พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่131 วันส่งสหายออกศึก
บทที่131 วันส่งสหายออกศึก
องค์หญิงใหญ่ทรงสวมเกราะหมิงกวงสีเงินสว่างวาววับ พระวรกายตั้งตรงสง่างามดุจต้นสน นับเป็นภาพองอาจห้าวหาญที่เมิ่งซีโจวคุ้นตามาตั้งแต่วัยเยาว์
เพียงได้มองสตรีตรงหน้า ปลายจมูกของเมิ่งซีโจวก็พลันแสบร้อนขึ้นเล็กน้อย นางเอ่ยเสียงแผ่ว “องค์หญิงเพคะ พระองค์ยังคงองอาจผึ่งผายมิต่างจากเมื่อครั้งก่อนจริงๆ หม่อมฉันจะรอพระองค์… นำทัพกลับมาอย่างมีชัยเพคะ”
กลางหว่างคิ้วและดวงตาห้าวหาญทั้งสองขององค์หญิงใหญ่ ปรากฏร่องรอยเหนื่อยล้าจางๆแฝงเร้นอยู่ ทว่าพระองค์ยังคงแย้มสรวลออกมาอย่างผ่อนคลายแต่หนักแน่น ยื่นพระหัตถ์ออกมาประคองมือของเมิ่งซีโจวที่กำลังผูกผ้าอธิษฐานให้พระองค์ไว้เบาๆ
“วางใจเถิด การไปครั้งนี้ของเรา ย่อมจะไม่ปล่อยให้เจ้าต้องรอนานแน่”
เมิ่งซีโจวพยักหน้าหงึกๆ จากนั้น จึงค่อยๆบรรจงผูกผ้าอธิษฐานให้แน่น แล้วใช้ปลายนิ้วลูบให้เรียบ
ครั้นผูกผ้าให้องค์หญิงใหญ่เสร็จแล้ว นางจึงหันไปมองเจียงจี้เยว่สหายอีกคนที่ยืนอยู่ข้างกัน ผู้ที่กำลังจะมุ่งหน้าเข้าสู่สนามรบเช่นกัน
สนามรบไร้ปรานี ดาบกระบี่ไร้ตา จากไปครานี้ หนทางไกลโพ้นดุจขุนเขาสูงสายน้ำยาว ภัยร้ายยากจะหยั่งรู้คาดเดาได้
บางทีการลาจากในวันนี้ อาจเป็นการพลัดพรากชั่วนิรันดร์ก็ได้
ความคิดนี้หนักอึ้งประหนึ่งศิลาก้อนใหญ่กดทับอยู่กลางใจของเมิ่งซีโจว
เจียงจี้เยว่ในยามนี้ รวบผมดำขลับสูงขึ้นเป็นหางม้าอย่างทะมัดทะแมง ดวงตาทั้งสองสุกสกาวดุจดวงดารา เรือนกายสวมชุดรัดกุมสีดำสนิทที่พร้อมเคลื่อนไหว เผยให้เห็นเรือนร่างปราดเปรียวแข็งแรง กระบี่ประดับอยู่ข้างเอวนาง กลิ่นอายองอาจห้าวหาญแผ่ซ่านจนผู้คนมิอาจละสายตา ช่างแตกต่างจากภาพลักษณ์ในยามปกติของนางมากนัก ที่มักมีท่าทีเอื่อยเฉื่อยเกียจคร้าน ทั้งยังมักพกเอากลิ่นเมามายติดกายไว้สามส่วนเสมอ ยามนี้ช่างแตกต่างกันราวกับเป็นคนละคนอย่างแท้จริง
“นี่ๆๆ”
เจียงจี้เยว่ที่ถูกสายตาสับสนลึกล้ำของเมิ่งซีโจวจ้องมองแน่นิ่ง จนทำให้นางรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง จึงจงใจสะบัดไหล่ทั้งสองเกินจริง แล้วเอ่ยด้วยท่าทางรังเกียจว่า “นี่เจ้ามองข้าด้วยสายตาเช่นนั้นทำไมกัน? เห็นแล้วช่างชวนให้ขนลุกเสียจริง!”
เมิ่งซีโจวถูกวาจาของนางยั่วโมโหจนถึงกับต้องกลอกตาอย่างอดไม่ได้ ก่อนจะฉุดข้อมือนางเข้ามาอย่างไม่สบอารมณ์นัก แล้วจัดการพันผ้าอธิษฐานให้
“ต่อให้ต้องคลาน เจ้าก็จะต้องคลานกลับมาหาข้าให้ได้! ข้าไม่อนุญาตให้เจ้าตายเด็ดขาด! ได้ยินหรือไม่?!”
เจียงจี้เยว่ปล่อยให้นางขยับมือจัดการตามใจชอบ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ก่อนจะลากเสียงยาวตอบรับกลับไปว่า
“น้อมรับบัญชา~”
ครั้นเมิ่งซีโจวผูกผ้าให้เรียบร้อยแล้ว เจียงจี้เยว่จึงชักมือกลับคืนมา แล้วปลายนิ้วก็เคลื่อนไหวแผ่วเบา จัดการปัดปอยผมข้างขมับของเมิ่งซีโจวที่ถูกลมหนาวพัดจนยุ่งเหยิงให้เข้าที่
ครั้งนี้ เมิ่งซีโจวมิได้หลบเลี่ยงเหมือนเช่นทุกครา
สีหน้าหยอกเย้าบนใบหน้าเจียงจี้เยว่ค่อยๆเลือนหายไป แววตากลับกลายเป็นสงบนิ่งและคมกริบ นางทอดสายตามุ่งไปยังทิศเหนืออันไกลโพ้น แล้วเอ่ยเสียงเคร่งขรึมขึ้นว่า
“การออกรบครานี้ มีเป้าหมายเพื่อขับไล่ศัตรู พวกเราจะทุ่มเทอย่างสุดกำลัง”
นางชะงักงันไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่อทีละคำอย่างหนักแน่นและชัดถ้อยชัดคำ ราวกับเสียงนั้นได้กระแทกลงพื้นดังสนั่น
“อย่างไรเสีย หากชกหมัดแรกให้เปิดทางได้ ก็ย่อมกันมิให้มีอีกร้อยหมัดตามมา!”
สายพิณแห่งหัวใจที่ตึงเครียดของเมิ่งซีโจว คล้ายถูกถ้อยคำอันเปี่ยมพลังนี้กระทบเบาๆ นางยิ้มออกมา แล้วแสร้งทำสีหน้าท่าทางจริงจัง ยกกำปั้นขึ้นชกใส่ห้วงอากาศว่างเปล่าไปคราหนึ่ง
“เช่นนั้นมิใช่ว่าจะยิ่งง่ายดายหรอกรึ? หากหมัดนี้ของเจ้าชกออกไป เกรงว่าศัตรูคงต้องไปเข้าแถวรออยู่ในปรโลกแล้วกระมัง!”
องค์หญิงใหญ่และเจียงจี้เยว่ต่างถูกคำหยอกเย้าของเมิ่งซีโจวเรียกเสียงหัวเราะออกมา ท่ามกลางสายลมหนาวเหน็บยามเช้าที่เสียดแทงถึงขั้วกระดูก เสียงหัวเราะของสตรีทั้งสามเปล่งดังขึ้นเพียงชั่วครู่ ทว่ากลับแจ่มใสปลอดโปร่งยิ่งนัก
ไม่นาน เสียงเขาสัตว์ก็ดังกังวานก้องยาวไกล เวลาในการยกทัพออกศึกมิอาจรั้งรอให้ล่าช้าได้
เมิ่งซีโจวเก็บรอยยิ้มบนใบหน้าลงอย่างเงียบงัน ก่อนจะถอยไปยืนอยู่ริมทาง เพื่อเปิดทางให้เหล่าทหารกล้าจากไป
กองทัพอันเกรียงไกรเคลื่อนขบวนไปเบื้องหน้าอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ฝุ่นดินพลันฟุ้งตลบขึ้นตามฝีเท้าและล้อรถศึก
สายตาของเมิ่งซีโจวจับจ้องไปตามเงาร่างสูงสง่าและหนักแน่นมั่นคงสองร่าง ที่อยู่หน้าสุดของขบวนทัพอย่างไม่ละสายตา ในใจได้แต่เฝ้าภาวนาอย่างเงียบงัน
ขอให้สวรรค์คุ้มครองแคว้นซ่ง ขอให้พวกนางทั้งสอง… เปิดศึกได้รับชัยชนะ ธงชัยโบกสะบัด และหวนกลับคืนมาอย่างปลอดภัยด้วยเถิด!
ทันใดนั้น เสียงทุ้มกระด้างดังลั่นเสียงหนึ่งก็พลันระเบิดขึ้นท่ามกลางขบวนทหาร ที่กำลังเคลื่อนไปข้างหน้า
“แม่นางเมิ่ง! แม่นางเมิ่ง! ถึงกับมาส่งข้าออกศึกด้วยตนเองเชียวรึ!?”
หัวใจของเมิ่งซีโจวพลันกระตุกวูบอย่างแรง ลางสังหรณ์ไม่ดีพลันผุดขึ้นในใจทันใด!
นางหันไปมองตามเสียงนั้น และเห็นว่าท่ามกลางขบวนทัพนั้น มีทหารผู้หนึ่งสวมเกราะหนักเทอะทะ รูปร่างกำยำสูงใหญ่เป็นพิเศษ กำลังละเมิดวินัยทหาร โบกไม้โบกมือมายังทิศทางที่นางยืนอยู่อย่างบ้าคลั่ง!
ใบหน้าดำคล้ำที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นดีใจ ประหนึ่งเขียนอักษรคำว่า ‘ตื่นเต้น’ ไว้เต็มหน้าเช่นนั้น หากมิใช่สวีจี้ชางแล้ว ยังจะเป็นผู้ใดได้อีกเล่า?!
กลิ่นเต่าสาบสางเข้มข้นจนแทบทำให้ผู้คนขาดใจตาย พวยพุ่งตามเสียงนั้นมาอย่างมิให้ตั้งตัว กลิ่นสาปบุกทะลวงเข้าสู่โพรงจมูกของเมิ่งซีโจวรุนแรง!
สวรรค์! นี่ช่างน่ากลัวเสียยิ่งกว่าพบเจอภูตผีในป่าเปลี่ยวรกร้างเสียอีก!
เมิ่งซีโจวกลั้นหายใจในทันที ภายในกระเพาะพลันปั่นป่วนพลิกคว่ำพลิกหงาย ใบหน้าพลันซีดเผือดลงไปหลายส่วน
นางฝืนข่มอาการอยากอาเจียนเอาไว้อย่างสุดกำลัง แล้วแค่นยิ้มออกมาอย่างลำบากยิ่ง
“ข้าขออวยพรให้คุณชายสวีกลับมาโดยสวัสดิภาพ…”
เห็นชัดว่าสวีจี้ชางนั้นซาบซึ้งใจยิ่งนัก เลือดร้อนพวยพุ่งขึ้นสู่ศีรษะ จนลืมสิ้นว่ายามนี้ตนอยู่ ณ ที่ใด ถึงกับเปล่งเสียงร้องตะโกนอย่างองอาจผ่าเผยออกมาดังลั่น
“แม่นางเมิ่งโปรดวางใจ! ข้าสวีจี้ชางผู้นี้ขอให้วาจาสัตย์ต่อท่าน! รอให้ข้าสามารถสร้างความดีความชอบในกองทัพได้เมื่อใด ข้าจะต้อง…”
ยังมิทันสิ้นเสียง กลิ่นปากรุนแรงเจือกลิ่นกระเทียมค้างคืน ก็พลันพวยพุ่งปะทะเข้าใส่ใบหน้าของเมิ่งซีโจว พร้อมกับเสียงร้องตะโกนด้วยความฮึกเหิมนั้น!
เมิ่งซีโจวรู้สึกเพียงว่าภาพตรงหน้าพลันดับวูบลง นางแทบจะเป็นลมล้มพับอยู่ตรงนั้นทันที!
นางมิอาจอดทนต่อไปได้อีก จึงรีบถอยหลังกรูดไปหลายก้าวอย่างแนบเนียนไร้พิรุธ กว่าจะรู้สึกว่าตนค่อยหายใจหายคอคล่องขึ้นบ้าง
นางฝืนประคองศักดิ์ศรีเสี้ยวสุดท้ายที่เหลืออยู่ไว้อย่างยากลำบาก แล้วแค่นเสียงตอบลอดไรฟันกลับไปว่า
“หึๆ… ดังที่ท่านว่า”
ทว่าเสียงนั้นกลับแผ่วเบาจนถูกเสียงฝีเท้าของกองทัพกลบหายไปจนสิ้น ไม่อาจได้ยินแม้สักครึ่งคำ
เมื่อมองแผ่นหลังของสวีจี้ชางที่หันกลับไปแล้ว ราวกับตนเพิ่งได้ชัยชนะจากศึกใหญ่มาหยกๆ เมิ่งซีโจวจึงยกมือขึ้นพัดกลิ่นที่ยังหลงเหลืออยู่ออกไป
ที่แท้ยามออกศึก สวีจี้ชางก็หยามหมิ่นอำนาจบารมีขององค์หญิงใหญ่ถึงเพียงนี้แล้วหรือ ทั้งยังเห็นกทัพวินัยศึกเป็นเพียงของไร้ค่ากระมัง?
เมิ่งซีโจวเริ่มเกิดความใคร่รู้ขึ้นว่า เจ้าคนหยาบกร้านที่มีดีเพียงเรี่ยวแรงผู้นี้ ไปเอาความมั่นอกมั่นใจมาจากที่ใดกัน ถึงขนาดหาญกล้าหลงผิดคิดไปว่า ความสามารถในการบัญชาทัพของตนนั้นเหนือกว่าองค์หญิงใหญ่เสียได้?