พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่43 พิธีสลับชะตากรรม
บทที่43 พิธีสลับชะตากรรม
ฮูหยินเมิ่งถูกบ่าวหญิงชราสองคนประคองร่างกลับไปยังเรือนโยวหลานท่ามกลางความเงียบงัน
ครั้นปิดประตูเรือนแล้ว บ่าวหญิงชราทั้งสองก็พลันคุกเข่าลงกระแทกกับพื้นเสียงดัง “ปัง” ใบหน้าของพวกนางทั้งสองเต็มไปด้วยความผวาหวาดกลัว
“ฮูหยินได้โปรดอภัยให้บ่าวด้วย! บ่าวสมควรตาย!”
ฮูหยินซื่อเดินตรงไปยังเก้าอี้มีพนักทรงกลมซึ่งทำจากไม้จื่อถานที่ตั้งอยู่เบื้องบน ก่อนจะทรุดกายลงนั่งด้วยท่วงท่าสงบนิ่ง ปล่อยให้สาวใช้คนสนิทค่อยๆใช้ผ้านุ่มเช็ดคราบฝุ่นละอองบนใบหน้าของนางออกอย่างแผ่วเบา
“พวกเจ้าสองคนลุกขึ้นเถิด” น้ำเสียงของนางแม้จะฟังดูแหบพร่าอยู่บ้าง ทว่ากลับสงบนิ่งอย่างที่สุด
บ่าวหญิงชราทั้งสองเนื้อตัวสั่นงันงก ค่อยๆลุกขึ้นยืนแล้วถอยไปยืนสงบเสงี่ยมอยู่ตรงมุมห้อง
ฮูหยินเมิ่งยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย สีหน้าเหมือนจะเย้ยหยันตนเอง แต่ภายในใจกลับคืนสู่ความสงบเรียบร้อยแล้ว
โทสะอันเดือดดาลที่เมิ่งชินรุ่ยเผยแสดงออกมานั้น ครึ่งหนึ่งเป็นโทสะจริงซึ่งเกิดจากที่นางกระทำเกินขอบเขต จนเกือบจะพาผู้คนทั้งจวนโหวให้ต้องพลอยรับเคราะห์ไปด้วย
แต่อีกครึ่งหนึ่งนั้น… เห็นชัดว่าเป็นเพียงการเล่นละคร ที่จงใจแสดงให้องค์หญิงใหญ่ทอดพระเนตรเท่านั้น
เมิ่งชินรุ่ยไม่มีทางลงโทษนางผู้เป็นฮูหยินเอกแห่งจวนโหวจริงๆแน่ อย่างน้อย… ก่อนที่ตำแหน่งพระชายาองค์รัชทายาทจะเป็นที่แน่นอน เขาย่อมมิกล้ากระทำการเช่นนั้นแน่
เพียงแต่…
นังวายร้ายตัวน้อยผู้นั้นกลับสามารถเกาะเกี่ยวกิ่งไม้ใหญ่เช่นองค์ใหญ่ได้อีกคราแล้ว!
นี่ต่างหากจึงเป็นตัวแปรที่ยุ่งยากอย่างแท้จริง
ข้อนิ้วของฮูหยินเมิ่งพลันเคาะลงบนพนักเท้าแขนอย่างเป็นจังหวะ บังเกิดเสียงทุ้มหนักดัง “กึก กึก” ขึ้น
เสียงนี้ประหนึ่งมิได้เคาะลงบนพนักเก้าอี้ หากแต่เคาะลงบนกลางใจของตัวนางเอง
ข้อกล่าวหาเรื่องลอบหนีตามบุรุษไปจนเปื้อนมลทินนั้น เดิมทีชัดเจนนักว่าหนักพอที่จะทำให้เมิ่งซีโจว แม้ไม่ตายก็ต้องลอกคราบหลุดออกไปชั้นหนึ่งได้นั้น กลับถูกบุญคุณที่มีต่อองค์หญิงใหญ่ซึ่งปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน พลันซัดใส่จนพังทลายลงในชั่วพริบตา!
วาสนาของเมิ่งซีโจวนี่ช่างดีเสียจริงๆ สมแล้วกับคำกล่าวที่ว่าคนชั่วมักจะอายุยืน!
แผนลักพาตัวที่นางเฝ้าวางหมากเดินเกมมานานหลายปี เมิ่งซีโจวไม่เพียงสามารถหนีกลับมาได้ด้วยตัวเองเท่านั้น แต่ยังได้สร้างความดีความชอบต่อการทหารเหมือนดังที่นางกล่าวไว้จริงๆ — ซ้ำยังได้สร้างความดีความชอบชิ้นใหญ่ต่อราชสำนักอีกด้วย
องค์หญิงใหญ่มีฐานะเป็นถึงแม่ทัพ การที่เมิ่งซีโจวช่วยชีวิตของนางเอาไว้ได้ จะไม่นับเป็นเรื่องใหญ่ของราชสำนักได้อย่างไรกันเล่า?
ฮูหยินเมิ่งหรี่ตาลง แววตาเปลี่ยนเป็นลุ่มลึกราวบ่อน้ำบรรพกาลที่ยากจะหยั่งถึงได้
แต่แล้วอย่างไรเล่า? ต่อให้นางได้ใจผู้คนไปมากเพียงใด สุดท้ายก็มิใช่ถูกบีบบังคับให้ต้องสวมชื่อของ ‘เมิ่งหนานอี้’ ต้องฝืนใช้ชีวิตอยู่ในจวนแห่งนี้ดุจคนไร้ตัวตนหรอกหรือ? สุดท้ายก็เป็นได้เพียงแค่หนูดินตัวหนึ่งที่มิอาจออกสู่แสงตะวันเท่านั้นเอง!
หนานหนานของนาง หรือก็คือเมิ่งหนานอี้ตัวจริง อีกเพียงครึ่งปีให้หลังนี้ ก็จะได้ขึ้นเป็นว่าที่พระชายาขององค์รัชทายาทโดยชอบธรรมแล้ว ยามนั้นนางย่อมสง่างามไร้ผู้ใดเทียบเคียง! ครั้นถึงเวลานั้น ผู้มีพระคุณขององค์หญิงใหญ่เพียงคนหนึ่ง ยังจะนับเป็นสิ่งใดได้ต่อหน้าฮองเฮาผู้เป็น ‘มารดาแห่งแผ่นดิน’ ในภายภาคหน้าเล่า?
ตาชั่งแห่งอำนาจนี้จะเอนเอียงไปทางผู้ใด ต่อให้เป็นคนตาบอดย่อมต้องมองออกทั้งนั้น!
“ขอเพียงช่วงครึ่งปีนี้…” ฮูหยินเมิ่งพึมพำน้ำเสียงแผ่วเบา ประหนึ่งอสรพิษร้ายที่กำลังแลบลิ้นพ่นพิษ
ตราบใดที่นางยังสามารถประคองสถานการณ์ในช่วงครึ่งปีนี้ไว้ได้ ไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายก่อคลื่นลมอันใดขึ้นมาอีก ครั้นเมื่อหนานหนานได้ก้าวเข้าสู่ตำหนักบูรพาแล้ว เมิ่งซีโจวนางนั้น…ย่อมจะต้องถึงคราวถูกเหยียบย่ำจนจมสู่ธุลีดิน ไร้วันจะฟื้นคืนกลับมาได้ ต้องตกลงสู่ห้วงวิบัติชั่วกัปชั่วกัลป์อย่างแท้จริง!
และทันใดนั้นเอง จู่ๆฮูหยินเมิ่งก็พลันนึกถึงวาจากำชับของท่านอาจารย์เสวียนชิง ผู้ทำพิธีสลับชะตากรรมให้เมิ่งหนานอี้ได้
“พิธีสลับชะตากรรมจะสำเร็จหรือไม่นั้น ล้วนขึ้นอยู่กับว่าฮูหยินเมิ่งจะสามารถทำลายวาสนาและโชคชะตาของเมิ่งซีโจวให้สิ้นซากได้มากเพียงใด”
ท่านอาจารย์เสวียนชิงลูบเคราของตนเบาๆ พลางกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเนิบช้า
“ยิ่งนางมีชีวิตอยู่ไม่ต่างจากคนตกต่ำไร้ค่ามากเพียงใด ก็จะยิ่งส่งผลดีต่อการทำพิธีสลับชะตากรรมมากขึ้นเท่านั้น”
หัวใจของฮูหยินเมิ่งพลันสะท้านวูบขึ้นทันใด!
เหงื่อเย็นพลางไหลซึมจนท่วมแผ่นหลังในชั่วพริบตา!
เมิ่งซีโจวสามารถหนีกลับจวนมาได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ หรือว่าเป็นเพราะพิธีสลับชะตากรรมที่ว่า…อาจจะยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ดีกระมัง?!
หากเป็นเช่นนั้นจริง แล้วความพยายามทั้งหลายที่นางสู้อุตส่าห์ทุ่มเทมาตลอดหลายปีเล่า จะมิกลายเป็นเพียงฝันลมๆแล้งๆดุจตักน้ำใส่ตะกร้า สูญเปล่าสิ้นทุกประการหรอกหรือ?!
ฮูหยินเมิ่งกัดฟันแน่นเสียจนสันกรามทั้งสองแทบปริแตก ภายใต้ความตื่นตระหนกและเดือดดาลในใจ รสคาวเลือดพลันค่อยๆเอ่อขึ้นภายในช่องปาก!
นางมิอาจรอช้าได้แม้เพียงชั่วขณะ รีบลุกขึ้นไปเขียนจดหมายส่งหาอาจารย์เสวียนชิงโดยเร็ว เพื่อขอให้เขาทำการยืนยันเรื่องนี้ให้กระจ่างชัด
—
เมื่อเมิ่งซีโจวปักธูปดอกสุดท้ายลงไปในกระถางธูปอย่างมั่นคงแล้ว นางจึงค่อยลุกขึ้นยืน
ทว่าภายในใจกลับมิได้รู้สึกยินดีต่อชัยชนะในครานี้มากนัก
คราวนี้นางบีบคั้นจนบิดาจำต้องลงโทษฮูหยินเมิ่งผู้เป็นมารดาต่อหน้าคนมากมาย อีกทั้งยังอาศัยบารมีขององค์หญิงใหญ่ชำระล้างมลทินออกไปได้ส่วนหนึ่ง
ทว่า… เพียงเท่านี้ยังห่างไกลจากคำว่า ‘เพียงพอ’ มากนัก
แม้ครั้งนี้ฮูหยินซื่อจะนับว่าปราชัยก็จริง แต่ยังนับเป็นความพ่ายแพ้ที่แทบจะมิได้สะเทือนถึงเนื้อถึงตัวนางนัก กักบริเวณอย่างนั้นหรือ? ล้วนเป็นเพียงการซ่อนคมเก็บงำพิษของนางไว้ได้ชั่วคราวเท่านั้นเอง
ดังที่คาดไว้ไม่มีผิด สุดท้ายบิดาของนางย่อมต้องชั่งน้ำหนักถึงผลได้ผลเสียอยู่ดี โชคยังดีที่การลงมือของนางในครานี้เป็นเพียงการตั้งรับกระบวนท่า แล้วแก้คืนตามสถานการณ์เท่านั้น หาได้เป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น ทั้งหมดเพียงเพื่อหวังข่มขวัญฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น จึงนับว่าเป็นการกระทำที่ไม่เสียงปล่าแต่อย่างใด
นางยกโคมที่วางอยู่มุมห้องขึ้นมา แสงสว่างเพียงน้อยนิดพลันแผ่ซ่านออกท่ามกลางความมืดมิด
ศึกที่แท้จริง… เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น
เวลานี้ โซ่ตรวนหนักอึ้งที่สุดซึ่งพันธนาการตรึงอยู่บนกายของนาง ก็คือข้อครหาเรื่อง ‘หนีตาม’ เมิ่งจิ่งหมิงพี่ชายต่างมารดาไป นางจำต้องหาทางชำระมลทินข้อนี้ให้สิ้นซากหมดจด!
ท่าทีของเมิ่งชินรุ่ยผู้เป็นบิดานั้น นางย่อมมองออกได้อย่างกระจ่างชัด
ถึงแม้ภายในใจของเขาจะรู้อยู่เต็มอกว่าเรื่องนี้มีพิรุธ และแม้เมิ่งซีโจวจะพิสูจน์แล้วว่า สิ่งที่ตนกล่าวว่าออกแรงทำงานเพื่อราชสำนักนั้นมิใช่คำลวง แต่ตราบใดที่มลทินเรื่อง ‘หนีตาม’ นี้ยังไม่ถูกลบล้างจนสิ้น ทุกคราที่เขาเห็นหน้านาง ย่อมต้องหวนระลึกนึกถึงเมิ่งจิ่งหมิง บุตรชายอนุซึ่งเขาเคยรักและเอ็นดูไม่น้อย แต่ยามนี้กลับหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย!