พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่82 ไม่มีสิ่งใดสนุกไปกว่าการปั่นหัวเมิ่งหนานอี้อีกแล้ว (2)
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่82 ไม่มีสิ่งใดสนุกไปกว่าการปั่นหัวเมิ่งหนานอี้อีกแล้ว (2)
บทที่82 ไม่มีสิ่งใดสนุกไปกว่าการปั่นหัวเมิ่งหนานอี้อีกแล้ว (2)
ผ่านไปครู่หนึ่ง หมอหลี่ก็มาถึง
เขาหิ้วหีบยาเดินตรงมายังข้างเตียงที่ ‘เมิ่งหนานอี้’ นอนอยู่ ก่อนจะใช้เส้นไหมแขวนชีพจรเพื่อทำการตรวจดูอาการ
“อืม… อาการป่วยของคุณหนูผู้นี้…” เขาจงใจชะงักหยุดคำพูดไว้ ดวงตากลับกวาดมองสีหน้าของผู้คนในห้องอย่างแนบเนียน โดยมิให้มีผู้ใดทันสังเกตเห็น
การจะคลุกคลีอยู่ในเมืองหลวงจนกลายเป็นหมอชื่อดังผู้หนึ่งขึ้นมาได้นั้น แม้วิชาแพทย์จะสำคัญก็จริง ทว่าสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือการอ่านสีหน้าคน รู้จักพิจารณากาลเทศะ และเข้าใจว่าเมื่อใดควรรุกเมื่อใดควรถอย
ความคิดอ่านภายในใจของบรรดาผู้สูงศักดิ์นั้น บางครายังยากจะหยั่งถึงเสียยิ่งกว่าตัวโรคภัยที่กำลังเป็นอยู่เสียอีก
บางคนเห็นชัดเต็มสองตาว่าป่วยหนักจนสุดจะเยียวยา กลับยังดึงดันที่จะปกปิดความจริงให้ดูเสมือนเป็นปกติสุขดี
แต่บางคนทั้งที่ร่างกายแข็งแรงกระฉับกระเฉง กลับจงใจเสแสร้งทำเป็นอ่อนแอ ประหนึ่งกำลังป่วยหนักจวนเจียนสิ้นลม
กลเม็ดและหนทางคดเคี้ยวในเรือนลึกของจวนใหญ่โตเช่นนี้ เขาล้วนพานพบมามากต่อมากแล้ว
วาจานี้ของเขา แท้จริงคือการโยนหินถามทาง กำลังหยั่งเชิงท่าทีของผู้กุมอำนาจตัวจริง ซึ่งก็คือท่านโหว – เมิ่งชินรุ่ย
ชีพจรของคุณหนูผู้นี้คือข้อเท็จจริงที่สุด เห็นชัดว่านางกำลังแกล้งป่วย
แต่หัวใจสำคัญกลับมิได้อยู่ที่จริงหรือเท็จ หากแต่อยู่ที่ว่าท่านโหวผู้นี้ปรารถนาจะให้นางป่วยจริง หรือแสร้งทำเป็นป่วยกันแน่ นี่ต่างหากคือหน้าที่ของหมออย่างเขาจะต้องคาดเดา
แต่ผู้ใดจะคาดคิดเล่าว่า น้ำเสียงลังเลของหมอหลี่กลับทำให้เมิ่งชินรุ่ยต้องขมวดคิ้วแน่นทันใด
“อาการป่วยของบุตรีข้าหนักหนาถึงเพียงนั้นเชียวรึ? บุตรีคนโตของข้าพอจะมีความรู้ด้านการแพทย์อยู่บ้าง เมื่อครู่นางยังบอกว่าเป็นเพียงไข้จากลมหนาวเท่านั้นเอง”
หมอหลี่พลันกระจ่างแก่ขึ้นในใจบัดดล รู้แล้วว่าตนควรต้องแสดงละครเช่นไร เขาพยักหน้ารับพลางกล่าวว่า
“เป็นดังนั้นจริงๆ เพียงแต่ร่างกายของคุณหนูผู้นี้อ่อนแอเกินไป ครั้นล้มป่วยจึงประหนึ่งภูผาถล่มลงทับ ข้าน้อยจะรีบเขียนตำรับยาบำรุงหยวน ช่วยประคองธาตุแท้ ขับไล่สิ่งชั่วร้ายให้นางเดี๋ยวนี้”
เมิ่งชินรุ่ยพยักหน้า ก่อนจะกำชับต่อไปโดยมิได้หลงลืมเจตนาเดิม
“บุตรีคนโตของข้ายังได้เขียนใบสั่งยาที่เห็นว่าเหมาะแก่อาการไว้ฉบับหนึ่ง รบกวนท่านหมอช่วยชี้แนะหน่อยเถิด”
หมอหลี่ยิ้มพลางพยักหน้า
“นับเป็นเกียรติของข้าน้อยนักขอรับ”
คนทั่วทั้งห้องล้วนหันไปมองเมิ่งหนานอี้เป็นตาเดียว รอคอยให้นางยื่นใบสั่งยาในมือออกมา
มือที่กำกระดาษจนซีดขาวของเมิ่งหนานอี้พลันออกแรง นางยกแขนขึ้นอย่างเชื่องช้า แล้วยื่นใบสั่งยาในมือไปทางหมอหลี่
ยามนี้นางรู้สึกเพียงว่า สิ่งที่ตนยื่นออกไปนั้น มิใช่ใบสั่งยา หากแต่เป็นศีรษะของตนต่างหาก!
คมมีดที่หมายเอาชีวิตนาง ประหนึ่งว่าได้แนบชิดติดอยู่ที่คอหอยแล้ว!
แต่แล้วก็ได้ยินเสียงของฮูหยินเมิ่งร้องขึ้นว่า
“ช้าก่อน”
“ซีโจวนับเป็นศิษย์ผู้สืบทอดวิชาแพทย์จากองค์หญิงใหญ่ ใบสั่งยาที่นางเขียนออกมานั้น เห็นทีควรเก็บไว้เป็นความลับจะดีกว่า”
นางยกเหตุผลหนึ่งขึ้นมา เป็นเหตุผลที่ฟังดูน่าเชื่อถือยิ่งนัก และแทบไม่มีช่องโหว่ให้ผู้ใดเอ่ยคัดค้านได้เลย
เมิ่งชินรุ่ยใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเห็นชอบด้วย
เวลานี้นับแต่องค์หญิงใหญ่พ่ายศึก อำนาจอิทธิพลของพระนางย่อมไม่อาจเทียบเท่าแต่ก่อน ทว่าถึงอย่างไรพระนางก็ยังคงเป็นพี่สาวร่วมสายโลหิตเพียงผู้เดียวของฝ่าบาท จะไม่ให้ไว้หน้าพระนางเลยก็คงจะมิได้เช่นกัน
“ช่างเถิด เจ้าเก็บมันไว้เสีย” เขาเอ่ยปาก
“…เจ้าค่ะ” เมิ่งหนานอี้ประหนึ่งได้สดับรับฟังเสียงสวรรค์ สายพิณในใจที่ขึงตึงจนถึงขีดสุดพลันขาดผึงในบัดดล ความอ่อนแรงประหนึ่งรอดพ้นหายนะได้อย่างหวุดหวิด พลันถาโถมเข้าปกคลุมทั่วสรรพางค์กาย
หัวเข่าทั้งสองของนางอ่อนยวบ ร่างกายโอนเอนจนเกือบล้มลง ต้องรีบยื่นมือออกไปยึดขอบเตียงของเมิ่งซีโจวไว้ จึงจะสามารถฝืนประคองกายให้ยืนมั่นคงได้แม้จะยากลำบาก
นางหอบหายใจคำโต พยายามข่มหัวใจที่เต้นกระหน่ำอย่างบ้าคลั่งให้สงบลง ผ่านไปอีกครู่ใหญ่ กว่าที่นางจะกล้าค่อยๆเงยหน้าขึ้นมอง
ทว่าเพียงเงยหน้าขึ้นครานั้น สายตาของนางกลับพุ่งตรงปะทะเข้ากับดวงตาคู่นั้นของเมิ่งซีโจวเข้าอย่างจัง—
ดวงเนตรล้ำลึกราวบ่อน้ำบรรพกาลเกินหยั่งถึงของเมิ่งซีโจว กำลังจ้องมองนางอย่างเงียบงัน ใบหน้าที่ดูอ่อนแอเจ็บป่วยนั้น ค่อยๆคลี่ยิ้มแผ่วเบาให้นางอย่างเชื่องช้า ทว่าแม้จะเพียงเล็กน้อย ก็นับว่ามากพอที่จะทำให้เมิ่งหนานอี้สัมผัสได้ชัดเจน ถึงความรู้สึกเย้ยหยันที่ซ่อนอยู่ภายใน
ริมฝีปากแดงระเรื่อของนางขยับเปิดปิดอย่างไร้สุ้มเสียง เอื้อนเอ่ยวาจาออกมาสามคำอย่างชัดแจ้ง
“สนุก…หรือไม่?”
ในสมองของเมิ่งหนานอี้พลันระเบิดครืน!
ความยินดีที่เพิ่งรอดพ้นจากเงื้อมมือแห่งหายนะมาได้เมื่อครู่นี้ พลันถูกการหยามหยันไร้สุ้มเสียงนั้นบดขยี้จนแหลกสิ้นในชั่วพริบตา!
การเหยียดหยามหลายต่อหลายคราของเมิ่งซีโจว ราวกับนางกำลังหยอกล้อแมลงที่ใกล้ตายตัวหนึ่งเล่น และกำลังมองดูอีกฝ่ายที่กำลังดิ้นรนด้วยความหวาดกลัวสิ้นหวัง ก่อนจะยกเท้าเหยียบลงมาอย่างโหดเหี้ยม บดขยี้ศักดิ์ศรีทั้งหมดของนางทิ้งจนไม่เหลือชิ้นดี!
ความอับอายขายหน้าใหญ่หลวงผนวกกับความแค้นที่ฝังลึกถึงขั้วกระดูก พลันพรั่งพรูไหลทะลักขึ้นมาราวลาวาเดือด!
เมิ่งหนานอี้กัดริมฝีปากล่างแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือดดุจสนิมเหล็ก เมื่อนางเงยหน้าขึ้นสบตากับเมิ่งซีโจว นางก็ขยับริมฝีปากกล่าววาจาไร้สุ้มเสียงตอบโต้อีกฝ่ายกลับเช่นกัน โดยเน้นทีละคำ…ทีละคำว่า
“คอยดูเถิด…การแสดงที่สุดยอดยิ่งกว่ากำลังรอคอยเจ้าอยู่ข้างหน้า!”