง!
“อ๊าก!”
ร่างของเมิ่งซีโจวประหนึ่งว่าวขาดสาย ถูกถีบจนลอยกระเด็นละลิ่วออกไปทางด้านหลัง ก่อนจะตกลงกระแทกกับพื้นกรวดเย็นเยียบหนักหน่วง แล้วกลิ้งไปอีกหลายตลบกว่าจะหยุดลงในที่สุด
ราวกับอวัยวะภายในหมดล้วนเคลื่อนสลับตำแหน่ง ลำคอพลันมีรสคาวหวานสายหนึ่งเอ่อขึ้น
ทว่าซ่งเฉิงจี้นั้น นับตั้งแต่ต้นจนจบ แม้เพียงหางตาของเขาสักนิดก็หาได้ชายมองมาทางนางไม่ ความสนอกสนใจทั้งหมดของเขา ล้วนทอดลงบนร่างของเมิ่งหนานอี้ผู้แสนอ่อนโยนเพียงผู้เดียว
ในห้วงขณะที่เมิ่งซีโจวกำลังถูกถีบจนร่างกระเด็นออกไปนั้น ซ่งเฉิงจี้ก็โอบร่างของเมิ่งหนานอี้เข้าสู่อ้อมอกตน แล้วใช้ร่างปกป้องนางไว้อย่างแน่นหนา ประหนึ่งนางคืออัญมณีเปราะบางล้ำค่าซึ่งหาได้ยากยิ่งในใต้หล้า
เขาก้มหน้ามองคนในอ้อมแขน สายตาอ่อนโยนระคนเอ็นดู น้ำเสียงนุ่มละมุนประหนึ่งสายธารไหลหลั่ง
“ตกใจหรือไม่? ซีซีของข้า”
เมิ่งหนานอี้อิงแอบอยู่ในอ้อมอกของเขา มือหยกของนางพลันยกขึ้นทาบลงบนฝ่ามือเรียวยาวของซ่งเฉิงจี้อย่างแผ่วเบา ดวงตาคู่งามสั่นไหวระริกทอดมองมาทางเมิ่งซีโจวที่กำลังนอนอยู่บนพื้นด้วยความเวทนา
“ช่างเถิดเพคะ… เพียงแค่นางมีชีวิตอยู่ก็นับว่าไม่ง่ายแล้ว ไยต้องถือสาหาความกับนางให้มากเกินไปด้วยเล่า?”
“ได้ ซีซีของข้าจิตใจเมตตางดงาม เจ้าพูดเช่นไร ก็เป็นเช่นนั้น”
ซ่งเฉิงจี้เออออตามอย่างง่ายดาย พลางโอบไหล่นางไว้ ราวกับเพียงชายตามองความสกปรกโสมมบนพื้นอีกสักครา ก็จะทำให้ดวงตาคู่นั้นแปดเปื้อนเสียเปล่า
“ดึกมากแล้ว น้ำค้างยามค่ำคืนหนักนัก เรากลับจวนกันก่อนเถิด แล้วพรุ่งนี้ข้าจะไปเดินร้านแป้งชาดเป็นเพื่อนเจ้า”
ทั้งสองก้าวขึ้นรถม้าคันเดียวกัน จากนั้น รถม้าก็เคลื่อนจากไป ทิ้งฝุ่นละอองให้ลอยฟุ้งตลบอยู่เบื้องหลัง
เมิ่งซีโจวทรุดกายลงนั่งกับพื้น ร่ำไห้บ้าง หัวเราะบ้าง จนกระทั่งสะดุ้งตื่นขึ้นมา
นางผุดลุกขึ้นนั่งบนเตียงทันใด เหงื่อเย็นซึมชุ่มจนเสื้อซับในเปียกชื้นแนบติดแผ่นหลังจนเหนียวหนึบ
ท่ามกลางความมืดมิด นางหอบหายใจแรงไม่หยุด ประหนึ่งเพิ่งดิ้นรนกลับออกจากขอบเหวแห่งความตายเพราะจมน้ำมาได้
ความเจ็บปวดครั้งสาหัสบาดลึกถึงขั้วหัวใจ หลังถูกซ่งเฉิงจี้ทรยศหักหลังในห้วงความฝันนั้น ยังคงแจ่มชัดประหนึ่งตราประทับร้อนแรงที่ฝังลึกอยู่ในห้วงคำนึง ดุจหนอนร้ายเกาะกินลึกถึงกระดูก ไม่มีวันที่จะสลัดหลุดได้
นางบีบกำผ้าห่มแพรบนร่างไว้แน่น จนข้อนิ้วทั้งหมดซีดขาวเพราะออกแรงมากเกินควร ภายใต้ความมืดมิด ดวงตาเยียบเย็นคู่นั้นกลับลุกโชนขึ้นด้วยเพลิงโทสะเดือดพล่าน!
ไม่รู้ว่านางกำลังโกรธซ่งเฉิงจี้กับเมิ่งหนานอี้ในความฝัน หรือกำลังโกรธตนเองที่เสียกิริยาก่อนหน้านี้กันแน่
ไม่ควร… ไม่ควรอย่างยิ่ง!
เมื่อหนี้โลหิตและความเคียดแค้นระดับล้นฟ้าที่จำต้องสะสางกองอยู่ตรงหน้า นางยังมีสิทธิ์อันใดไปคิดถึงเรื่องรักใคร่พรรค์นั้นอีกเล่า?
ชาติก่อนก็เพราะนางเห็นคุณค่าของสายใยครอบครัวมากจนเกินไป จึงถูกสิ่งนี้ปิดบังดวงตาจนมืดบอด ไม่อาจมองเห็นกลอุบายอำมหิตและความทะเยอทะยานดั่งหมาป่าของคนเหล่านั้น
แม้แต่การที่นางตกหลุมพรางแผนการลักพาตัวไปขาย ก็ยังเป็นเพราะต้องการไปช่วยเมิ่งหนานอี้
หลังจากล่วงรู้ความจริงในชาติภพก่อน นางก็เคยเฝ้าครุ่นคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า การที่เมิ่งหนานอี้กับฮูหยินเมิ่งผู้เป็นมารดาทำกับนางเยี่ยงนี้ ทั้งสองไม่นึกละอายใจและรู้สึกผิดบ้างเลยนิดอย่างนั้นหรือ?
เหตุใดพวกนางทั้งสองจึงได้จงเกลียดจงชังตนถึงเพียงนี้ ทั้งที่พวกนางทั้งสามคน ควรจะเป็นคนในครอบครัวที่ใกล้ชิดสนิทสนมแนบแน่นที่สุดในผืนพิภพมิใช่หรือ?
บัดนี้หวนมองกลับไป จึงเห็นชัดว่า ตอนนั้นตนนับว่าโง่เขลาเกินเยียวยาจริงๆ จึงได้ยึดติดกับเรื่องไร้สาระเช่นคำว่าครอบครัวได้
คนที่มีจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิตและไร้หัวใจเช่นนั้น ย่อมสมควรต้องถูกจับโยนลงไปให้ลิ้มรสชาติความทุกข์ทรมานนานัปการ สมควรต้องถูกทรมานให้สาแก่ใจต่างหากเล่า มิใช่คอยเฝ้าหวังว่าพวกนางจะสำนึกผิดแล้วมาโขกศีรษะสารภาพผิดต่อตน!
นางตายมาแล้วหนหนึ่งเพราะคำว่าครอบครัว ฉะนั้น นางไม่ต้องการจะผิดพลาดซ้ำสอง ไม่ต้องการล้มคะมำลงอีกคราเพียงเพราะคำว่า… คำว่า…ความรักอีกเช่นกัน