พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่116 ข้าตัดสินใจแล้ว! (2)
บทที่116 ข้าตัดสินใจแล้ว! (2)
สายตาของแขกทั้งหอร้อยรสชาติพลันหันพรึ่บมาจับจ้องที่โต๊ะของเมิ่งหนานอี้เป็นตาเดียว!
เมิ่งหนานอี้ตกใจเสียจนแทบหงายตกจากเก้าอี้ลงไปตรงนั้น!
ต่อให้เป็นกลางวันแสกๆ พบเห็นภูตผีก็ยังไม่น่าสะพรึงและเหลวไหลถึงเพียงนี้!
นางเดือดดาลจนร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน คู่คิ้วเรียวตั้งชันเป็นเส้น แม้จะมีผืนแพรปกคลุมใบหน้าอยู่ ก็ยังสัมผัสได้ถึงโทสะที่พลุ่งพล่านจนแทบปะทุออกมา
“บังอาจ! จ้าวหัง! เจ้ากำลังพูดจาเหลวไหลอันใด!”
นางคือว่าที่พระชายาแห่งองค์รัชทายาท คือฮ่องเฮาของฮ่องเต้ในภายภาคหน้า ทว่าเขากลับบังอาจส่งเสียงเอะอะกลางที่สาธารณะ กล่าวว่าจะแต่งนางเป็นภรรยาเช่นนี้ คงคิดว่าชีวิตสุขสบายมั่งคั่งของตนคงจะยืนยาวไปนักกระมัง?
หากมิใช่เพราะยังต้องคำนึงถึงฐานันดร เมิ่งหนานอี้แทบอยากจะสาดน้ำชาร้อนๆใส่หน้าเขาเสียเดี๋ยวนั้น!
ครั้นจ้าวหังเห็นนางมีปฏิกิริยารุนแรงถึงเพียงนี้ เขากลับมิได้ถอยหนีเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังคิดเอาเองว่า นี่เป็นอาการเขินอายตามประสาหญิงสาว จึงยิ่งฮึกเหิมมากขึ้นกว่าเดิม
เขาเชิดแผ่นอกขึ้นเล็กน้อย แล้วเอ่ยเสียงกึกก้องดังยิ่งกว่าเดิมว่า
“แม่นางอย่าได้ขุ่นเคืองไปเลย! เห็นทีเจ้าคงจะยังไม่รู้เงื่อนไขของข้า หากเจ้าแต่งกับข้า รับรองว่าข้าจะให้เจ้าได้กินดีอยู่ดี สวมทองประดับเงิน ไม่ต้องออกนอกประตูใหญ่ ไม่ต้องย่างผ่านประตูชั้นใน ได้เสวยสุขสงบไปตลอดทั้งชีวิตเลยทีเดียว!”
เขาย่อมรู้ดีว่าการเอ่ยขอแต่งงานอย่างกะทันหันเช่นนี้ ช่างเป็นการกระทำที่ผลีผลามและเสียมารยาทมากเพียงใด ทว่าเขาเองก็ไม่อาจปฏิเสธเสียงหัวใจของตนเองได้แล้วจริงๆ!
ระยะนี้ งานเขียนของเซียวเหยาเค่อนั้น มีเรื่องหนึ่งกล่าวถึงนักฆ่าผู้มีชาติกำเนิดน่าเวทนา ต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด ต้องผ่านความยากลำบากนานัปการ แม้สุดท้ายจะสามารถฝ่าฟันเปิดทางรอดให้ตนเองได้สำเร็จ แต่สุดท้ายกลับลงเอยด้วยการถูกคนทั้งหลายทอดทิ้งหักหลัง และต้องตายอย่างน่าอนาถอยู่กลางถนน!
จ้าวหังอ่านแล้วถึงกับงุ่นง่านประดุจถูกเข็มแหลมทิ่มแทงหัวใจ ร้อนรุ่มดั่งถูกเปลวเพลิงแผดเผา ยามค่ำคืนถึงกับนอนไม่หลับ ครั้นอ่านจบแล้วจิตใจก็ยังไม่อาจสงบลงได้อีกนาน
งานเขียนเล่มนี้ ดูท่าส่วนใหญ่คงจะเป็นบันทึกประสบการณ์ในอดีตของเซียวเหยาเค่อเองกระมัง!
นางกำลังร่ำร้องอย่างทุกข์ทรมานอยู่ในปลักโคลน นางกำลังร้องขอความช่วยเหลือจากเขาอยู่!
เขาจะต้องได้พบเซียวเหยาเค่ออีกครั้งโดยเร็วที่สุด และจะต้องฉุดดึงนางออกจากห้วงทุกข์นี้ให้จงได้!
เมื่อเมิ่งหนานอี้ได้ฟังถ้อยวาจาเหลวไหลไร้สาระ ทั้งยังยกตนข่มท่านเหล่านั้นของจ้าวหังจบลง นางก็เดือดดาลจนแทบหายใจไม่ทัน เกือบอดไม่ไหวจนอยากกลอกตามองเขาอย่างดูแคลน!
นางย่อมรู้ดีว่าเขาเป็นผู้ใด
บุตรชายเสเพลแห่งจวนกั๋วกงหนิง ยอดคนสำคัญในหมู่คุณชายเสเพลแห่งเมืองหลวง กิน ดื่ม เที่ยวสตรี เล่นการพนัน ทั้งหมดล้วนชำนาญไปเสียทุกอย่าง แต่กลับร่ำเรียนหนังสือไม่สำเร็จ ฝึกยุทธ์ก็ไม่เป็นโล้เป็นพาย เรียกว่าใต้หล้านี้มิมีใครไม่รู้จักเขาจริงๆ
เพียงแต่ว่า…เป็นชื่อเสียงในทางฉาวโฉ่ก็เท่านั้นเอง!
นางถึงกับสงสัยว่า วันนี้เขากรอกสุราปลอมเข้าไปกี่ชั่งกันแน่ จึงได้จงใจวิ่งมาคลุ้มคลั่งต่อหน้านางถึงที่นี่ ทั้งยังจงใจทำลายชื่อเสียงอันบริสุทธิ์ผุดผ่องของนางให้ย่อยยับ!
คิดจะให้นางติดตามเขาไปกินดีอยู่ดี สวมทองห่มเงินอย่างนั้นหรือ? ไม่จำเป็น! เห็นนางเป็นคนโง่หรืออย่างไร? ตำแหน่งฮองเฮาที่อยู่เหนือผู้คนนับหมื่นรองเพียงผู้เดียว หากนางยังไม่เอา แล้วจะให้ไปเป็นภรรยาของอันธพาลชั้นสองเช่นเขาอย่างนั้นรึ?
คลื่นเสียงวิพากษ์วิจารณ์รอบด้านพลันเปล่งดังขึ้นไม่ขาดสาย สายตาของผู้คนล้วนวนเวียนอยู่แต่กับนางและจ้าวหัง
นางเพียงรู้สึกว่ายามนี้ใบหน้าร้อนผ่าว ราวกับถูกผู้คนจับเปลื้องผ้าจนหมดสิ้นต่อหน้าธารกำนัล!
ในใจยิ่งทั้งนึกเสียใจทั้งคับแค้นใจปะปนกัน วันนี้ก้าวเท้าออกจากเรือนประหนึ่งมิได้ดูฤกษ์ยามให้ดีเสียก่อน จึงต้องมาประสบเคราะห์ร้ายที่ดั่งร่วงหล่นใส่ศีรษะโดยไม่ทันตั้งตัวเช่นนี้!
ส่วนจ้าวหังยังคงนั่งพร่ำขายตัวเองไม่หยุดปาก ตั้งแต่ชาติตระกูลภูมิหลัง ไปจนถึงทรัพย์สินส่วนตัวของตน อีกทั้งยังวาดฝันถึงชีวิตอันงดงามที่อยู่ร่วมกันหลังแต่งงาน เมิ่งหนานอี้ฟังจนสองข้างขมับเต้นตุบๆจนแทบระเบิด
พบเจอเหตุการณ์อัปยศถาโถมเข้าใส่ตัวอย่างกะทันหันเช่นนี้ ถามว่ายังจะมีอารมณ์กินข้าวปลาอาหารต่อหรือไม่? แน่นอน! สำรับอาหารมื้อนี้ นางย่อมกระเดือกกลืนไม่ลงแม้แต่คำเดียว!
เมิ่งหนานอี้ลุกพรวดขึ้นทันใด แม้อาหารจะเพิ่งยกขึ้นโต๊ะมาและยังมีไอร้อนคุกรุ่นอยู่ แต่นางก็ไม่มีแก่ใจจะเหลียวแล เพียงกดเสียงต่ำตวาดใส่สาวใช้คำหนึ่งว่า
“พวกเราไป!”
“เอ๊ะ! แม่นางอย่าเพิ่งไปสิ! คุยกันต่ออีกสักหน่อยเถิด! คุยกันต่ออีกหน่อยเถิดนะ!” จ้าวหังเห็นนางจะจากไป จึงรีบวิ่งติดตามไปทันใด ยามนี้เขาประดุจแผ่นหนังเหนียวหนึบที่สะบัดอย่างไรก็ไม่หลุด
เมิ่งหนานอี้เพียงรู้สึกว่ามีเพลิงโทสะสายหนึ่งพลันพุ่งทะยานตรงขึ้นสู่กลางกระหม่อม! เจ้าหมาจรจัดหน้าด้านที่ตามตื๊อไม่เลิกราผู้นี้ ช่างรังควานไม่สิ้นสุดจริงๆ!
จ้าวหังยังคงก้าวตามติดเมิ่งหนานอี้ไปไม่ห่าง ปากก็ยังคงพล่ามไม่หยุด
“ข้าจริงใจกับเจ้านะ! ขอเพียงแม่นางยอมมาเป็นอนุของข้า ชั่วชีวิตของเจ้านับจากนี้ ย่อมไม่มีทางเสียเปรียบอย่างแน่นอน!”
ฝีเท้าของเมิ่งหนานอี้ที่กำลังเร่งจะเดินออกประตูไปพลันชะงักกึกลงในบัดดล นางหันกลับไปมองอีกฝ่ายอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
“นี่เจ้า?! นี่เจ้ายังหน้าด้านถึงกับ…ตั้งใจจะให้ข้าเป็นอนุอีกรึ?!”
จ้าวหังนิ่งงันไปชั่วขณะ ก่อนจะตอบกลับตามสัญชาตญาณว่า
“ก็เจ้าเป็นสตรีต่างแดน เป็นคนไม่รู้หัวนอนปลายเท้า ไร้ที่พึ่งพิง ซ้ำยังไร้สกุลไร้หลักแหล่ง… ย่อมไม่คู่ควรจะเป็นภรรยาเอกของคุณชายจ้าวอยู่แล้ว…”
กล้ากล่าวหานางไม่คู่ควรกับมันด้วยรึ?!
เมิ่งหนานอี้เดือดดาลจนเพลิงโทสะโหมซัดรุนแรงอยู่กลางอก นับแต่เล็กจนโตมา นางยังไม่เคยถูกผู้ใดหยามเกียรติเช่นนี้มาก่อนเลย! ที่สำคัญ นี่ยังเป็นการถูกหยามเหยียดจากบุรุษไร้ค่าผู้หนึ่งด้วย!
น้ำเสียงของนางสูงขึ้นทันใด มิอาจข่มอารมณ์เอาไว้ได้อีก จึงตวาดด่ากลับไปด้วยเสียงดังเฉียบขาดว่า
“จ้าวหัง! ข้าไม่รู้หรอกว่าเจ้าไปเมามายมาจากที่ใด?! แต่เจ้าอย่าได้คิดรังแกผู้อื่นให้มากนั—”
ทว่านางยังพูดไม่ทันจบ
“ปัง—”
ก็พลันมีเสียงกระแทกหนักอึ้งดังขึ้นอย่างฉับพลัน เป็นเสียงทึบแน่นเสียจนผู้ฟังต้องรู้สึกเสียวกราม!
ตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวนสั้นๆหนึ่งครา แล้วร่างทั้งร่างของจ้าวหังก็พลันปลิวกระเด็นออกไปทางด้านข้างอย่างแรง ยามนี้ได้ยินเพียงเสียง “โครม” ดังสนั่นลั่นขึ้น ร่างของจ้าวหังลอยไปกระแทกเข้ากับโต๊ะข้างๆ ที่มีถ้วยจานวางระเกะระกะอยู่เต็มๆ!
ถ้วยชา จานชาม และภาชนะทั้งหลายพลันแตกกระจายปลิวว่อนในชั่วพริบตา น้ำแกงและกับข้าวราดรดใส่ร่างของเขาจนเปียกโชกไปทั่วตั้งแต่ศรีษะจรดเท้า ดูแล้วช่างน่าอเนจอนาถอย่างที่สุด!
“อ๊ะ!” เมิ่งหนานอี้ร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ จากเหตุพลิกผันที่บังเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน จนเผลอหลุดร้องอุทานแผ่วเบาออกมาโดยไม่รู้ตัว เท้าถอยหลังไปครึ่งก้าวตามสัญชาตญาณ หัวใจเต้นกระหน่ำไม่เป็นจังหวะ!
ครั้นเมื่อรวบรวมสติได้ นางจึงเพ่งมองให้ชัดขึ้น เห็นเพียงเงาร่างสูงใหญ่สง่าผ่าเผยของคนผู้หนึ่งยืนขวางอยู่ตรงเบื้องหน้าตน และกำลังค่อยๆชักหมัดที่เพิ่งเหวี่ยงออกไปเมื่อครู่กลับคืนมา
เงาร่างนั้น… กลับเป็นทาสที่เมื่อวานนางนึกครึ้มอกครึ้มใจซื้อกลับมาจากข้างถนน!
ดูคล้ายจะชื่อ… ฉู่เซี่ยว? ไม่สิ…หรือว่า… ฉู่เซียวกระมัง?
จู่ๆเมิ่งหนานอี้ก็นึกชื่อเรียบง่ายนั้นไม่ออกไปชั่วขณะ จำได้เพียงใบหน้าคมคายชัดเจนของเขา ซึ่งยามนี้เปลี่ยนเป็นเยียบเย็นแข็งกระด้างประหนึ่งเหล็กกล้า
ฉู่เซียวชักหมัดกลับมา ข้อนิ้วยังแดงระเรื่อเล็กน้อยจากแรงกระแทก
เขามิได้ชายตามองจ้าวหังที่กำลังร้องครวญครางกลิ้งเกลือกอยู่บนพื้นเลยสักนิด เพียงเอนกายไปด้านข้างเล็กน้อย แล้วหลุบตาลงจ้องมองเมิ่งหนานอี้ที่ยังตกใจไม่หาย พร้อมกับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและนอบน้อมว่า
“คุณหนู ขออภัยที่ทำให้ท่านต้องตกใจ”