พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่45 นางกำลังไว้อาลัยให้ชู้รัก! - บทที่46 ใครคือใครกันแน่?
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่45 นางกำลังไว้อาลัยให้ชู้รัก! - บทที่46 ใครคือใครกันแน่?
บทที่45 นางกำลังไว้อาลัยให้ชู้รัก!
โลหิตทั่วร่างของเมิ่งซีโจวพลันเยียบเย็น ประหนึ่งจะจับตัวเป็นน้ำแข็งในชั่วขณะ! นางรีบเบี่ยงกายวูบหนึ่ง หลบซ่อนตนแนบชิดอยู่ภายใต้เงามืดด้านในบานประตู สะกดกลั้นลมหายใจจนแทบมิกล้าผ่อนออกมาแม้เพียงเสี้ยว
ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าก็มาหยุดอยู่ตรงปากประตูห้องชั้นใน พร้อมกับเสียงสตรีที่เจือแววหยอกเย้าและอำมหิตเปล่งดังขึ้นจากด้านนอก ประหนึ่งอสรพิษพิษร้ายกำลังเลื้อยแนบพื้นมาอย่างเชื่องช้า
“น้องหลิว ข้าเพิ่งได้ยินมาว่ามีหัวขโมยตาไม่ถึงมารบกวนเจ้า ข้าจึงต้องรีบมาดูสักหน่อย…”
น้ำเสียงนั้นชะงักงันไปเล็กน้อย ก่อนจะตามมาด้วยเสียงหัวเราะบางเบา ที่เมื่อได้ฟังแล้วกลับชวนให้หนังศีรษะถึงกับด้านชา
“…ไม่รู้ว่าเป็นแขกผู้ใดกัน ดึกดื่นป่านนี้แทนที่จะนอนหลับพักผ่อนอยู่ในห้องของตน แต่กลับวิ่งแจ้นมาเยือนสถานที่โสมมแห่งนี้ได้?”
เป็นฮูหยินเมิ่ง!
…นี่นางถึงกับมาที่นี่ด้วยตนเอง! อีกทั้งยังมาได้รวดเร็วถึงเพียงนี้!
เห็นทีคำสั่งกักบริเวณที่เมิ่งชินรุ่ยได้ประกาศกร้าวไว้ก่อนหน้านี้ สำหรับฮูหยินเมิ่งแล้ว คงจะมิได้ต่างอันใดจากกระดาษเปลือยเปล่า ช่างไร้ราคาความหมายโดยสิ้นเชิง
แผ่นหลังของเมิ่งซีโจวเอนติดชิดบานประตูแนบแน่น ไอเหน็บหนาวเย็นเยียบสายหนึ่งพลันพุ่งทะยานจากแนวกระดูกสันหลังของนาง ตรงขึ้นสู่กระหม่อมด้านบนอย่างรวดเร็ว
เสียงของฮูหยินเมิ่งอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อม เปี่ยมไปด้วยแววหยอกเย้าดุจแมวกำลังต้อนหนูให้จนมุม
ด้านนอกห้องมีเสียงอาภรณ์เสียดสีกันอย่างสับสนอลหม่าน เห็นชัดว่านางมิได้มาเพียงลำพังผู้เดียว หากแต่ยังพาคนมาด้วย!
จะทำเช่นไรดี?
หรือควรบุกตะลุยบุกฝ่าออกไปทั้งแบบนี้? หากทำเช่นนั้นย่อมมิต่างอันใดจากลูกแกะเดินเข้าปากพยัคฆ์!
หรือจะหลบซ่อนดี? แต่ห้องชั้นในอันคับแคบแห่งนี้ กลับไร้ที่ให้ซ่อนกาย!
เสียงหัวเราะของฮูหยินเมิ่งเปล่งดังขึ้นอีกครา แฝงไว้ด้วยความลำพองใจอยู่หลายส่วน
“เดิมทีข้าคิดว่าเจ้าคงจะระมัดระวังเสียยิ่งกว่านี้ อย่างน้อยก็คงไม่โง่เขลา ถึงขั้นยื่นโอกาสงามเลิศเช่นนี้มาให้ข้าจับผิดได้โดยง่าย…”
เมิ่งซีโจวบีบกำสองหมัดแน่นยิ่งขึ้น ทว่ายังคงปิดปากเงียบ ไม่เอื้อนเอ่ยอันใดออกมาแม้สักนิด
“ว่าอย่างไรเล่า? ‘คุณหนูรอง’ กลายเป็นใบ้ไปแล้วรึ? หรือว่า…เจ้ามาที่นี่เพื่อมองหาสิ่งของบางอย่างที่ชู้รักของเจ้าทิ้งไว้เอาให้กันแน่?”
นางจงใจเน้นคำว่า ‘ชู้รัก’ ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ซึ่งประหนึ่งเป็นเข็มพิษที่ทิ่มแทงเข้าใส่เส้นประสาทของเมิ่งซีโจวโดยตรง
“ช่างน่าเสียดายนัก เขากลับจากไปอย่างสะอาดหมดจด มิได้ทิ้งสิ่งใดไว้ให้เจ้าเลย… อีกประเดี๋ยวท่านพ่อของเจ้าก็จะมาถึงแล้ว ภาพที่เจ้ามาไว้อาลัยให้ชู้รักกลางดึกในเรือนแห่งนี้ แม้แต่ข้ายังถึงกับรู้สึกซาบซึ้งอยู่บ้าง เพียงแต่ว่า…ความสัมพันธ์ของพวกเจ้าทั้งสองนั้น ท้ายที่สุดแล้วก็เป็นสิ่งที่โลกใบนี้มิอาจยอมรับได้อยู่ดี”
ทันใดนั้นเอง เสียงทุ้มต่ำเจือโทสะของเมิ่งชินรุ่ยก็พลันเปล่งดังขึ้นจากนอกประตู
“เกิดเรื่องอันใดขึ้น? ดึกดื่นป่านนี้ยังจะเอะอะโวยวายอะไรกันอีก?!”
เมิ่งชินรุ่ยมาถึงแล้ว!
ฮูหยินเมิ่งนางนี้คิดจะจับผิดนางพร้อมหลักฐานคามือ ทั้งยังตั้งใจจะยัดเยียดความผิดข้อหา ‘ลอบมาร่ำไห้อาลัยแก่ชายชู้ในยามวิกาล’ ให้นางเป็นแน่แล้ว!
มลทินเรื่อง ‘หนีตามบุรุษ’ นางเพิ่งจะสะสางชะล้างไปได้หยกๆ บัดนี้เห็นทีจะต้องถูกฮูหยินเมิ่งตอกตรึงซ้ำลงอีกคราเป็นแน่!
ฮูหยินเมิ่งตื่นเต้นดีใจจนแทบได้ยินเสียงหัวใจตนเอง ที่กำลังเต้นโครมครามด้วยความฮึกเหิม!
ในฐานะที่เป็นฮูหยินใหญ่ของจวนแห่งนี้ ภายในจวนย่อมต้องมีหูตาของนางแทรกซึมอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่ง ครั้นได้ยินบ่าวมารายงานว่า เมิ่งซีโจวได้มุ่งหน้าไปยังเรือนของอนุหลิว นางก็รีบตามติดมาทันที!
คิดไม่ถึงว่านังแพศยาตัวน้อยผู้นี้ กลับเป็นฝ่ายยื่นโอกาสชั้นเลิศมาให้นางถึงมือด้วยตนเอง เช่นนี้ต่อให้มันคิดจะสยายปีกบินหนี ก็ยากที่จะรอดพ้นไปได้!
การที่นางช่วยองค์หญิงใหญ่เอาไว้ได้ นั่นเป็นเพียงการพิสูจน์ว่า ระหว่างทางนางได้กระทำเรื่องหนึ่งเรื่องใดลงไปเท่านั้นเอง ทว่าเหตุผลที่นางแอบหนีออกนอกจวนไปโดยพลการนั้น ยังอาจสามารถตีความว่าเป็นการหนีตามบุรุษไปได้ดังเดิม!
ฮูหยินเมิ่งพยายามสะกดรอยยิ้มยินดีที่แทบจะเอ่อล้นออกจากลำคอเอาไว้ ก่อนจะรีบส่งคนไปแจ้งท่านโหวอย่างไม่ชักช้าว่า ยามนี้ ‘เมิ่งหนานอี้’ กำลังอยู่ในเรือนของเมิ่งจิ่งหมิง เพื่อทำการไว้อาลัยให้แก่ชายคนรัก และหากเขาได้เห็นกับตาว่า นางปรากฏกายขึ้นที่ห้องของมารดาผู้ให้กำเนิดบุรุษนั้นเพียงลำพังในยามค่ำมืดดึกดื่นเช่นนี้ มิว่า ‘เมิ่งหนานอี้’ จะพยายามแก้ตัวเยี่ยงไร ข้อหาความสัมพันธ์ระหว่างนางกับเมิ่งจิ่งหมิง ก็ย่อมมิอาจลบล้างให้ขาวสะอาดได้อีกแล้ว!
“ท่านพี่ได้โปรดพิจารณาด้วยเถิด ข้าเพียงเป็นห่วงเป็นใยน้องหลิว… ยามนี้นางยังล้มป่วยอยู่ จะสามารถทนฟังเรื่องพรรค์นั้นได้อย่างไรกันเล่า”
น้ำเสียงของฮูหยินเมิ่งเจือความวิตกกังวลและเป็นห่วงเป็นใยได้อย่างพอเหมาะพอดี ฟังดูไม่มากหรือน้อยจนเกินไป นางรีบส่งสัญญาณให้บรรดาบ่าวหญิงสูงวัยที่ติดตามมาด้วยทันที
“ยังไม่รีบเปิดประตูอีก! ท่านพี่จะได้เห็นกับตาตนเองเสียที ว่าข้างในนั้นเป็นตัวอัปยศไร้ยางอายจากที่ใดกัน!”
“ปัง!”
บานประตูถูกกระแทกผลักรุนแรงให้เปิดออก!
บรรดาบ่าวไพร่ที่หิ้วโคมไว้ในมือ ต่างพากันกรูเข้าไปในห้องชั้นในที่ทั้งคับแคบและมืดสลัว ยามนี้แสงไฟจากโคมจึงสาดส่องไปทั่วทั้งบริเวณ จนยากที่จะมีสิ่งใดหลบเร้นสายตาผู้คนได้!
ทว่า ภาพที่ทุกคนคาดว่าจะได้เห็น — ซึ่งก็คือภาพของ ‘เมิ่งหนานอี้’ ที่กำลังตื่นตระหนกลนลาน — แต่ภาพฉากนั้นกลับมิได้ปรากฏอยู่ตรงหน้า ภาพที่สะท้อนเข้าสู่สายตาของทุกคน กลับเป็นแผ่นหลังของอิสตรีนางหนึ่ง ซึ่งแต่งกายเรียบง่าย ทว่าลวดลายบนอาภรณ์กลับประณีตบรรจงยิ่ง
นางนั่งเฉียงอยู่ข้างเตียงของอนุหลิว ปลายนิ้วกำลังคีบเข็มเงินปักลงไปยังจุดชีพจรของอนุหลิวไว้อย่างมั่นคง ท่วงท่าจดจ่อดูคล่องแคล่วชำนิชำนาญยิ่งนัก
ครั้นได้ยินเสียงเคลื่อนไหว นางจึงค่อยลุกขึ้นยืน แล้วหันกายมาด้วยท่วงท่าและสีหน้าสงบนิ่ง
“ท่านพ่อ ท่านแม่”
บ
ทที่46 ใครคือใครกันแน่?
สุ้มเสียงเรียกหาของเมิ่งซีโจวราบเรียบมั่นคงดังเช่นปกติ
คู่คิ้วและดวงตาที่ดูสงบเย็นประหนึ่งสายธารนี้ นอกจากจะมีกลิ่นอายแห่งความห่างเหินแฝงอยู่หลายส่วนแล้ว ยังมีความเด็ดเดี่ยวแฝงอยู่ชัดเจนนด้วย… ไหนเลยจะเป็น ‘เมิ่งหนานอี้’ ผู้ชอบเสแสร้งอ่อนหวานได้เล่า!
นี่คือเมิ่งซีโจวชัดๆ!
“ซีโจว?!” เมิ่งชินรุ่ยถึงกับหลุดปากขานชื่อบุตรีอีกคนออกมา น้ำเสียงนั้นอัดแน่นไว้ด้วยความรู้สึกที่ไม่อยากเชื่อ
เขาหันขวับไปทางฮูหยินตนทันใด สายตาคมกริบดุจใบมีดพุ่งตรงเข้าหานาง แววตาแฝงไว้ด้วยคำถามคาดคั้นรุนแรง — ไหนเจ้าว่าคนที่อยู่ในเรือนหลังนี้ก็คือ ‘เมิ่งหนานอี้’ อย่างไรเล่า?!
รอยยิ้มย่ามใจบนใบหน้าของฮูหยินเมิ่งพลันแข็งค้างแน่นิ่งไปชั่วขณะ นางจ้องเมิ่งซีโจวตาเขม็ง ประหนึ่งกำลังพบเห็นภูตผีปีศาจก็ไม่ปาน!
วันนี้เมิ่งซีโจวสวมรอยเป็นเมิ่งหนานอี้ได้แนบเนียนเสียจนไร้ช่องโหว่ ครั้นบัดนี้กลับคืนมาเป็นตัวเองอีกครา… การเปลี่ยนแปลงกิริยาท่าทีของนางนั้น ช่างลื่นไหลเป็นธรรมชาติเสียจนน่าขนลุกขนพอง!
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อครั้งออกจากศาลบรรพชนมา นางยังสวมใส่เพียงอาภรณ์เนื้อผ้าหยาบกระด้าง แต่บัดนี้กลับเปลี่ยนเป็นอาภรณ์ประณีตงดงามชุดหนึ่ง ซึ่งแม้แต่นางซึ่งเป็นมารดาก็ยังไม่เคยพบเห็นมาก่อน!
“เป็นลูกเองเจ้าค่ะ”
เมิ่งซีโจวเงยหน้าขึ้นรับสายตาตรวจสอบของเมิ่งชินรุ่ยอย่างสงบเยือกเย็น สีหน้าของนางเรียบนิ่งไม่แสดงอาการหวั่นไหวใดๆ แม้แต่ลมหายใจหอบถี่กระชั้น จากการรีบเร่งผลัดเปลี่ยนมาสวมใส่อาภรณ์ชั้นดีที่อนุหลิวเก็บงำไว้ก้นหีบไว้ ยังถูกนางข่มไว้จนสงบราบเรียบ
“ก่อนหน้านี้ลูกได้ยินท่านแม่บ่นว่า หมอเก่งๆจากที่ใดล้วนหมดปัญญาที่จะรักษาอาการป่วยของอนุหลิวแล้ว ลูกแม้มิได้มีความสามารถอันใดนัก แต่เมื่อครั้งติดตามองค์หญิงใหญ่ ได้เคยเรียนรู้วิชาแพทย์ติดตัวมาบ้างเพียงผิวเผิน จึงบังอาจมาลองดูสักครา โชคดีที่ยังพอเห็นผลอยู่บ้าง เมื่อครู่นี้อนุหลิวเพิ่งฟื้นสติขึ้นมาชั่วขณะหนึ่ง ทั้งยังได้กล่าววาจากับลูกไม่กี่ประโยคด้วย บัดนี้นางได้หลับใหลไปอีกแล้วเจ้าค่ะ”
กล่าวจบ นางยังได้กวาดสายตามองไปทางอนุหลิว ที่ยามนี้ลมหายดูราบเรียบมั่นคง แววตาทั้งสองเปี่ยมไปด้วยความเมตตาแห่งผู้เยียวยาอย่างพอเหมาะพอดี
ฮูหยินเมิ่งพลันรู้สึกเพียงว่า มีไอเย็นยะเยือกสายหนึ่งพุ่งจากฝ่าเท้าของตน ตรงขึ้นสู่กลางกระหม่อมอย่างรวดเร็ว!
รู้วิชาแพทย์… นี่ยิ่งเป็นหลักฐานชัดเจนว่านางก็คือเมิ่งซีโจว! หนานหนานของข้าหาได้รู้วิชาแพทย์แม้แต่น้อยไม่
เมื่อเห็นเมิ่งชินรุ่ยเดือดดาลปานนั้น นางจึงเผลอรีบเอ่ยวาจาแก้ตัวออกมาตามสัญชาตญาณ “ท่านพี่…”
“พอได้แล้ว!” เสียงตวาดดังด้วยความเกรี้ยวกราดโมโหของเมิ่งชินรุ่ย พลันหยุดคำแก้ตัวทั้งมวลของนางที่กำลังจะเอ่ยออกมาไว้ทันใด “ข้าว่าครั้งนี้เจ้าช่างเลอะเลือนอย่างแท้จริง ถึงกับแยกแยะบุตรีทั้งสองของตนไม่ออก! หลายวันนี้เจ้าจงอย่าได้คิดก้าวเท้าออกจากเรือนโยวหลานแม้เพียงครึ่งก้าว จงอยู่สงบจิตรักษาใจอยู่แต่ในเรือนให้ดีเถิด!”
“ท่านพี่!”
ฮูหยินเมิ่งร้องเสียงหลงออกมาด้วยความแตกตื่นร้อนรน หากเทียบกับละครฉากนั้นที่ศาลบรรพชนก่อนหน้านี้ ครานี้ต่างหากจึงจะนับเป็นการกักบริเวณอย่างแท้จริง!
“เดี๋ยวก่อน!”
จู่ๆสายตาของฮูหยินเมิ่งก็พลันเหลือบไปเห็นสาวใช้ผู้หนึ่ง ซึ่งยามนี้ถูกเมิ่งซีโจวสับลำคอจนนอนสลบอยู่ในมุมหนึ่ง นางรู้สึกราวกับสามารถคว้าฟางเส้นสุดท้ายเอาไว้ได้ รีบร้องถามออกมาอย่างผู้เหนือกว่า
“เจ้ามาตรวจอาการอนุหลิวอย่างนั้นรึ? หากมาตรวจอาการของนางจริง เหตุใดจึงต้องตีสาวใช้ที่คอยปรนนิบัตินางให้สลบไปด้วยเล่า?!”
สายตาของทุกผู้ทุกคนในที่นั้น พลันหันขวับไปจ้องจับทางสาวใช้ที่นอนหมดสติผู้นั้นทันที
สีหน้าของเมิ่งซีโจวพลันเผยอาการอ่อนใจระคนสมเพชเวทนา “ท่านแม่ บ่าวนางนี้มีอุปนิสัยเหยียบคนต่ำยกคนสูง เห็นว่าอนุหลิวป่วยกระเสาะกระแสะมาช้านาน สิ้นวาสนาไร้ความโปรดปรานไปแล้ว จึงได้ปรนนิบัตินางอย่างขอไปทีไม่ใส่ใจ เมื่อครั้งที่ลูกมาถึง นางก็นอนหลับใหลอยู่ตรงนั้นก่อนแล้ว หาใช่ลูกเป็นผู้ลงมือทำให้นางสลบแต่อย่างใด ไฉนท่านแม่จึงคิดกับลูกเช่นนี้ได้เล่า?”
วาจาชุดนี้ของเมิ่งซีโจวที่เปล่งออกไป เท่ากับสวมหมวกใบใหญ่ ซึ่งเป็นข้อหากดขี่ข่มเหงอนุหลิวลงบนศีรษะของฮูหยินเมิ่ง ผู้เป็นภรรยาเอกและแม่บ้านใหญ่ของจวนไว้แน่นหนา!
เรียกได้ว่าสามารถตอบโต้กลับไปได้อย่างงดงามในคราเดียว!
เมิ่งชินรุ่ยหันไปมองสาวใช้นางนั้นที่กำลังนอนหลับใหลอยู่มุมห้อง ก่อนจะหันไปมองอนุหลิวที่ยามนี้ลมหายใจรวยรินดุจคนใกล้จะสิ้นใจ ความคลางแคลงสงสัยภายในใจที่หลงเหลืออยู่ พลันแปรเปลี่ยนเป็นความผิดหวังในตัวฮูหยินตนจนหมดสิ้น!
ทั้งกดขี่อนุหลิว ปล่อยปละละเลยหน้าที่จนทำให้บ่าวชั่วทำตัวกำเริบเสิบสาน ทั้งยังใส่ร้ายบุตรีสายเอก… แต่ละเรื่องแต่ละราวที่นางก่อขึ้น นี่นางยังเห็นเขาซึ่งเป็นประมุขอยู่ในสายตาบ้างหรือไม่?
“หึ!” เมิ่งชินรุ่ยแค่นเสียงออกมาอย่างไม่พอใจ และคร้านที่จะชายตามองไปทางฮูหยินเมิ่งด้วยซ้ำ สายตาของเขาไปหยุดอยู่บนร่างของเมิ่งซีโจว “ซีโจว… เจ้าเองก็ลำบากมากแล้ว เช่นนั้นก็รีบกลับเรือนไปพักผ่อนเสียเถิด”
“เจ้าค่ะ ท่านพ่อ” เมิ่งซีโจวขานรับด้วยท่วงท่าสงบนิ่ง ก่อนจะเก็บเข็มเงินกลับลงไปในถุงอย่างไม่เร่งร้อน
ครั้นเดินผ่านข้างกายฮูหยินเมิ่งที่ยามนี้ใบหน้าซีดขาวดุจหิมา เมิ่งซีโจวก็จงใจชะงักฝีเท้าของตนลงเล็กน้อย
นางเอียงศีรษะไปด้านข้าง พร้อมกับ‘แสยะ’ยิ้มอ่อนโยนอย่างยิ่งยวดให้กับฮูหยินเมิ่ง รอยยิ้มนั้นดูประหนึ่งกำลังจ้องมองเด็กดื้อรั้นผู้หนึ่ง ซึ่งได้ถูกลิขิตชะตาเอาไว้แล้วว่าจะไม่มีวันเอาชนะนางได้
ฮูหยินเมิ่งได้แต่ยืนนิ่งร่างกายแข็งค้างอยู่กับที่ ประหนึ่งถูกรอยยิ้มของนางตรึงร่างไว้กับเสาแห่งความอัปยศ! ได้แต่จ้องมองแผ่นหลังของเมิ่งซีโจวที่ค่อยๆเลือนหายไปท่ามกลางความมืดมิดแห่งราตรี ทั้งยังสัมผัสรับรู้ได้ถึงสายตาเย็นเยียบของเมิ่งชินรุ่ยที่จ้องมองมา และสายตาสอดส่องลอบมองของบรรดาบ่าวไพร่รอบกาย พลันความหวานคาวสายหนึ่งก็พุ่งขึ้นมากระจุกอยู่ที่ลำคอของนาง!
นังสารเลวนั่น!
ก่อนหน้านี้ตัวนางกลับไม่เคยนึกถึงเลยว่า หากหนานหนานไม่อยู่ในที่แห่งนั้นด้วย เมิ่งซีโจวมิใช่จะสวมรอยเป็นผู้ใดก็ได้หรอกรึ?
…เห็นทีคงต้องตั้งสติคิดหาหนทางรับมือกับนางอย่างจริงจังเสียแล้ว มิฉะนั้น นางคงได้แต่ต้องเดินตามหลังและถูกอีกฝ่ายจูงจมูกไปทุกฝีก้าวแน่!