พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่221 ความอัปยศสูงสุดของฮูหยินเมิ่ง
บทที่221 ความอัปยศสูงสุดของฮูหยินเมิ่ง
ฮูหยินเมิ่งตื่นตะลึงสุดขั้ว จนดวงตาทั้งสองเบิกโพลงแทบถลนออกจากเบ้า เห็นเพียงเงาร่างพร่าเลือนสายหนึ่งที่หน้าประตูสั่นไหววูบรุนแรง ประหนึ่งมีผู้ใดกำลังเดือดดาลจนมิอาจระงับ กำลังโถมเข้ามาใกล้ด้วยความเร่งร้อน!
ชั่วพริบตานั้น สองมือของนางบีบกำชายกระโปรงตนเองไว้แน่น เล็บทั้งสิบแทบจิกทะลุเข้าในเนื้อบนฝ่ามือ
ตามแผนการของนาง เดิมทีควรต้องรอให้วันเวลาล่วงเลยไปนานกว่านี้เสียหน่อย จากนั้นจึงค่อยเริ่มเดินไปตามแผนการ กัดกินอำนาจในมือของเมิ่งชินรุ่ยไปทีละน้อย จนกระทั่งสามารถยึดครองทุกสิ่งทุกอย่างในจวนแห่งนี้ไว้ในกำมือได้โดยสมบูรณ์ ถึงยามนั้น จะให้เขามีชีวิตอยู่ต่อหรือไม่ ล้วนขึ้นอยู่กับอารมณ์ของนางทั้งสิ้น
หากนางอารมณ์ดีอยู่บ้าง บางทีอาจไว้ชีวิตต่ำช้าของเขา ให้เขาได้มีชีวิตอยู่อย่างไม่เป็นผู้เป็นคน กินก็ไม่อิ่ม เล่นก็ไม่สำราญ ใช้ชีวิตอย่างไร้ค่าไปจนแก่ตาย เช่นนั้นจึงจะคู่ควรกับชีวิตอันไร้ความสามารถของเขา ที่กระทำการใดก็มิเคยสำเร็จ มีแต่ทำให้ทุกอย่างต้องพังพินาศลงเท่านั้น
แต่หากนางอารมณ์ไม่ดี เพียงยกมือฟันดาบลงคราเดียว ก็ถือว่าเด็ดขาดสะใจ นับแต่นั้นบุญคุณความแค้นล้วนสะสาง ต่างคนต่างจบสิ้นกันไป
ทว่านางคิดไม่ถึงเลยแม้แต่น้อย ว่าจุดอ่อนและความผิดร้ายแรงที่สุดของนาง จะถูกเปิดโปงจนเปลือยเปล่าต่อหน้าเมิ่งชินรุ่ยในห้วงเวลาเช่นนี้!
หากเมิ่งชินรุ่ยรู้ว่านางมิใช่เพียงหลังแต่งงานแล้วยังนอกใจสามี แต่ตลอดหลายปีมานี้ ยังคงเฝ้าอาลัยอาวรณ์ต่อชายชู้อย่างมิลืมเลือน เขาจะเป็นเช่นไร ฮูหยินเมิ่งแทบมิกล้าแม้แต่จะคิด!
บนผืนพิภพแห่งนี้ ที่ถือว่าสามีคืออำนาจชั้นฟ้า เรื่องนี้ย่อมไม่ต่างอันใดจากการสอดคอเข้าไปรอคมดาบ!
เหตุใดจึงกลายเป็นบทสรุปที่ต้นร้ายปลายแผ่วเช่นนี้ไปได้เล่า?! นางไม่ยอม! นางสู้อุตส่าห์วางแผนมากว่าครึ่งค่อนชีวิต จะมาล้มพับอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร!
เงาร่างหลังประตูยิ่งใกล้เข้ามาเรื่อยๆ คล้ายจะแนบชิดกับบานประตูอยู่แล้ว
หัวใจของฮูหยินเมิ่งเต้นระรัวดุจกลองศึก นัยน์ตาจ้องเขม็งแน่นิ่งไปยังตำแหน่งนั้น ราวกับคิดจะถลึงตาทำให้ตนสามารถมองทะลุบานประตูออกไปได้
ในที่สุด มือข้างหนึ่งก็สะบัดเปิดม่านประตูอย่างหยาบกระด้าง ท่าทางประหนึ่งกำลังจะพุ่งเข้ามาเดี๋ยวนั้นแล้ว!
ลำคอของนางยื่นไปข้างหน้าโดยไม่รู้ตัว เส้นเอ็นตึงเกร็งจนแทบแข็ง ร่างทั้งร่างขึงแน่นดุจคันธนูที่ถูกน้าวจนสุดสาย
ทว่าเงาร่างนั้นกลับเพียงขยับไหวไปมาอยู่ด้านนอกด้วยท่าทางร้อนรน ผ่านไปครู่ใหญ่ ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะก้าวเข้ามาเลยแม้แต่น้อย
เมิ่งซีโจวทอดสายตามองสภาพอกสั่นขวัญแขวนของฮูหยินเมิ่งด้วยความพอใจอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะออกมาเบาๆ
“ท่านแม่ ท่าทางเช่นนี้ของท่าน ช่างเหมือนกับไก่ที่ถูกบีบคอลากไปวางไว้บนเขียงนัก ซ้ำยังยื่นคอออกมารอให้มีดสับลงไปอีก”
ด้านนอกประตู ลั่วกู่ซึ่งได้รับคำสั่งให้เดินวนไปวนมาเพื่อเล่นละครตบตา เมื่อได้ยินวาจาประโยคนี้ ในที่สุดเขาก็ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก เงาร่างวูบไหวเพียงพริบตา ก่อนจะเร้นกายหายไปอย่างไร้สุ้มเสียง
ฮูหยินเมิ่งได้แต่จ้องมองเงาหลังบานประตูที่หายวับไปต่อหน้าต่อตา ครั้นได้ยินเสียงหัวเราะเย้ยหยันอย่างไม่คิดปิดบังของเมิ่งซีโจว นางยังจะมีสิ่งใดไม่เข้าใจอีกเล่า?
นางถูกเมิ่งซีโจวหลอกอีกแล้ว!
ถูกปั่นหัวจนหมุนคว้างราวกับลิงที่ถูกคนจับมาเล่นละคร!
ความอัปยศอดสูและโทสะเกรี้ยวกราดพลันถาโถมเข้าใส่ พังทลายสติทั้งมวลของนางลงสิ้นในชั่วพริบตา
นางถึงกับถูกนังสารเลวน้อยผู้นี้ปั่นหัวไปมา ล่อลวงให้นางเผยด้านที่น่าอับอายที่สุดออกมา แล้วจึงเหยียบย่ำเย้ยหยันอย่างกำเริบเสิบสาน!
“เมิ่งซีโจว!”
ฮูหยินเมิ่งแผดเสียงคำราม ดวงตาแดงก่ำจนน่าสะพรึงกลัวยิ่ง ท่าทางเสแสร้งทั้งหมด แผนคำนวณทั้งปวง ล้วนมลายหายสิ้นในชั่วขณะนั้น เหลือเพียงจิตสังหารที่พลุ่งพล่านอยู่เท่านั้น
จิตสังหารที่หากไม่ลงมือเสียเดี๋ยวนั้น ก็คงแผดเผานางจนมอดไหม้ทั้งเป็นแน่!
นางฝืนยันกายลุกขึ้นจากพื้นอย่างฉับพลัน คล้ายแม่สัตว์จนตรอกที่ถูกบีบคั้นจนไร้ทางหนี พุ่งปรี่เข้าใส่เมิ่งซีโจวด้วยความคลุ้มคลั่ง นิ้วทั้งสิบกางออก หมายจะบีบคอนางให้ตายคามือ!
ทว่าเมิ่งซีโจวกลับคล้ายคาดเดาการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายไว้ล่วงหน้าแล้ว แทบจะในชั่วขณะที่อีกฝ่ายโถมเข้าใส่ นางก็พลิ้วกายหลบออกไปทางด้านข้างได้อย่างว่องไว พร้อมกันนั้นก็ยื่นมือออกไปคว้าสายรัดเอวของอีกฝ่ายไว้ อาศัยแรงพุ่งถลันของนาง ดึงเข้าหาตัวแล้วผลักส่งออกไปตามจังหวะ!
ฮูหยินเมิ่งหยุดแรงไว้ไม่ทัน ร่างทั้งร่างจึงถูกแรงอันแยบยลนั้นพาให้หงายหลังไปอย่างแรง นางกรีดร้องออกมา ก่อนร่างจะล้มลงกระแทกพื้นอย่างหนักหน่วง! มิหนำซ้ำยังบังเอิญล้มลงบนเศษถ้วยชาที่นางเพิ่งทุบแตกด้วยมือตนเมื่อครู่พอดี!
แม้ยามเหมันต์อาภรณ์จะทั้งหนาทั้งหนัก มิอาจถูกแทงทะลุได้ในทันที ทว่าเศษกระเบื้องแข็งกระด้างเหล่านั้น กลับกดกระแทกเข้ากับแผ่นหลัง เอว และชายโครงของนางอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดแสนสาหัสพลันแล่นปราดไปทั่วสรรพางค์กาย!
เบื้องหน้าของฮูหยินเมิ่งมืดวูบ นางสิ้นเรี่ยวแรงจะลุกขึ้นอย่างสิ้นเชิง ทำได้เพียงนอนอ่อนระทวยอยู่บนพื้น ส่งเสียงร้องครางด้วยความเจ็บปวดอย่างน่าสมเพช
เมิ่งซีโจวค่อยๆย่อตัวลง นัยน์ตาเย็นเยียบทอดมองฮูหยินเมิ่งที่นอนหมดสภาพอยู่บนพื้น น้ำเสียงของนางแผ่วเบานุ่มนวล หากแต่ทุกถ้อยคำกลับคมกริบราวมีด
“ได้ยินมาว่า ผู้ใดคิดถวายีการ้องทุกข์ต่อเบื้องพระพักตร์ฝ่าบาท จำต้องกลิ้งผ่านเตียงตะปูเสียก่อน จึงจะได้เข้าเฝ้าเพื่อกราบทูลความคับข้องใจ วันนี้ท่านแม่บังเอิญพลั้งพลาด นับว่าได้กลิ้งผ่านเตียงตะปูเศษกระเบื้องนี้แล้วเช่นกัน ข้ามิอาจทนเห็นท่านแม่โศกเศร้าใจได้จริงๆ มิสู้ท่านลองบอกลูกมาหน่อยเถิดว่า ท่านมีความอยุติธรรมใหญ่หลวงอันใดกัน?”
ลั่วกู่ที่อยู่ด้านนอกได้ยินประโยคนี้เข้า ย่อมรู้กาลเทศะยิ่ง เขารีบยกมือขึ้นปิดหูตนเองไว้แน่น แล้วหันหลังกลับไป แสร้งทำตนเป็นเสาไม้หูหนวกเป็นใบ้ต้นหนึ่งในทันที
ฮูหยินเมิ่งเจ็บปวดจนแทบลืมตาไม่ขึ้น ครั้นได้ยินถ้อยคำเย็นชาประหนึ่งคมมีดแล่เนื้อเถือหนังเช่นนั้น นางกลับถูกยั่วโทสะจนอดที่จะหัวเราะออกมามิได้! ทว่าเมื่อหัวเราะ ก็กระทบกระเทือนบาดแผลทันที ทำให้ยามนี้รู้สึกเจ็บปวดราวกับอวัยวะทั้งห้าทั้งหกในกายบิดเคลื่อนผิดที่ผิดทาง เหงื่อเย็นผุดซึมพร่างพรายเต็มหน้าผาก
เมิ่งซีโจวผู้นี้ ไปเอาถ้อยคำเหน็บแนมกระทบกระเทียบ เจาะแทงจุดเจ็บของผู้อื่นได้มากมายถึงเพียงนี้มาจากที่ใดกัน! อีกทั้งประโยคหนึ่งยังแหลมคมร้ายกาจเสียยิ่งกว่าอีกประโยคหนึ่ง! บัดนี้ถึงขั้นกล้าเอ่ยวาจาเนรคุณผิดต่อฟ้าดินเช่นนี้ออกมาอย่างไม่สะทกสะท้าน ให้นางร้องทุกข์ต่อหน้าตนอย่างนั้นรึ? นี่นางคิดว่าตนเป็นผู้ใดกัน? โอรสสวรรค์ผู้ครองบัลลังก์หรืออย่างไร?!
ฮูหยินเมิ่งรู้สึกราวกับกระดูกทั่วทั้งร่างใกล้จะแตกสลายเต็มที!
นางเติบโตมาอย่างสูงศักดิ์ล้ำค่า ถูกประคบประหงมราวไข่มุกกลางฝ่ามือ ไหนเลยจะเคยทนรับความเจ็บปวดทางกายเช่นนี้มาก่อนเล่า? นอกจากมีดที่เมิ่งซีโจวเคยแทงใส่ในครานั้นแล้ว นี่แทบจะนับเป็นการบาดเจ็บหนักที่สุดในชีวิตของนางเลยก็ว่าได้! ยามนี้แผลเก่ายังมิทันหาย กลับต้องมาเพิ่มความเจ็บปวดใหม่เข้าไป ซ้ำยังเป็นความเจ็บปวดที่มาพร้อมกับความอัปยศถึงเพียงนี้อีก!