พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่122 แสนเชื่องเยี่ยงสัตว์เลี้ยงน่าสมเพช (2)
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่122 แสนเชื่องเยี่ยงสัตว์เลี้ยงน่าสมเพช (2)
บทที่122 แสนเชื่องเยี่ยงสัตว์เลี้ยงน่าสมเพช (2)
ฉู่เซียวที่รับรู้ได้ถึงสายตาที่เมิ่งหนานอี้ใช้มองสำรวจตน ร่างของเขาพลันหดเกร็งขึ้นวูบหนึ่ง แต่แล้วก็จางหายไปอย่างรวดเร็วจนมิอาจสังเกตเห็นได้
สายตานั้นประหนึ่งมีตัวตนจริง ทั้งยังแฝงไอร้อนผ่าวและกวาดมองสำรวจจนทำให้เขารู้สึกราวไร้ที่หลบเร้น
แต่ก่อนเขาเคยชินกับการเป็นเพียงเงามืดผู้หนึ่ง
เคยชินกับการหลบสายตาผู้คน
เคยชินกับการซ่อนกายอยู่ในที่มืด
ทว่าครานี้กลับมีความกล้าอย่างหนึ่งซึ่งแทบคล้ายการทรมานตนพุ่งขึ้นจากส่วนลึกของหัวใจ เขาบังคับตนมิให้เบือนสายตาหนี บังคับตนให้เผชิญกับดวงตาคู่นั้น — ดวงตาที่สามารถกำหนดความเป็นความตายของเขาได้โดยง่ายดาย
เมิ่งหนานอี้มองดูท่าทีที่เขาฝืนข่มตนให้สงบนิ่งเช่นนั้น ความรู้สึกสนใจสายหนึ่งพลันพาดผ่านดวงตาของนาง แล้วนางก็ได้ขยับก้าวขึ้นหน้าไปหนึ่งก้าว
ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองพลันหดสั้นลงในบัดดล
ลมหายใจคลอเคลียสอดประสานต่างแลกเปลี่ยนไออุ่นกัน
ท่ามกลางสายตาของฉู่เซียว ที่ยามนี้รูม่านตาได้หดแคบลงอย่างฉับพลัน นางค่อยๆยกมือขวาขึ้น ก่อนจะเหยียดนิ้วชี้ขาวผ่องดุจหยกออกมา
ปลายนิ้วนั้นเชยคางของฉู่เซียวขึ้นอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าระคนยั่วยวนหลายส่วน
กาลเวลาราวกับแข็งค้างหยุดนิ่งลง ณ ห้วงขณะนั้น
ฉู่เซียวเพียงรู้สึกว่าหัวใจของตนราวถูกมือที่มองไม่เห็นข้างหนึ่งบีบรัดเข้าอย่างแรง ก่อนจะเหวี่ยงโยนขึ้นสู่ห้วงเวิ้งสูงลิบนับหมื่นจั้งในชั่วพริบตา!
ทว่าสายตาของเขากลับประหนึ่งถูกตรึงตอกไว้แน่น มิกล้าขยับเขยื้อนแม้เพียงครึ่งส่วน ได้แต่จับจ้องอยู่บนใบหน้าของเมิ่งหนานอี้ซึ่งยามนี้อยู่ใกล้เพียงคืบอย่างไม่ลดละ
เมิ่งหนานอี้มองเห็นประกายร้อนแรงในดวงตาของฉู่เซียว ที่ยามนี้คล้ายแทบอยากจะกลืนกินนางเข้าไปทั้งร่าง เห็นร่างทั้งร่างของเขาแข็งค้างด้วยความตึงเครียดถึงขีดสุด ริมฝีปากแดงงามของนางจึงค่อยๆยกโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา
เดิมทีรูปโฉมของนางก็งดงามสะพรั่งมากแล้ว ครั้นยามนี้แย้มยิ้มออกมา กลับประหนึ่งบดบังสีสันทั้งโลกให้หม่นลงฉับพลัน
ลมหายใจของฉู่เซียวพลันหยุดชะงักแน่นิ่ง
ภายในดวงตาของเขาเหลือเพียงรอยยิ้มงามล่มเมืองของเมิ่งหนานอี้ สมองพลันขาวโพลนว่างเปล่า สิ้นทั้งความระแวดระวัง สิ้นทั้งการยับยั้งชั่งใจ ทุกสิ่งทุกอย่างพังทลายลงต่อหน้าเพราะรอยยิ้มนั้นจนไม่เหลือชิ้นดี
สีหน้าของเขาเผยความรู้สึกลุ่มหลงเคลิบเคลิ้มออกมาอย่างมิอาจควบคุม จนเกือบจะดูคล้ายคนงมงายโง่เขลา ราวกับผู้แสวงบุญผู้ในที่สุดก็ได้เข้าเฝ้าต่อหน้าเทพเซียนอย่างแท้จริง
เมิ่งหนานอี้พึงพอใจต่อปฏิกิริยาของเขายิ่งนัก
นางขยับนิ้วชี้ที่เชยปลายคางของเขาอย่างแผ่วเบา ปลายนิ้วออกแรงเพียงน้อยนิด คล้ายกำลังหยอกล้อกับสุนัขเชื่องตัวหนึ่งเล่น ทั้งยังคล้ายกำลังเกาคางให้สุนัขที่ส่ายหางออดอ้อนอย่างน่าสมเพชตัวหนึ่ง
ริมฝีปากแดงระเรื่อของนางแย้มออกอย่างเชื่องช้า ถ้อยวาจาที่เปล่งออกมาประหนึ่งคมมีดเย็นเยียบที่เคลือบฉาบไว้ด้วยน้ำผึ้งหวาน
“หากว่า… ข้าต้องการให้เจ้าช่วยฆ่าคนสักผู้หนึ่งเล่า” นางเอียงศีรษะเล็กน้อย รอยยิ้มมุมปากยิ่งลึกล้ำมากขึ้นกว่าเดิม ทว่าลึกลงในดวงตากลับมีเพียงไอเย็นของการคิดคำนวณ
“เจ้าจะยินดีหรือไม่?”
ไร้ซึ่งความลังเลแม้เพียงเสี้ยว
กระทั่งช่วงคั่นแห่งความคิดสักนิดก็หามีไม่!
หัวใจของฉู่เซียวที่เต้นกระหน่ำราวจะคลุ้มคลั่งนั้น ในห้วงอึดใจที่ได้ยินเสียงนางเปล่งออกมา เขาก็ได้ให้คำตอบกลับไปเรียบร้อยแล้ว
ฉู่เซียวพยักหน้าหนักหน่วงรุนแรง
“ยินดีขอรับ! ต่อให้ต้องตายหมื่นครั้ง ผู้น้อยก็ไม่คิดถอยหนีเป็นแน่!”
เสียงนั้นแหบพร่าเพราะความตื่นเต้นสุดขีด ทว่าน้ำหนักคำกลับหนักแน่นดุจตัดเหล็กผ่าตะปู
ให้เขาฆ่าคนเพื่อนางน่ะหรือ?
เรื่องนี้หาใช่คำสั่งที่ไหนกัน แต่นับเป็นพระคุณอันประเสริฐต่างหากเล่า! เพราะนั่นจะเป็นโอกาสอันดีให้เขาได้พิสูจน์ว่า ตนนั้นยังมีค่า! ยิ่งไปกว่านั้น… หากนางต้องการแม้กระทั่งชีวิตของเขา เขาก็เพียงน้อมรับด้วยความจงรักภักดี แล้วประคองสองมือถวายให้นางอย่างนอบน้อมเท่านั้น
หากสามารถตายในมือนางได้ หากความตายของเขาจะยังพอมีประโยชน์แก่นางบ้างแม้เพียงเศษเสี้ยว นั่นย่อมนับเป็นเกียรติสูงสุดในชีวิตนี้ของเขาแล้ว นับเป็นความตายที่ควรค่าอย่างแท้จริง!
แววตาของเมิ่งหนานอี้พลันสว่างวาบขึ้นคราหนึ่ง ก่อนจะเจือด้วยความดูแคลนบางเบาซึ่งผู้ใดก็ยากจะสังเกตเห็นได้
นางชักนิ้วที่ใช้เชยคางอีกฝ่ายกลับคืน การเคลื่อนไหวนั้นฉับไวและเด็ดขาด ประหนึ่งโยนเครื่องมือที่ใช้เสร็จแล้วทิ้งไป
ทว่าในเสี้ยวขณะที่ปลายนิ้วน้อยๆเย็นเยียบนั้นผละออกจากผิวกาย ฉู่เซียวพลันรู้สึกราวกับร่างทั้งร่างได้สูญเสียสิ่งค้ำจุนไป เกิดความรู้สึกว่างเปล่าขึ้นภายในใจอย่างมิอาจหักห้าม
ถึงขั้นที่เขามิอาจควบคุมตนเองได้ชั่วขณะ เผลอยื่นใบหน้าตนล้ำออกตามนิ้วนั่นเล็กน้อย สายตาก็ไล่ตามมือขาวนวลนุ่มดุจหยกที่ชักกลับไปอยู่ชั่วขณะหนึ่ง
พฤติกรรมเยี่ยงนี้ของเขา แทบไม่ต่างอันใดจากสัตว์เลี้ยงน่าสมเพชตัวหนึ่ง ที่ทั้งขาดความอบอุ่น และโหยหาการลูบไล้ด้วยความรักใคร่จากนายของมันอีกสักครา
ท่าทีที่พยายามไล่ตามและไขวคว้านั้น ฉาบไปด้วยแววอาลัยอันแสนต่ำต้อยและความผูกพันอันน่าเวทนา
ครั้นเมื่อภาพฉากนี้ตกสู่สายตาของเมิ่งหนานอี้เข้า นั่นกลับยิ่งปลุกเร้าความรู้สึกเหยียดหยันน่าสมเพช ที่ซุกซ่อนในจุดลึกสุดของหัวใจนางให้ปะทุขึ้นอีกระดับ
บุรุษทั้งหลาย ณ ใต้หล้าแห่งนี้… แน่แท้แล้วว่า พวกมันล้วนแต่สัตว์ต่ำช้าน่ารังเกียจทั้งหมด!
ไม่ว่าภายนอกจะดูเย็นชาแข็งกร้าวสักเพียงใด ครั้นเมื่ออยู่ต่อหน้านางแล้ว สุดท้ายก็ล้วนกลายเป็นสุนัขเชื่องที่เอาแต่ส่ายหางวิงวอนทั้งสิ้น
ขอเพียงนางแสร้งโอนอ่อนให้สักนิด เพียงกระดิกนิ้วเรียกเบาๆ พวกมันก็ดุจฉลามได้กลิ่นคาวเลือด จักต้องพากันกรูกันเข้ามาหาไม่ขาดสาย ยอมพลีชีพฝ่าน้ำลุยไฟเพื่อนาง ยอมถวายได้ทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่งชีวิตของตน
“ดีมาก” มุมปากของเมิ่งหนานอี้ยังคงยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอย่างผู้มีชัย
ดูเหมือนว่าอารมณ์ของนางจะดีขึ้นมาก นางจึงยกมือขึ้นตบไหล่แข็งเกร็งของฉู่เซียวเบาๆ ราวกับกำลังให้รางวัลสุนัขล่าเนื้อที่เชื่อฟังตัวหนึ่ง
ขณะที่ยกมือขึ้นตบไหล่นั้น กลิ่นหอมเย็นเข้มข้นดุจเส้นไหมไร้รูปสายหนึ่ง ก็พลันโชยเข้าปะทะกับปลายจมูกของฉู่เซียว
กลิ่นหอมเข้มข้นที่แฝงความเอาแต่ใจจนเขามิอาจต้านทาน ค่อยๆแทรกซึมเข้าสู่ห้วงลมหายใจของฉู่เซียวทีละสายทีละเส้น ก่อนจะแทรกซึมไปทั่วทั้งสรรพางค์กายในที่สุด
ฉู่เซียวนั้นพลันสัมผัสได้ว่าศีรษะของตนมึนงงไปชั่วขณะ ราวกับตนกำลังอยู่ในห้วงความฝันหอมหวานที่สุดฉากหนึ่ง
กลิ่นหอมนั้นประหนึ่งสุราพิษเข้มข้นชั้นเลิศ แฝงไว้ด้วยแรงเย้ายวนถึงตาย และทำให้เขายินยอมจมดิ่งลงไปด้วยความสมัครใจ
เขาจำต้องใช้แรงใจทั้งหมดทั้งมวล จึงจะสามารถสะกดตนเองมิให้สูดดมกลิ่นหอมนั้นอย่างละโมบได้ และไม่ปล่อยกายใจไปตามสัญชาติญาณ จนเผลอเอนเข้าหาต้นตอของกลิ่นหอมนั้น
เขาราวกับกำลังยืนอยู่ตรงปากเหวลึกหมื่นจั้ง ขอเพียงก้าวไปข้างหน้าอีกก้าวเดียว ย่อมต้องตกลงไปตายเป็นแน่ ไม่มีวันได้ฟื้นคืนชีพ และจำต้องทนทุกข์อยู่ชั่วกัปชั่วกัลป์
ทว่าเขากลับเต็มใจอย่างยิ่ง
เขาเงยหน้าขึ้นมองดวงตาทั้งสองของเมิ่งหนานอี้ ซึ่งยามนี้ใบหน้านั้นประดับด้วยรอยยิ้มหวานฉ่ำ จนเขาเผลอคิดเข้าข้างตัวเองในใจว่า
ดูเหมือนว่า… หากพินิจดูดีๆแล้ว ตัวเขาเองก็ใช่ว่าจะเป็นฝ่ายตกหลุมรักนางฝ่ายเดียว
เพราะไม่แน่ว่า… อีกฝ่ายก็อาจมีใจให้เขาด้วยเช่นกัน!