พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่40 ท่านแม่...ช่างอ่อนด้อยนัก
บทที่40 ท่านแม่…ช่างอ่อนด้อยนัก
ยามนี้บรรยากาศล้วนตกสู่ความเงียบงัน ไม่จำเป็นต้องเอื้อนเอ่ยอันใดก็สามารถเข้าใจได้กระจ่างชัด
องค์หญิงใหญ่ค่อยๆหมุนกายหันไปทางฮูหยินเมิ่งอย่างเชื่องช้า ผู้ซึ่งยามนี้มีใบหน้าซีดขาวประหนึ่งเม็ดเกลือ ก่อนจะทรงตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า
“ฮูหยินเมิ่ง ตำแหน่งนายหญิงแห่งจวนโหวนี้… นับว่าเจ้าปกครองและตีความได้อย่าง ‘แปลกใหม่’ ยิ่งนัก”
เพียงประโยควาจาที่เปล่งออกมาด้วยน้ำเสียงเบาหวิว พร้อมกับหางเสียงที่ลากยาวนั้น เมื่อร่วงลงสู่โสตประสาทของฮูหยินเมิ่ง นางกลับรู้สึกประหนึ่งถูกอสนีบาตฟาดผ่าลงกลางศีรษะทันใด!
นางได้แต่อ้าปากค้าง คำแก้ตัวทั้งปวงที่เพียรถักทอแต่งขึ้นภายในใจ ภายใต้คำตัดสินประหนึ่งตอกฝาโลงนี้ ถึงกับทำให้ใบหน้าของนางเปลี่ยนเป็นซีดขาวราวกระดาษ ก่อนที่วาจาเหล่านั้นจะแตกสลายเป็นผุยผงในชั่วพริบตาจนมิอาจเอื้อนเอ่ยออกมาได้!
สีโลหิตสุดท้ายบนใบหน้าของนางพลางเลือนหายไปจนสิ้น ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านรุนแรงดุจหุ่นกระดาษที่ถูกสูบวิญญาณออกจากกาย ยามนี้โอนเอนไปมาราวกับจะล้มมิล้มแหล่!
หลายคราที่นางต้องหายใจหอบรุนแรงประหนึ่งจะฉีกกระชากปอดตนเองให้ขาด จำต้องใช้เล็บมือทั้งสิบจิกลงไปบนฝ่ามือจนลึก จึงค่อยสามารถบีบบังคับเรียกสติของตนกลับคืนมาอีกคราได้
……ยังห่างไกลจากคำว่าสิ้นหนทางให้พลิกกลับนัก!
องค์หญิงใหญ่อาจคุ้มครองเมิ่งซีโจวได้ชั่วคราว แต่จะสามารถคุ้มครองนางได้ชั่วชีวิตอย่างนั้นรึ? ครั้นรถม้าของพระนางเสด็จพ้นจากจวนโหวแล้ว และประตูปิดลงเมื่อใด ยามนั้นขาวย่อมถูกย้อมให้กลายเป็นดำได้ และเป็นเรื่องธรรมดา…ที่คนเป็นจะกลับกลายเป็นคนตายได้!
เพียงแต่…
ฮูหยินเมิ่งเงยหน้าขึ้นพรวดทันใด ความหวาดระแวงพลันแผ่ซ่านเข้าท่วมทั่วร่างของนางในชั่วพริบตา
วันนี้องค์หญิงใหญ่มาถึงที่นี่ด้วยเหตุผลอันใด? และเหตุใดจึงได้เข้าข้าง ‘เมิ่งหนานอี้’ ที่ทรงมิเคยมีความเกี่ยวพันกันมาก่อนเล่า?
หรือว่าพระนางจะล่วงรู้บางสิ่งเข้าให้แล้ว?!
องค์รัชทายาทกับองค์หญิงใหญ่ทรงสนิทสนมชิดเชื้อกันมาแต่ไหนแต่ไร ความสัมพันธ์ลึกซึ้งแน่นแฟ้น หากพระนางทรงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลต่อองค์รัชทายาท เช่นนั้นตำแหน่งว่าที่พระชายาองค์รัชทายาทของหนานหนาน… มิใช่ว่าจะต้องสูญสิ้นไปด้วยหรอกหรือ!
“ท่านโหว”
เสียงขององค์หญิงใหญ่พลันเปล่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน ประหนึ่งอัสนีบาตฟาดผ่าลงท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงัด จนฮูหยินเมิ่งถึงกับสะท้านสะเทือนไปถึงตับไตเลยทีเดียว! นางเห็นเพียงดวงเนตรหงส์คู่นั้นกวาดมองผ่านตนไปประหนึ่งเหยียบย่ำมดปลวก ก่อนจะหยุดนิ่งลงที่ร่างของเมิ่งซีโจว
“การที่เรามาวันนี้ ก็เพื่อต้องการจะมาขอบคุณบุตรีคนรองของท่าน”
“นางเป็นผู้ที่ฉุดเรากลับออกจากประตูผี——” ทุกถ้อยวาจาขององค์หญิงใหญ่ล้วนเยียบเย็นดุจคมมีด “นางถือเป็นผู้มีพระคุณใหญ่หลวงของเรา!”
ในห้วงสมองของฮูหยินเมิ่งยามนี้ ประหนึ่งมีดินปืนเกิดระเบิดดังสนั่นลั่น กลอุบายวางแผนให้พี่น้องลอบหนีไปด้วยกันของนาง พลันพังทลายลงในชั่วพริบตา เหลือเพียงม่านโลหิตแดงฉานที่ฟุ้งกระจายเต็มฟากฟ้า
ณ มุมหนึ่งของศาลบรรพชน
เมิ่งหนานอี้พลันเงยหน้าขึ้นทันใด ใบหน้างดงามเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวจนดูประหนึ่งอสูรร้าย—!
ทั้งที่ตกอับกลายเป็นเพียงนังบ่าวบ้านป่าไปแล้วแท้ๆ กลับยังสามารถอาศัยวาสนาขององค์หญิงใหญ่พลิกชะตากลับคืนมาได้อีกครา เป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไรกัน?!
“สิ่งของแทนคำขอบคุณจากเราจะถูกส่งมาให้ภายหลัง ในเมื่อท่านโหวกำลังยุ่งอยู่กับการสะสางเรื่องภายในจวน เช่นนั้นเราย่อมมิควรจะอยู่ที่นี่ต่อ”
ครั้นตรัสจบ องค์หญิงใหญ่ก็ทรงทอดพระเนตรไปทางเมิ่งซีโจวเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหมุนกายเดินจากไป ชายฉลองพระองค์พลิ้วไหวราวต้องลม ท่วงท่าเปี่ยมด้วยพระอำนาจและฐานันดรสูงศักดิ์เหมือนเมื่อครั้งที่เสด็จมาไม่มีผิด
“น้อมส่งเสด็จองค์หญิงใหญ่—”
บานประตูศาลบรรพชนอันหนักอึ้งค่อยๆปิดลง พร้อมกับเสียง “เอี๊ยดอ๊าด” แหลมเสียดหู
“หญิงชั่ว!”
เสียงตวาดด้วยความเกรี้ยวกราดของเมิ่งชินรุ่ยเปล่งดังขึ้นแทบจะพร้อมกัน
“ลบหลู่บรรพชน! ใส่ร้ายบุตรีสายหลัก! หลุมฝังบรรพบุรุษตระกูลเมิ่งของข้า ต้องสะเทือนถล่มลงมาเพราะจิตใจที่อำมหิตเยี่ยงงูพิษแมงป่องของเจ้าแล้ว!”
หยาดน้ำตาเทียนไหลรินออกมาไม่ขาดสาย ดึงเงาร่างของเมิ่งซีโจวให้ทอดยาวออกไปครอบคลุมร่างของฮูหยินเมิ่ง ผู้ซึ่งยืนอยู่ตรงข้ามเมิ่งชินรุ่ยไว้อย่างพอดิบพอดี สีหน้าบ่งบอกว่าคิดจะถอยหนีแต่มิกล้า เพราะตระหนักดีว่าต่อให้หนีไปก็หนีไม่พ้น
ท่านแม่รึ…
มุมปากของเมิ่งซีโจวค่อยๆยกโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มเยียบเย็น
ความรู้สึกที่เมื่อภัยอันตรายเข้าประชิดตัวแล้ว ต่อให้คิดหนีก็หนีไม่พ้นนั้น… เป็นอย่างไรบ้างเล่า รู้สึกสะใจดีหรือไม่?
ปรากฏว่าเป็นท่านต่างหาก…ที่ช่างอ่อนด้อยนัก!