พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่232 เสด็จพ่อ โปรดสละราชสมบัติ!
บทที่232 เสด็จพ่อ โปรดสละราชสมบัติ!
สิ้นคำ ทันทีที่เมิ่งซีโจวกล่าวจบ ภายในคุกมืดก็คล้ายมีกระแสเย็นเยียบหนาวเหน็บจับใจ ประหนึ่งร่างร่วงหล่นลงสู่ถ้ำน้ำแข็ง เมิ่งหนานอี้ถึงกับควบคุมตนเองไม่อยู่ ฟันบนล่างกระทบกันสั่นกึกๆด้วยความเคียดแค้นเกินพรรณนา
นางรู้จักเมิ่งซีโจวดีกว่าใครๆ ภายนอกดูสุขุมเยือกเย็น รู้จักระงับอารมณ์ ทว่าในกระดูกกลับเป็นคนบ้าระห่ำอย่างแท้จริง! อำนาจฮ่องเต้แล้วอย่างไร ชีวิตนางแล้วอย่างไร ในยามที่นางถูกความแค้นบดบังดวงตาจนมืดบอด สิ่งเหล่านี้ล้วนไม่ควรค่าให้เอ่ยถึงแม้แต่น้อย
นางบอกว่าจะลงมือ ย่อมต้องลงมืออย่างแท้จริง!
เมิ่งหนานอี้ฝืนประคองร่างให้ยืนอยู่ ทว่าขาสองข้างกลับอ่อนยวบจนแทบล้มลง นางพยายามส่งสายตาให้เหล่านางกำนัลอย่างสุดชีวิต ทว่าเจ้าพวกโง่งมนั่นกลับมิมีผู้ใดอ่านความหมายของนางออกเลยสักคน ได้แต่เบิกตาโพลงว่างเปล่า จ้องมองนางเสมือนกำลังเหม่อมองคนน่าสมเพชเบื้องหน้า
เหตุใดภายในวังจึงเพาะเลี้ยงแต่พวกเศษสวะไร้ประโยชน์ไว้!
ยามปกติมักปากหวานเสียจนชวนให้คนชื่นใจ ที่แท้ก็เป็นเพียงพวกประจบสอพลอ เอาอกเอาใจเก่งเท่านั้น ครั้นถึงคราวคับขันเกี่ยวพันถึงชีวิต กลับไม่มีสักคนที่สามารถพึ่งพาได้!
เมิ่งหนานอี้เก็บสายตากลับด้วยความเคียดแค้น ยิ่งไม่กล้าเอ่ยปากสั่งให้ออกไปตามคนมาช่วยตรงๆ นางกลัวว่าเพียงพูดผิดไปคำเดียว เมิ่งซีโจวจะทำให้นางต้องหลับตาลงตลอดกาลในทันที
หรือว่านางจะต้องมาตายอยู่ที่นี่จริงๆ?
ตายในคุกมืดอับเย็นเยียบแห่งนี้น่ะหรือ?
นางได้มีชีวิตใหม่ในชาตินี้ ครอบครองความได้เปรียบทุกประการ ทั้งยังอาศัยฐานะจากชาติก่อน ล่วงรู้ความลับในวังหลังอย่างทะลุปรุโปร่ง กระทั่งยามฮ่องเต้เฒ่ายังมิทันสละราชบัลลังก์ นางก็ยังสามารถช่วงชิงตำแหน่งประมุขแห่งวังหลังมาไว้ในมือได้ แล้วนางจะยินยอมตายไปเช่นนี้ได้อย่างไรกัน!
ชาติภพนี้กลับเป็นนางที่สมควรรุ่งโรจน์เจิดจรัสเสียยิ่งกว่าชาติก่อนสิ!
ส่วนเมิ่งซีโจว สมควรต้องตายอย่าน่าอเนจอนาถเสียยิ่งกว่าชาติก่อนจึงจะถูกเช่นกัน!
“เมิ่งซีโจว!”
นางแทบเค้นเสียงลอดไรฟันออกมา ทว่าทุกถ้อยวาจากลับสั่นพร่า “เจ้ากล้าสังหารฮองเฮาแห่งราชวงศ์ต่อหน้าเหล่ากำนัลในวังหลวงรึ!? เจ้าคิดจริงๆหรือว่าใต้หล้านี้เป็นของเจ้าแล้ว จึงได้กล้ากำเริบเสิบสานหนักหนาเพียงนี้?!”
เมิ่งซีโจวกลับหัวเราะออกมา
เสียงหัวเราะนั้นเบาและเย็นเยียบ ประหนึ่งเข็มที่อาบด้วยไอเย็น ที่พลันแทงทะลุเข้าสู่ร่างของเมิ่งหนานอี้อย่างไม่ทันตั้งตัว
“น้องหญิงรู้ได้อย่างไรเล่าว่า…” เมิ่งซีโจวโน้มกายลงเล็กน้อย กดเสียงต่ำยิ่งกว่าเดิม ทว่าทุกถ้อยคำกลับชัดเจนเต็มสองหู “ข้านั้นจะหาญกล้ากระทำเช่นนี้จริง?”
อะไรนะ?
ได้ยินคำพูดลึกลับเป็นนัยชวนให้สับสนของเมิ่งซีโจว เมิ่งหนานอี้ก็ได้แต่ยืนนิ่งค้างอยู่กับที่ ห้วงสมองพลันขาวโพลนไปหมด
นางนิ่งงันย้อนคิดว่าตนเพิ่งพูดสิ่งใดออกไป ครั้นได้สติกลับคืนมา ไอเย็นยะเยือกก็แล่นพรวดขึ้นตามเส้นสันหลัง นางตระหนกตกใจจนต้องหลุดปากร้องถามออกมา
“เจ้าหมายความเช่นใด?! เจ้าพูดจาเช่นนี้ หรือเจ้าคิดจะก่อกบฏอย่างนั้นรึ?!”
….
ฤดูกาลล่วงเข้าสู่วสันต์ฤดูแล้ว ทว่ายามราตรีกลับยังคงหนาวเหน็บอ้างว้างเช่นเดิม
ซ่งเฉิงจี้เยื้องย่างเข้าสู่ตำหนักหย่างซินทีละก้าวอย่างหนักแน่น
ข้าราชบริพารทั้งสี่ทิศล้วนถอยออกไปจนหมดสิ้น ทว่าด้านนอกประตูตำหนักกลับมีเงาคนวูบไหวแน่นขนัด แสงเกราะทหารเย็นเยียบชวนให้ใจสั่น ใบหน้าของเขาไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ หากแต่ในดวงตากลับเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวของผู้ยอมเดิมพันจนหมดหน้าตัก
ค่ำคืนนี้ ถูกลิขิตไว้แล้วว่าไม่มีทางสงบสุข
ฮ่องเต้ทรุดกายนั่งอยู่บนบัลลังก์มังกร รากฐานของพระวรกายถูกยาที่เรียกกันว่าโอสถอายุวัฒนะ บัดนี้ถูกกาลเวลากัดกร่อนไปจนผุพังสิ้นแล้ว
เขาเพิ่งจะคิดเอ่ยปาก จู่ๆอาการคันเสียดแทงราวฉีกหัวใจก็พลันพุ่งขึ้นจากลำคอ บีบให้เขาต้องก้มตัวไอโขลกอย่างรุนแรง ครั้นเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง มุมปากก็เปรอะเปื้อนไปด้วยฟองเลือด
ทว่าเขากลับมองซ่งเฉิงจี้แล้วหัวเราะออกมา ยามนี้ยากนักที่จะตั้งกายตรงขึ้นได้อีก ก่อนจะยกมือขึ้นปาดเช็ดคราบเลือดออกอย่างไม่ใส่ใจ
“เราคาดการณ์ไว้แต่แรกแล้วว่าวันนี้จะต้องมาถึง…” พระสุรเสียงของฮ่องเต้แหบพร่า หากกลับเจือความกระจ่างแจ้งอยู่หลายส่วน “เพียงแต่นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะใจร้อนเพียงนี้”
เขายกมือขึ้นชี้ไปยังท้องพระโรงอันว่างเปล่าเสียจนแทบได้ยินเสียงสะท้อน หัวเราะเย้ยหยันออกมา
“เจ้าดูเถิด ขุนนางเหล่านี้ถูกเจ้าซื้อตัวไปได้ง่ายดายเพียงใด ที่เรียกว่าจงรักภักดีต่อใต้เท้าเหนือหัวของพวกมัน ล้วนเป็นเพียงเรื่องน่าขันเรื่องหนึ่งเท่านั้น ตำแหน่งนี้… แท้จริงแล้วมีความหมายที่ใด?”
ซ่งเฉิงจี้นิ่งเงียบ จ้องมองผู้เป็นบิดาของตนอยู่เช่นนั้น
ยามนี้เสด็จพ่อของเขาทรงสวมฉลองพระองค์มังกรที่เพิ่งรีบตัดเย็บขึ้นมาได้ไม่นาน ทว่าบัดนี้กลับไม่พอดีกับร่างอีกแล้ว ผืนผ้านั้นหลวมโคร่งคล้ายแขวนอยู่บนตัว ราวกับเด็กเล็กลอบสวมอาภรณ์ของผู้ใหญ่
พระองค์ทรงผ่ายผอมลงเร็วเกินกว่าปกติจริงๆ
ยาอายุวัฒนะที่ทรงเสวยมาโดยตลอดนั้น บัดนี้ผลเสียของมันกำลังคว้านร่างกายของพระองค์ให้ว่างเปล่าอย่างรวดเร็ว ทำให้แผ่นหลังของพระองค์ค่อมงอลงอย่างรวดเร็วจนสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ผิวหนังก็หย่อนคล้อยลงมาก ริ้วรอยซ้อนทับเป็นชั้นๆกองอยู่บนใบหน้า ดูแล้วไม่คล้ายคนในวัยไม่ถึงห้าสิบเลยแม้แต่น้อย
เมื่อนึกถึงครั้งอดีตที่ว่า บิดาของเขาเคยมีรัศมีแห่งความรุ่งโรจน์ เปี่ยมไปด้วยปนิณาณความมุ่งมั่นในการปกครองบ้านเมือง ซ่งเฉิงจี้ก็พลันรู้สึกฝาดเฝื่อนในอกอย่างยากจะเอ่ย
แรกเริ่มหาใช่ไม่มีผู้ตั้งใจดีเลย หากแต่น้อยคนนักจะรักษาปลายทางให้ดีได้
พระองค์เองก็เคยทรงอดหลับอดนอนทั้งคืนเพื่อตรวจีกา เคยเปี่ยมไปด้วยความองอาจทะเยอทะยาน หมายเป็นฮ่องเต้ผู้ทรงธรรมที่ฝากนามไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ ทว่าความเหลวไหลในภายหลังกลับมีมากมายนับไม่ถ้วน บุญคุณความชอบกับความผิดพลาดมากจนเกินสมดุล ย่อมมิอาจหักล้างกันได้อีกแล้ว
“เสด็จพ่อ” ในที่สุดซ่งเฉิงจี้ก็เอ่ยปาก น้ำเสียงเยียบเย็นหนักแน่นดุจเหล็กกล้า “ในเมื่อพระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อยมากถึงเพียงนี้แล้ว ลูกยินดีที่จะแบ่งเบาภาระให้พระองค์”
เขาเอ่ยทีละคำ ชัดเจน สุขุม และเด็ดขาด
“ขอเสด็จพ่อทรงสละราชบัลลังก์เถิดพ่ะย่ะค่ะ ลูกจะถวายพระเกียรติแด่พระองค์ให้ขึ้นตำแหน่งเป็นไท่ซ่างหวง[1] ให้พระองค์ทรงเสวยสุขในบั้นปลายพระชนม์”
ทว่าฮ่องเต้กลับคล้ายได้ยินเรื่องน่าขันอย่างยิ่ง พลันระเบิดเสียงหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น!
หัวเราะจนพอใจแล้ว เขาก็แหงนหน้าขึ้นมองยอดโดมสูงตระหง่าน ซึ่งแขวนเด่นอยู่ลึกเข้าไปในท้องพระโรง สายตาเลื่อนลอยพร่าเลือน ราวกับกำลังมองทะลุผ่านกาลเวลา ย้อนไปเห็นตนเองในอดีต
“ช่างเหมือนนัก…” เขาทอดถอนใจเสียงต่ำ คล้ายพึมพำกับตนเอง “ปีนั้น เราเองก็เป็นเช่นเจ้า… คิดว่าบ้านเมืองรอการฟื้นฟู สรรพสิ่งรอการปลุกให้ตื่น ราวกับทั่วทั้งใต้หล้ากำลังรอให้เราผู้ไฟแรงไปกอบกู้ ยามนั้นเราทั้งเลือดร้อนฮึกเหิม ตั้งปณิธานว่าจะเป็นจอมกษัตริย์ผู้กอบกู้ ทว่าแล้วอย่างไรเล่า?”
จู่ๆ ฮ่องเต้ก็ทรงลุกขึ้นยืน ก้าวเดินช้าๆและมาหยุดอยู่ตรงหน้า แววตาเปี่ยมไปด้วยความเย้ยหยันของผู้ที่เห็นทุกสิ่งจนทะลุปรุโปร่งแล้ว
“เมื่อลองประสบด้วยตนเองจึงได้รู้ ราษรโง่เขลา ยากจะอบรมสั่งสอน ขุนนางสามัญไร้ความสามารถ! การปกครองบ้านเมือง… ช่างน่าเบื่อหน่ายเป็นที่สุด”
มุมปากเขายกขึ้น เผยรอยยิ้มที่ดูแทบจะคล้ายคลุ้มคลั่ง
“ยิ่งไปกว่านั้น ในเมื่อเราเป็นเจ้าผู้ครองใต้หล้า สรรพสิ่งในโลกนี้ล้วนเป็นของเราทั้งสิ้น หากไม่เสพสุขให้เต็มที่ มิเท่ากับทำให้พรจากสรวงสวรรค์ที่ได้รับนี้ต้องสูญเปล่าหรอกรึ?”
ซ่งเฉิงจี้รู้สึกเพียงว่า หัวใจทั้งดวงจมดิ่งลงสู่ห้องน้ำแข็งลึกลงไป
ซ่งเฉิงจี้มองพระบิดาผู้โยนราชกิจทั้งปวงมาให้เขาตั้งแต่เล็กด้วยสายตาเย็นชา เมื่อก่อนเขาเคยคิดเสมอว่า เป็นเพราะบ้านเมืองเต็มไปด้วยรอยรั่วนับพันนับหมื่น พระบิดารู้ตัวว่าไร้เรี่ยวแรงจะต้านวงล้อแห่งความเสื่อมถอยของแผ่นดินได้ จึงเอาแต่เมามายหลงระเริงวันแล้ววันเล่า เพื่อหลบหนีความเป็นจริงนี้
คิดไม่ถึงว่า ความคาดเดาเช่นนั้น ที่นับว่าเขามองฮ่องเต้ผู้นี้ว่าขลาดเขลาอ่อนแอมากพอแล้ว กลับยังเป็นเพียงการหลงคิดเข้าข้างตนเอง แต่งเหตุผลขึ้นมาปลอบใจตัวเองเท่านั้น
ซ่งเฉิงจี้สัมผัสได้ถึงความเศร้าโศกรันทดมหาศาลที่พลุ่งพล่านขึ้นกลางอก เขาเห็นแทนราษรใต้หล้านี้ว่า…พระองค์ช่างไม่คู่ควรเอาเสียเลย
ที่ผ่านมา เหตุใดเขาจึงยังรออยู่เล่า เป็นเพราะคิดว่ายังไม่ถึงเวลาอันสมควร หรือเพราะปีกสองข้างยังไม่กล้าแข็งพอ? กระทั่งยังเคยไปประจำอยู่ชายแดนนานถึงเพียงนั้น
ครั้นมาคิดดูในยามนี้ ที่แท้ก็เป็นเพียงเพราะเส้นแบ่งในใจคอยฉุดรั้งเขาไว้ตลอดมา เมตตาธรรม คุณธรรม จารีต ปัญญา และสัจจะ ไหนจะความจงรักภักดี ความกตัญญู ความรักต่อเหล่าพี่น้อง ความถือมั่นในใจ เพราะอำนาจของกรอบและกระเบียบเหล่านี้ เขาจึงยอมปฏิบัติตามมาโดยตลอด
บุตรไม่กล่าวโทษบิดา ขุนนางไม่หันหลังให้หลักแห่งราชา เขาเคยเพ้อเจ้อหวังว่าพระบิดาจะทรงสำนึกพระองค์และหวนกลับได้ทัน
ทว่าบัดนี้เมื่อมองดูแล้ว ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงความปรารถนาข้างเดียวของเขาเท่านั้น
น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบถึงขีดสุด ประหนึ่งชุบเคลือบด้วยน้ำแข็งเหน็บหนาว
“สิ่งที่ลูกปรารถนา กับสิ่งที่เสด็จพ่อปรารถนา ไม่เคยเหมือนกันมาตั้งแต่ต้น”
“ไม่เหมือนกันรึ?” ฮ่องเต้ทรงแค่นหัวเราะ “ทะเลยังแปรเป็นทุ่งนา ทุ่งนายังแปรเป็นทะเล ใจคนย่อมเปลี่ยนผันง่ายดาย รอจนเจ้าขึ้นนั่งบนบัลลังก์นี้… ได้ลิ้มรสอำนาจของมันแล้ว เจ้าจะต้องเสียใจกับความไร้เดียงสาในวันนี้ของตน”
ซ่งเฉิงจี้หลับตาลง ครั้นลืมตาขึ้นอีกครา ความลังเลริ้วสุดท้ายก็พลันสลายหายไปจนสิ้น
“เมื่อถอดฉลองพระองค์มังกรชุดนี้ออก” ซ่งเฉิงจี้เอ่ยทีละคำ น้ำเสียงกังวานชัดเจน “พระองค์ก็จะเป็นเพียงคนขลาดผู้หนึ่งเท่านั้น”
เขาเงยหน้าขึ้น แววตาคมกริบดุจใบมีด
“เสด็จพ่อ พระองค์สมควรสละราชบัลลังก์ได้แล้ว”
[1] อดีตองค์จักรพรรดิที่สละราชสมบัติแล้ว