พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่124 หมายพิชิตนาง จำต้องเหนือกว่าอีกขึ้น
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่124 หมายพิชิตนาง จำต้องเหนือกว่าอีกขึ้น
บทที่124 หมายพิชิตนาง จำต้องเหนือกว่าอีกขึ้น
หากยังขืนเล่นเกมแปลถ้อยอักษรอันลุ่มลึกยากจะหยั่งถึงของท่านอาจารย์เสวียนชิงต่อไป เกรงว่านังหญิงชั่วช้าเมิ่งซีโจวนั่น คงมิใช่เพียงมีแรงกดข่มหนานหนานเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น แต่เกรงว่าคงจะเหยียบขึ้นมานั่งอยู่เหนือศีรษะของนางเป็นแน่แท้ ทั้งยังต้องอวดอำนาจทำการข่มเหงอย่างกำเริบเสิบสาน หรือกระทั่ง… อาจร่ายรำบท ‘หงส์คืนรัง’ ต่อหน้านางด้วยเป็นแน่!
ความคับแค้นชิงชังประหนึ่งเพลิงพิษ ได้แผดเผาสติของฮูหยินเมิ่งจนมอดไหม้ นางแทบอยากจะขยำจดหมายฉบับนั้นให้ยับย่นเสียเดี๋ยวนี้ แล้วขว้างมันลงไปกับพื้น จากนั้น จึงค่อยเขียนจดหมายอีกฉบับไปตำหนิท่านอาจารย์เสวียนชิงอย่างรุนแรง
ทว่า… นางไม่สามารถทำเช่นนั้นได้
ท่านอาจารย์เสวียนชิงเป็นบุคคลระดับใดเล่า? เขาคือผู้วิเศษนอกโลกีย์อย่างแท้จริง เป็นผู้ที่มีความสามารถปรับแต่งกลไกสวรรค์ มีวิชาอันลึกล้ำเหนือสามัญ การที่เขายอมลดฐานะอันสูงส่งลงมาชี้ทางคลี่ม่านหมอกให้นางได้เห็น ก็นับว่าเป็นบุญคุณและวาสนาอันใหญ่หลวงเหลือคณานับของนางแล้ว
ความคับแค้นชิงชังและความกระวนกระวายใจทั้งปวง สุดท้ายแล้วล้วนทำได้เพียงแปรเปลี่ยนเป็นเสียงทอดถอนใจอย่างอับจนปัญญาคราหนึ่ง ก่อนจะถูกกดข่มกลับลงสู่ก้นบึ้งของหัวใจอย่างฝืนทน ยามนี้นางรู้สึกหนักอึ้งเสียจนคล้ายถูกถ่วงรั้งอยู่ภายใน
ฮูหยินเมิ่งข่มตาหลับอย่างเชื่องช้า คล้ายกำลังยอมจำนนต่อโชคชะตา ครั้นเมื่อลืมตาตื่นขึ้นอีกครา สีหน้าก็กลับสงบราบเรียบ นางคลี่จดหมายฉบับนั้นวางลงบนโต๊ะ ก่อนจะก้มหน้าก้มตาอ่านและตีความอย่างละเอียดอีกครั้ง
ปลายนิ้วของนางค่อยๆลูบผ่านรอยหมึกไปทีละตัวอักษร
“กำจัดพยัคฆ์ ถอนเขี้ยว ทำลายจิตผลาญปัญญา ข้าจะต้องแสวงหาโอกาสหนึ่งในหมื่นนี้ให้พบ…”
ตัดกำลังผู้เกื้อหนุน ทำลายสติปัญญา ยากยิ่งกว่าปีนป่ายสู่สวรรค์!
แต่มิว่านางจะพยายามอ่านทวนซ้ำอีกกี่รอบ ความหมายก็คล้ายกำลังเกลี้ยกล่อมให้นางยอมถอยหนึ่งก้าว และให้เลิกยึดติดเสีย
ทว่าเพื่อหนานหนานของนาง เพื่อ… ฉินหลางของนาง ต่อให้เบื้องหน้าไร้ซึ่งหนทางรอด นางก็จะเจาะหินเปิดทางเป็นเส้นทางหนึ่งขึ้นมาให้จงได้!
นางไม่เชื่ออย่างเด็ดขาดว่า บนโลกใบนี้จะมีเรื่องใดที่สู้อุตส่าห์ทุ่มเทอย่างสุดกำลังแล้ว กลับจะทำไม่สำเร็จได้
ไม่ว่าอย่างไร นางก็จะเดิมพันอย่างเต็มกำลัง เข้าต่อสู้อย่างไม่คิดล่าถอย
—
ครั้นเมิ่งซีโจวออกมาจากเรือน หิมะขนห่านก็โปรยปรายลงมาจากท้องนภาอีกครา นางยกมือขึ้นรองรับเกล็ดหิมะกลุ่มหนึ่งเอาไว้
แทบมิรู้ตัวเลยว่า ปลายปีได้มาถึงแล้ว
สายตาของนางกวาดผ่านสองฟากถนนเส้นยาว เห็นหน้าร้านไม่น้อยต่างแขวนโคมแดงมงคลเอาไว้แล้ว อีกทั้งยังผูกแพรสีผืนใหม่เพิ่มความงดงามด้วย ทำให้ฤดูหนาวที่เงียบเหงาเยียบเย็นนี้ พลันมีไออุ่นของความครึกครื้นเพิ่มขึ้นหลายส่วน
ใกล้จะถึงเทศกาลขึ้นปีใหม่แรมใหม่เข้าไปทุกทีแล้ว
เพียงหนึ่งความคิดนี้ผุดปรากฏ ห้วงคำนึงของเมิ่งซีโจวก็พลันหวนนึกไปถึงพิธีการ และธรรมเนียมต่างๆของวาระปีใหม่อย่างมิอาจหักห้ามได้
ด้วยอุปนิสัยของเมิ่งชินรุ่ยที่ทั้งระแวดระวังเสียยิ่งกว่าสิ่งใด ทั้งยังหวงหน้าถือตาจนเข้ากระดูก เขาย่อมไม่มีวันวางใจมอบหมายให้อนุเสิ่นจัดการงานทั้งปวงแต่เพียงผู้เดียวเป็นแน่ อนุหลิวเองก็ยังตั้งหลักได้ไม่มั่นคงนัก จึงมิอาจแบกรับภาระหนักอึ้งนี้ไว้ได้เช่นกัน
เช่นนั้นแล้ว ฮูหยินเมิ่งย่อมต้องถูกปล่อยตัวออกมา และย่อมกลับมารับอำนาจดูแลกิจการภายในจวนอีกครั้งเป็นแน่
แม้นางกับฮูหยินเมิ่งต่างก็รู้อยู่แก่ใจดีว่า คำสั่งกักบริเวณนั้นอย่างไรเสียก็คงยืดไปได้อีกไม่นาน เมิ่งชินรุ่ย เจ้าคนขี้ขลาดไร้กระดูกผู้นั้น แท้จริงแล้วไม่อาจขาดฮูหยินเมิ่งได้เลย
ยิ่งไปกว่านั้น ที่เขาลงโทษฮูหยินเมิ่งเพราะเรื่องของเมิ่งจิ่งหมิงนั้น สาเหตุใหญ่ก็เป็นเพราะฮ่องเต้ทรงมีพระบัญชาเรื่องกองทัพตระกูลใหญ่นั่นเอง ในบรรดาบุตรชายทั้งหลายของเขา มีเพียงเมิ่งจิ่งหมิงผู้เดียวที่ยังพอใช้การได้ เลี้ยงทหารไว้พันวัน ก็เพื่อใช้เพียงยามคับขันแค่ครั้งเดียว ทว่าในห้วงเวลาสำคัญใกล้สู่เส้นชัยเช่นนี้ กลับเพิ่งพบว่าคนที่ควรเรียกใช้กลับถูกผู้อื่นเล่นงานเสียก่อนแล้ว ทำให้จำต้องผลักไสบุตรชายคนอื่นไปตายแทนอีก
แต่หากดูจากประสิทธิภาพการทำงานของซ่งเฉิงจี้ ข่าวยกเลิกกองทัพตระกูลใหญ่น่าจะใกล้จะมาถึงแล้ว โทสะภายในใจของเมิ่งชินรุ่ยย่อมต้องบรรเทาลง และเขาก็จะสามารถกลับไปใช้ชีวิตสงบดังเดิมได้
เพียงแต่ว่า…
สภาพการณ์ที่เงียบงันเช่นนี้ การรอคอยให้คลายโทษอย่างจำนน และเป็นฝ่ายตั้งรับอยู่อยู่เช่นนี้ ช่างดูไม่เหมือนแบบฉบับที่ฮูหยินเมิ่งถนัดเลยแม้แต่น้อย
เมิ่งซีโจวเงยหน้าขึ้น เกล็ดหิมะโปรยตกลงบนแพขนตาเรียวยาวของนางอย่างแผ่วเบา
ท้องนภาเป็นสีเทาหม่นอึมครึม ประหนึ่งมีม่านหมอกหนักอึ้งกดทับ จนจิตใจนางพลอยจมดิ่งลงเล็กน้อย
ฮูหยินเมิ่งหาใช่สตรีเรือนในเช่นคนสามัญทั่วไปไม่
นางถือกำเนิดจากตระกูลสูงศักดิ์นับเป็นชนชั้นผู้ดีอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดูแลจัดการ เล่ห์เหลี่ยมภายในใจ หรือกระทั่งความทะเยอทะยาน ล้วนไม่มีขาดตกบกพร่องแม้สักอย่าง หากมิใช่เพราะวงศ์ตระกูลติดค้างหนี้บุญคุณครั้งใหญ่ ต่อเหล่าผู้อาวุโสแห่งจวนจงหย่งโหวอยู่ประการหนึ่งแล้ว นางย่อมไม่มีวันยอมลดตัวลงมาแต่งกับเมิ่งชินรุ่ย บุรุษประเภทที่มีเพียงชื่อเสียงฉาบหน้า ภายในกลับกลวงโบ๋ว่างเปล่า และแสนจะไร้ความสามารถเช่นเขาเป็นแน่
หลายปีมานี้ เรือไม้ผุพังอย่างจวนจงหย่งโหวที่โคลงเคลงอยู่ท่ามกลางลมฝน แต่ยังพอฝืนรักษาหน้าเอาไว้ได้นั้น ทั้งหมดล้วนต้องอาศัยฮูหยินเมิ่งผู้เดียวที่กัดฟันค้ำจุนเอาไว้อย่างสุดกำลัง นางอาศัยสติปัญญาของตนเพียงลำพัง ฝืนต้านล้อเกวียนที่กำลังฉุดพาจวนโหวถอยหลังลงเหวไว้อย่างยากเย็น
สตรีเช่นนี้ ในมือจำต้องกุมทรัพยากรที่โยงใยสลับซับซ้อนไว้มากเพียงใดกัน? เบื้องหลังจะซุกซ่อนเครือข่ายผู้คนที่มิมีใครล่วงรู้ไว้อีกสักเท่าใด?
นางเปรียบประหนึ่งสัตว์ร้ายตัวเขื่องที่หมอบซ่อนอยู่ในเงามืด แม้เขี้ยวเล็บแหลมคมแล้ว แต่ความอดทนกลับน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า
บัดนี้นางกลับสงบนิ่งผิดปกติจนดูน่าหวาดผวา ประหนึ่งความเงียบงันชวนให้หายใจไม่ออกก่อนพายุคลั่งจะโหมจะกระหน่ำ… แท้จริงแล้วนางกำลังรอสิ่งใดอยู่กันแน่? และนางกำลังบ่มเพาะแผนการอันใดอยู่ในที่ลับกันแน่?