พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่115 ข้าตัดสินใจแล้ว! (1)
บทที่115 ข้าตัดสินใจแล้ว! (1)
อย่าได้มัวคิดถึงเรื่องไร้สาระเหล่านั้นอีกเลย อย่าได้นั่งรอความตายอยู่เฉยๆอีกเลย …นางจะต้องรีบลงมือ!
เพียงแค่บุรุษเสเพลอย่างจ้าวหังคนเดียวเห็นทีน้ำหนักจะยังไม่มากพอ! นางต้องการไพ่ในมือที่มากกว่านี้ ต้องการหมากตายที่ร้ายกาจยิ่งกว่าเดิม ทั้งนี้เพื่อฉีกทำลายชื่อเสียงของ‘เมิ่งซีโจว’ ให้แหลกละเอียดจนสิ้น!
นางจะบีบให้ฮูหยินเมิ่งกับเมิ่งหนานอี้ต้องร้องไห้คร่ำครวญ วิงวอนขอคืนฐานะเดิมของตนกลับมาสู่กำมือ และจากนั้น ทั้งคู่ก็จะไม่กล้าแตะต้องมันอีกแม้เพียงปลายเล็บ!
ภายในดวงตาของเมิ่งซีโจวพลันมีประกายเยียบเย็นวาบผ่าน นางสะบัดผ้าห่มแพรเปิดออกอย่างฉับไว
วันนี้นางจะต้องออกไปตกปลา ทั้งยังจะต้องตกให้ได้ถึงสองตัวด้วย!
“คุณหนูใหญ่” เสียงของอนุหลิวคนดีคนเดิมดังมาจากหน้าประตู
“ข้ามีเรื่องสำคัญอยากจะคุยด้วย”
อนุหลิวรึ?
มือของเมิ่งซีโจวพลันชะงักลงเล็กน้อย
นับแต่วันนั้นที่เรือนโยวหลาน อนุหลิวต้องเผชิญกับการซักถามจากฮูหยินเมิ่งต่อหน้าผู้คน แม้หลังจากนนั้นอนุหลิวจะไม่เคยประสบกับการถูกกดขี่รังแกอีกแล้ว ทว่าพฤติกรรมของนางก็ยังคงเหมือนเดิมคือมืดมนและเก็บตัวอยู่แต่ในเรือน น้อยครั้งนักที่จะออกมาให้ผู้ใดพบเห็นหน้า ประหนึ่งว่ากำลังหลบซ่อนตัวเพื่อเลียบาดแผลของตนเองอยู่ และกำลังสั่งสมเรี่ยวแรงภายใต้เงามืดเพื่อรอดำเนินแผนการอันใดบางอย่าง
บัดนี้อนุหลิวเป็นฝ่ายมาหานางเอง จึงคาดเดาได้ไม่ยากว่า… ลึกๆแล้วอีกฝ่ายคงจะตัดสินใจบางสิ่งบางอย่างได้แน่วแน่แล้ว
“เข้ามาเถิด” เมิ่งซีโจวข่มจิตสังหารที่พลุ่งพล่านในใจลง ก่อนจะกลับคืนสู่ความเยือกเย็นสุขุมดั่งที่เคยเป็น
อนุหลิวผลักประตูเปิดเข้ามา นางค้อมกายคารวะเมิ่งซีโจวอย่างนบนอบ ไม่มีคำเกริ่นนำฟุ่มเฟือยแต่อย่างใด เปิดปากได้ก็กล่าวตรงเข้าประเด็นทันที
“คุณหนูใหญ่ วันนี้…ข้า อนุหลิวขอแบกหน้ามาพึ่งพาใบบุญของท่านแล้วแล้ว… เพราะมีเรื่องหนึ่งที่อยากจะใคร่ขอความช่วยเหลือจากท่าน ข้า…อยากขอแบ่งทอนอำนาจบางส่วนที่อนุเสิ่นครอบครองอยู่มาเป็นของตน! เพียงแต่ไม่ทราบว่า ควรลงมือเช่นไรดี?”
แววตาของเมิ่งซีโจวสั่นไหวระริกแผ่วเบา ทว่าภายในใจกลับเอ่อล้นด้วยความชื่นใจระลอกหนึ่ง
ในที่สุดอนุหลิวก็เรียนรู้ที่จะเป็นฝ่ายลงมือก่อนแล้ว
อาศัยเพียงการรอคอยกับความอดกลั้น ย่อมไม่มีวันแลกมาซึ่งชัยชนะได้แน่
ในที่สุด สตรีนางนี้ก็เริ่มเข้าใจถึงสัจธรรมบางอย่างแล้วกระมัง การอยู่อย่างสงบนั้นไม่เคยช่วยให้ชีวิตสงบสุขได้จริง และควรต้องเป็นฝ่ายลงมือช่วงชิงสิ่งที่ตนพึงได้ด้วยตัวเอง รวมทั้งนางน่าจะตระหนักได้แล้วว่า การว่ายตามกระแสสถานการณ์ให้เป็นประโยชน์ที่สุดควรทำเช่นไร หรือการวางแผนล่วงหน้าเพื่อป้องกันเภทภัยในอนาคตจำต้องพึ่งพาฝ่ายใด
มุมปากของเมิ่งซีโจวยกขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นรอยยิ้มชื่นชมบางเบา น้ำเสียงที่เปล่งออกมาฟังดูหนักแน่นแน่วแน่
“ข้อเสียของอนุเสิ่นคือความทะนงตนไม่ยอมผู้ใด เรื่องจำพวกผูกสัมพันธ์สร้างมิตรในจวนนั้นแทบไม่มีเลย อีกทั้งยังชอบสร้างศัตรูไว้ทุกหนทุกแห่ง นี่…ก็คือโอกาสของท่านแล้ว”
นางกล่าวเพียงเท่านี้แล้วหยุด มิได้มอบแผนการเป็นรูปธรรมให้ตรงๆ หากแต่ชี้นำให้อนุหลิวไปเสาะหาและฉกฉวยโอกาสนั้นด้วยตนเอง
เมื่ออนุหลิวได้ฟัง ดวงตาทั้งคู่ก็พลันวาววับเป็นประกายคมกล้าขึ้นทันใด นางพยักหน้าหนักหน่วงคราหนึ่ง สีหน้าปรากฏความกระจ่างแจ้งประหนึ่งเมฆหมอกแยกสลาย
“ข้าเข้าใจแล้ว! ขอบพระคุณคุณหนูใหญ่อย่างสูงที่ชี้แนะ!”
เมื่อมองเห็นเปลวไฟแห่งจิตที่คิดต่อสู้ลุกวาบขึ้นในดวงตาทั้งสองของอนุหลิว ความอำมหิตเดือดพล่านที่ก่อขึ้นในใจของเมิ่งซีโจวเพราะฝันร้ายนั้น ดูคล้ายจะสลายเบาบางลงไปได้หลายส่วน
นางกล่าวออกมาอย่างจริงใจ
“ไปเถิดอนุหลิว ขอให้ท่าน…ได้สมปรารถนา”
อนุหลิวค้อมกายคารวะด้วยความซาบซึ้งใจอีกครา ก่อนจะหันกายเดินจากไปพร้อมกับความมุ่งมั่นที่เต็มเปี่ยม
ครั้นส่งอนุหลิวจากไปแล้ว เมิ่งซีโจวก็มิได้รีรอแม้แต่น้อย รีบอาบน้ำชำระกายแล้วเปลี่ยนอาภรณ์โดยเร็ว
ความหวาดผวาที่ตกค้างจากฝันร้ายเมื่อคืนยังคงวนเวียนอยู่ภายในใจ นางจำต้องลงมือในบัดดล เปลี่ยนอารมณ์อันพลุ่งพล่านให้กลายเป็นคมศึกเพื่อเปิดฉากโจมตี!
—
ก่อนหน้านี้เมิ่งหนานอี้ถูกกักบริเวณอย่างเข้มงวด บัดนี้ในที่สุดก็ได้รับอิสรภาพ เมิ่งหนานอี้จึงประหนึ่งนกน้อยที่ถูกปล่อยออกจากกรง นางออกเที่ยวเตร่ไปตามถนนหนทางอันครึกครื้นรุ่งโรจน์ของเมืองหลวงแทบทุกวัน ราวกับต้องการจะชื่นชมทิวทัศน์และหาความสำราญที่พล่องไปเมื่อยามถูกกักขังให้เต็มเปี่ยม
ในวันนี้ นางพาสาวใช้ติดตามออกมาด้วยความกระตือรือร้นเต็มเปี่ยม ตั้งใจจะไปลิ้มลองอาหารตามฤดูกาลจานใหม่หลายอย่าง ที่หอร้อยรสชาติเพิ่งจะทำออกมา
แต่เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่ไม่จำเป็น ยามนางเข้าออกสถานที่ซึ่งมีผู้คนดีชั่วปะปนอยู่เช่นนี้ จึงได้สวมผ้าแพรบางปิดบังโฉมหน้าไว้
ภายในหอร้อยรสชาติ ผู้คนมากมายแน่นขนัดต่างพากันส่งเสียงอื้ออึง กลิ่นหอมของอาหารอบอวลคละคลุ้งไปทั่วทุกสารทิศ
เมิ่งหนานอี้เพิ่งจะนั่งลงสั่งอาหารขึ้นชื่อไปได้ไม่กี่อย่าง เงาร่างหนึ่งซึ่งสวมเสื้อคลุมแพรลายหรูหราจัดจ้านจนดูโอ้อวด ก็เดินส่ายอาดๆเข้ามาขวางอยู่หน้าโต๊ะของนางอย่างคิดเกรงใจ
ผู้มาเยือนนั้นก็หาใช่ใครอื่นไม่ หากแต่เป็นจ้าวหัง บุตรหลานเสเพลผู้มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ไปทั่วทั้งเมืองหลวงแห่งจวนกั๋วกงหนิงนั่นเอง!
ทันทีที่เมิ่งหนานอี้เห็นว่าเป็นเขา แม้จะมีผืนผ้าโปร่งปิดบังใบหน้าไว้ชั้นหนึ่ง ก็ยังอดเหยียดมุมปากด้วยความดูแคลนมิได้ แววตาเปี่ยมล้นไปด้วยความรังเกียจอย่างไม่คิดปิดบังเลยสักนิด
นับว่ายังดีที่มีผ้าคลุมหน้าชั้นนี้อยู่ หาไม่แล้วสีหน้าชิงชังของนางยามนี้ เกรงว่าคงต้องตกสู่สายตาของจ้าวหังเต็มๆ และคงทำให้อีกฝ่ายตกตะลึงจนแทบผงะลุกพรวดขึ้นเป็นแน่!
“คุณชายจ้าวมีธุระอันใดรึ?”
น้ำเสียงเย็นชาที่เมิ่งหนานอี้เปล่งดังแสดงถึงความเหินห่างเด่นชัด ทั้งกายยังเอนถอยไปข้างหลังอย่างไม่รู้ตัวด้วย ทั้งนี้เพื่อเว้นระยะห่างนั่นเอง
ทว่าจ้าวหังกลับหาได้สัมผัสถึงความห่างเหินนี้ไม่ เขาทรุดตัวนั่งลงที่ฝั่งตรงข้ามเมิ่งหนานอี้ทันที แล้วสายตาที่จ้องมองสตรีตรงหน้าก็ดูเร่าร้อนเสียยิ่งกว่าอัคคีเพลิง ประหนึ่งจะเผาผ้าคลุมหน้าของนางแล้วมองทะลุเข้าไปให้ได้!
เมิ่งหนานอี้พลันรู้สึกว่าอากัปกิริยาเช่นนี้ช่างผิดแปลกอย่างยิ่ง
เหตุใดจ้าวหังจึงมองนางประหนึ่งกำลังมองสตรีคนรักอยู่เล่า?
เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นภายในใจ นางก็รีบ “ถุย” ขับไล่สิ่งอัปมงคลอยู่ในใจถึงสามครั้งสามคราอย่างรวดเร็ว
บุรุษอย่างจ้าวหังนั้น หากเปรียบกับนางแล้วก็ประหนึ่งเมฆบนนภากับโคลนตมในดิน ต่างกันราวฟ้ากับเหว! เขาคู่ควรจะมาคิดเพ้อฝันถึงนางได้ด้วยรึ?
แต่กระนั้น สายตาของจ้าวหังก็ยังคงเปี่ยมไปด้วยความอ่อนหวานลึกซึ้งยิ่งนัก และขอเพียงผู้ใดมีตาย่อมต้องมองออกว่า ภายในดวงตาของเขานั้นมีเยื่อใยรักซ่อนเร้นอยู่เต็มเปี่ยม
เมิ่งหนานอี้จึงยิ่งรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก นางรู้จักชื่อของจ้าวหังก็เพราะกิตติศัพท์ด้านเสื่อมเสียของอีกฝ่ายเป็นที่เลื่องลือนั่นเอง จึงได้ลอยมาเข้าหูของนางบ้าง ทว่าแท้จริงแล้ว นางกับเขานับว่าพบหน้ากันไม่ถึงสองครั้งเลยด้วยซ้ำ
แล้วเหตุใดเขาจึงแสดงท่าทีหลงใหล ราวกับปักใจหลงรักนางเสียจนถอนตัวไม่ขึ้นเช่นนี้เล่า?
เมิ่งหนานอี้ยังคงเฝ้าครุ่นคิดด้วยความงุนงงกับตัวเอง แต่แล้วกลับคาดไม่ถึงว่า จู่ๆจ้าวหังจะอ้าปากตะโกนเสียงดังลั่นออกมาต่อหน้านาง และเสียงนั้นก็ดังกังวานก้องแทบกลบความอึกทึกทั่วทั้งหอแห่งนี้จนสิ้น
“ข้าตัดสินใจแล้ว! ข้าจะแต่งเจ้ามาเป็นภรรยา!”
เพียงไม่กี่คำนี้ ก็ดังสะท้านไปทั่วทั้งโถงใหญ่!
บรรยากาศจากที่เคยคึกคักไปทั่วทั้งโถงของหอร้อยรสชาติ พลันเงียบสงัดลงฉับพลันในชั่วขณะอึดใจ!