พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 584 ไม่ต้อง
คนในตำหนักเดินไปมา ตะกร้าที่วางยาอยู่ถูกยกขึ้นยกลงอยู่
อย่างนั้น
“หมอหลวงหลี่!” ขันทีที่ยืนถือถาดอยู่อดหัวร้อนไม่ได้ “ท่าน
จะจัดยาอย่างไรกันแน่!”
หมอหลวงหลี่ใช้นิ้วหยิบเม็ดยาพร้อมอาการสั่นที่มือ
“ข้าจะไปรู้ไหมล่ะ…” หมอหลวงบ่นพึมพำกับตัวเอง
“หมอหลวงหลี่!” ขันทีตะโกนเรียกพลางกระทืบเท้า
“ข้ารักษาไม่เก่งหรอก” หมอหลวงหลี่เอ่ย พลางมองไปยังยา
ชนิดต่างๆ ในตะกร้า “แต่อาการของฝ่าบาท ข้าต้องรักษาให้ได้”
“ถ้าเช่นนั้นก็รีบรักษาเถิด” ขันทีเอ่ย
“ก็ข้าบอกแต่แรกแล้วว่าข้าทำไม่ได้ แต่นางทำได้” หมอหลวง
หลี่เอ่ย จากนั้นก็รีบวิ่งออกไป “ข้าจะไปเชิญนางอีกครั้ง!”
ขันทีเริ่มไม่พอใจ ยื่นมือคว้าตัวหมอหลวงไว้ แต่ยังมิทัน
จะกล่าวอะไร ก็มีขันทีอีกนายโผล่เข้ามาจากด้านนอก“ฝ่าบาทอาเจียนอีกแล้ว” เขาตะโกนร้อง
อาเจียนอีกแล้วงั้นรึ…
หมอหลวงหลี่เงยหน้ามองไปยังด้านนอก แสงตะวันค่อยๆ ลับ
ลงไป หากฝ่าบาทยังทรงอาเจียนอยู่เช่นนี้ต่อไปอีกจนฟ้ามืดละก็
อาจจะ…หมดสิทธิ์รอดเป็นได้…
“หมอหลวงหลี่ ในเมื่อนางทำได้ แล้วไฉนท่านถึงทำไม่ได้”
ขันทีตะคอกใส่ “ในเมื่อนางรักษาได้ ก็แปลว่ายังพอมีหวัง! หมอ
หลวงหลี่ ท่านรักษาคนมาทั้งชีวิต จะมาตกม้าตายเพราะประโยค
ประโยคเดียว หรือเพราะหญิงนางเดียว ท่านเลือกจะดูถูกดูแคลน
ความสามารถของท่านเองอย่างนั้นรึ”
“ข้ามิได้จะดูถูกตัวเอง เรื่องแบบนี้ ต่อให้พูดยกยอปอปั้น
ตนเองได้ก็ยังคงไม่สามารถอยู่ดีนั่นแล” หมอหลวงหลี่หัวเราะด้วย
ความขมขื่น
“ให้เชิญนางตอนนี้คงมิทันการ” ขันทีเอ่ย “เวลานี้ฝ่าบาทคง
ต้องพึ่งท่านแล้วล่ะ”
เวลานี้ฝ่าบาทคงต้องพึ่งท่านแล้วล่ะ“ต่อให้ท่านรักษาได้ไม่เต็มที่ แต่ก็ยังดีกว่านิ่งดูดาย!”
“อย่างน้อยฝ่าบาทได้รับรู้ว่า ชีวิตอันล้ำค่านี้ ทุกคนได้พยายาม
อย่างสุดความสามารถที่จะรักษาไว้!”
เอาล่ะ เป็นไงเป็นกัน จะอยู่หรือจะไปเดี๋ยวคงรู้กัน
หมอหลวงหลี่มองไปด้านนอก ก่อนจะหันกลับมาอย่างไม่ลังเล
แล้วรีบจัดแจงยาในตะกร้า
“นำยาพวกนี้ไปต้มแล้วรินใส่ถังอาบน้ำ”
“ส่วนพวกนี้ต้มไว้ดื่ม”
ทุกอย่างถูกจัดแจงเรียบร้อย ตรงด้านหน้าตำหนักจิ้นอันจวิ้น
อ๋อง หมอหลวงหลี่ที่กำลังจะก้าวเท้าเข้าไปด้านใน ก็ถูกนายทหารรั้ง
ตัวไว้
ท่าทีดูเหมือนกำลังจะพูดอะไรบางอย่างออกมา
“อาทิตย์อัสดง” หมอหลวงหลี่เอ่ยขึ้น ราวกับเข้าใจสิ่งที่คน
ตรงหน้าต้องการจะสื่อ “หลังอาทิตย์อัสดง หากฝ่าบาทไม่อาเจียน
แปลว่ามีโอกาสรอด แต่ถ้าหากยังคงอาเจียนอยู่…”หมอหลวงหลี่ไม่เอ่ยต่อ ทหารคนนั้นเองก็พยักหน้ารับรู้ แล้ว
เอามือตบที่ไหล่หมอหลวงหลี่เบาๆ
หมอหลวงหลี่เดินเข้าไปในห้อง ปิดบานประตูลง คนที่ยืน
เฝ้าอยู่ด้านนอกรู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก พลางมองขึ้นไปบน
ท้องฟ้า
อาทิตย์อัสดงงั้นหรือ
“ท่านอาจารย์หมอ นี่เข็มขอรับ”
ลูกศิษย์หมอหลวงเปิดสำ รับเข็มที่มีหลากหลายขนาด
ละลานตา
หมอหลวงหลี่มองดูจิ้นอันจวิ้นอ๋องที่นอนอยู่ในถังแช่น้ำ ไอน้ำ
จากยาที่ถูกต้มลอยฟุ้งไปทั่ว รอยฟกช้ำ ดำเขียวบนร่างชายหนุ่ม
ยังคงปรากฏให้เห็น
ต้องขับยาพิษออกจากร่างกายอย่างค่อยเป็นค่อยไป…
หมอหลวงหลี่มือไม้สั่นอย่างอดไม่ได้
นี่เป็นวิธีที่เขาไม่เคยทดลองมาก่อน เพียงแต่เคยเห็นเท่านั้น…
แค่เคยเห็นเท่านั้น!‘แม่นางเฉิง ให้กระหม่อมหลบไปก่อนหรือไม่’
ในห้องแกมมืดแกมสว่าง หญิงสาวกำลังนั่งคุกเข่า พลางหัน
ไปหาเขา
‘ตามสบายเลย ดูไปก็เท่านั้น ท่านเอาไปใช้ไปไม่หรอก’
บนโลกนี้มีเรื่องใดกันที่พอได้เห็นเข้าแล้วจะไม่ซึมซับและเกิด
การเรียนรู้ นั่นขึ้นอยู่กับว่าใจอยากเรียนรู้หรือไม่ต่างหาก ขึ้นอยู่กับ
ว่าจะสู้หรือถอย
หมอหลวงหลี่ปล่อยจิตให้ว่าง จากนั้นค่อยๆ หยิบเข็มขึ้น
มาหนึ่งเล่ม
“ท่านอาจารย์” ลูกศิษย์ของเขาอดไม่ได้ที่จะตั้งคำถาม
“จะได้ผลจริงหรือ”
“ได้ผลหรือไม่ ต้องลองดูถึงจะรู้” หมอหลวงหลี่เอ่ย แล้วเริ่ม
ลงมือ
…
นอกตำหนักเต็มไปด้วยเหล่าทหารมากหน้าคอยยืนเฝ้ายาม“ผู้ใดที่คิดว่าจะไม่อยู่แล้ว ก็รีบเตรียมเก็บข้าวของให้ไว” หนึ่ง
ในกลุ่มนายทหารจู่ๆ ก็โพล่งออกมา
ประโยคเมื่อครู่ ทำเอาทุกคนถึงกับหันมาขมึงตาให้
“นายทหารกู้ นี่อยากให้พวกเราไปงั้นรึ ในเวลาเช่นนี้น่ะรึ ให้
พวกข้าทิ้งฝ่าบาทไปอย่างนั้นรึ” ชายผู้หนึ่งตะโกนกลับด้วยเสียงแหบ
“ที่ข้าเสนอความคิดให้พวกเจ้าไปมิใช่เพราะคิดว่าพวกเจ้ากลัว
ตาย แต่ข้าแค่อยากต่อชีวิตให้พวกเจ้า แค้นของฝ่าบาทยังคงรอการ
ชำ ระอยู่” นายทหารสกุลกู้เอ่ย “ถ้าพวกเจ้าได้ออกไป อย่าลืมคุ้มกัน
คนของพวกเราให้ดีล่ะ”
หนึ่งในนั้นจู่ๆ ก็เค้นเสียงหัวเราะเยือกเย็นออกมา
“หากฝ่าบาทไม่อยู่แล้ว พวกเราจะอยู่ต่อได้อีกสักกี่น้ำกัน”
อย่างที่โบราณว่าไว้ หากต้นไม้ล้ม เหล่าลิงก็ไร้ที่พักพิง
“อยู่ให้ได้นานที่สุดเท่าที่ทำได้ หนึ่งปี สองปี สะสางความแค้น
ให้ฝ่าบาทเท่าที่ทำได้” นายทหารกู้เอ่ย มือที่ไว้ด้านข้างค่อยๆ
กำหมัดแน่น“กระหม่อมว่า พวกท่านล่วงหน้าไปกันก่อนเถิด” ขันทีที่ยืนอยู่
ด้านข้างเอ่ยขึ้น
ทุกคนหันไปหาขันที
“หากเกิดอันใดขึ้นกับฝ่าบาท พวกกระหม่อมคงหนีไม่พ้น
โทษประหารอยู่ดี” ขันทีเอ่ยขึ้น เอามือประสานไว้ด้านหน้าอย่าง
สำ รวม สีหน้าราบเรียบ “พวกท่านเป็นผู้มีความสามารถ หากพวก
ท่านเป็นอะไรขึ้นมาคงน่าเสียดายแย่ หากพวกท่านรอดออกไป
อย่างน้อยยังสามารถใช้ทักษะของพวกท่านในการช่วยเหลือแผ่นดิน
นี้ได้ ถือว่าเป็นการช่วยเหลือองค์ชิ่งอ๋อง ฝ่าบาทเองก็คงยินดีไม่น้อย
พ่ะย่ะค่ะ”
“หนีไปตอนนี้ยังทันการ ต่อให้มีทหารล้อมไว้ ออกแรงสักตั้งคง
กำจัดไปได้ไม่ยาก หากปล่อยให้เวลาล่วงเลยผ่านไป เกรงว่า…”
ขันทีพอเอ่ยถึงตรงนี้ก็หยุดลง เงยหน้ามองท้องฟ้า
แสงสุดท้ายของวันยังคงมีให้เห็น
“…อาจสายเกินไป…”ขณะขันทีเพิ่งเอ่ยจบประโยค จู่ๆ เสียงฝีเท้าจากในตำหนักเริ่ม
ดังขึ้นใกล้ๆ
“ตามคนมาด่วนขอรับ สิ้นสุดกระบวนการฝังเข็มแล้ว รีบ
ช่วยกันเคลื่อนย้ายฝ่าบาทเร็วขอรับ” ลูกศิษย์เอ่ยขึ้น
แสงสุดท้ายค่อยๆ ลับหายไป ดวงไฟในตำหนักพลันสว่างขึ้น
เงาใต้แสงไฟจากเหล่าผู้คนที่เข้ามามุงเริ่มขยายยาวขึ้น
“ฝ่าบาท ฝ่าบาท”
ขันทีย่อตัวคุกเข่ากระซิบเรียกฝ่าบาท
แต่เหมือนจะไร้ปฏิกิริยาตอบรับใดๆ จากจิ้นอันจวิ้นอ๋อง
ทุกคนหันไปทางหมอหลวงหลี่
“เหตุใดใบหน้าของฝ่าบาทยังคงดำคล้ำอยู่…” หนึ่งในนั้น
กัดฟันเอ่ย
หมอหลวงหลี่ตีหน้านิ่งไม่เอ่ยตอบ สายตาของเขาเอาแต่
จับจ้องคนบนเตียงอย่างแน่วแน่
ทันใดนั้นเอง ร่างของเขาก็ขยับอีกครั้ง
“จะอาเจียนแล้ว!”ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต่างก็คุ้นเคยกับภาพแบบนี้ พวกเขาอุทาน
ด้วยความตกใจ
หากฝ่าบาทยังทรงมีอาการอาเจียนเช่นนี้อยู่ โอกาสรอดคงเป็น
ศูนย์
“ดูเหมือนจะไม่ใช่ขอรับ!” ขันทีที่คอยคุกเข่าสังเกตการณ์อยู่
ร้องตะโกนออกมา “ฝ่าบาทมิได้อาเจียนเป็นเลือดขอรับ!”
ไม่อาเจียนเป็นเลือดงั้นรึ
ทุกคนต่างเข้าไปมุงดูในระยะใกล้มากขึ้น จิ้นอันจวิ้นอ๋องที่นอน
อยู่บนเตียงดูเหมือนมีอาการตัวกระตุกเล็กน้อย ช่วงหน้าอกจากที่
พองโตก็ค่อยๆ เหี่ยวฟีบลง มีของเหลวไหลออกทางมุมปาก เพียงแต่
ของเหลวนั่นมิใช่สีดำหรือแดงเช่นก่อนหน้าแต่อย่างใด
“หมอหลวงหลี่! หรือว่าจะ…” ผู้คนต่างพากันหันหน้าไปขอ
คำตอบจากหมอหลวงหลี่
เขาพยักหน้าให้ พลางวัดชีพจรอีกครั้ง
“ดีขึ้นแล้ว ในที่สุด ท่านรอดจากการถูกวางยาพิษได้อีกครั้ง”
หมอหลวงหลี่เอ่ยพลางลุกขึ้นยืนตัวตรงบรรยากาศในตำหนักพลันเปลี่ยนเป็นความปลาบปลื้มยินดี ยัง
ไม่ทันจะได้ถามไถ่อะไรต่อ หมอหลวงหลี่ก็ทรุดตัวลงไปพนพื้น
กลายเป็นความโกลาหลบังเกิดขึ้นชั่วขณะ
“…หมอหลวงหลี่นี่ชอบเป็นลมอยู่เรื่อย…”
“…ไม่ใช่เช่นนั้นขอรับ ท่านอาจารย์เหนื่อยเกินไปต่างหาก …”
“…รีบเรียกหมอหลวงให้เข้ามาดูหมอหลวงหลี่เร็วเข้า…”
“อย่างนี้ก็ส่งจดหมายไปให้ทางวังได้แล้ว รอดูกันซิว่าพวกนั้น
จะหาขออ้างอะไรมาแก้ตัวแสร้งทำเป็นหน้าชื่นตาบาน…”
“พรุ่งนี้ค่อยทำก็ได้ เผื่อว่า…”
“…เผื่อไม่สำ เร็จงั้นรึ”
“… ไม่ใช่อย่างนั้น เผื่อว่าพวกมันยังไม่ตายใจ…เกรงว่า
พวกเราจำ นวนคนเท่านี้จะเอาไม่อยู่…”
ระหว่างที่กำลังปรึกษาหารือกันอยู่ จู่ๆ ก็มีคนจากด้านนอกวิ่ง
เข้ามาแจ้งข่าว
“แม่นางเฉิงมาถึงแล้วขอรับ”เฉิงเจียวเหนียงหยุดยืนอยู่ด้านหน้าประตู เป็นเงาตะคุ่มตะคุ่ม
ใต้แสงไฟสลัว
นางเคาะประตูอีกครั้ง
“ไม่ต้องเคาะแล้วขอรับ!”
เสียงจากด้านในดังขึ้น
“ข้ามาตามคำเชิญ” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย
เสียงหัวเราะเสียดสีดังขึ้น จากนั้นประตูถูกแง้มออก
“แม่นางเฉิงดูเหมือนจะเข้าใจบางอย่างผิดไปนะขอรับ” ชายผู้
หนึ่งเอ่ยขึ้น “ก่อนหน้านี้แม่นางเอ่ยปฏิเสธไปแล้วมิใช่รึ”
เฉิงเจียวเหนียงมองหน้าผู้พูด
“ข้าขอดูอาการก่อน แล้วค่อยว่ากันตามน้ำได้หรือ” นางเอ่ย
พลางทำทีจะเข้าไปด้านใน
จู่ๆ ดาบยาวสี่ห้าเล่มหันเข้าหานาง
“แม่นางเฉิง ขอบใจอย่างยิ่ง” ชายผู้นั้นเอ่ยต่อ “แต่บัดนี้คงไม่
จำ เป็นแล้วขอรับ”
“ฝ่าบาทรงดีขึ้นแล้วรึ” นางเอ่ยถาม“แน่นอน ฝ่าบาทของพวกเราไม่เป็นอันใดแล้วขอรับ” ชายผู้
นั้น
ยิ้มเยาะพลางเอ่ยตอบ
ไม่เป็นอะไรแล้วสินะ…
เฉิงเจียวเหนียงขานตอบ พลางก้าวเท้าไปข้างหน้า
“ข้าคงต้องขออนุญาตเข้าไปดูให้เห็นกับตาเจ้าค่ะ” เฉิงเจียว
เหนียงเอ่ย
แต่คมดาบสี่ห้าเล่มนั้นกลับประชิดตัวนางใกล้กว่าเดิมตาม
จังหวะที่นางก้าวเท้า เงาของดาบเล่นกับแสงสะท้อนของโคมไฟ
“แม่นางเฉิง คงไม่มีความจำ เป็นแล้วล่ะขอรับ” จากนั้นจ้องไป
ที่ใบหน้าเฉิงเจียวเหนียง “พวกเรามิอาจเชื่อใจท่านได้”
…
กลุ่มคนที่อยู่ในตำหนักชะเง้อคอมองหลังจากที่หนึ่งในนั้นเสร็จ
สิ้นการเจรจากับแม่นางเฉิงแล้วเดินกลับเข้ามา
“เป็นแม่นางเฉิงจริงๆ อย่างนั้นรึ” พวกเขาเอ่ยถาม
ชายผู้นั้นพยักหน้าตอบรับ“กระหม่อมว่า ให้นางเข้ามาดูอาการฝ่าบาทหน่อยก็ดีนะขอรับ
ฝ่าบาทอาจหายจากการประชวรเร็วขึ้นก็เป็นได้” หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้น
นายทหารกู้จู่ๆ ก็หัวเราะขึ้น พร้อมกับเอ่ยวาจาประชดประชัน
“แล้วเจ้าไม่คิดหรือว่าเหตุใดนางถึงเพิ่งมาเยือนเอาป่านนี้หาก
นางต้องการให้ฝ่าบาทหายจากประชวรจริงๆ ” เขาเอ่ยต่อ “ที่ข่าวอา
การประชวรของฝ่าบาทมิได้มีการเผยออกไป เพราะอาจยังมีคน
ไม่ตายใจ หากปล่อยให้นางเข้ามา เจ้ารับรองได้หรือไม่ว่าจะไม่เกิด
อันตรายอันใดกับฝ่าบาท”
ชายผู้นั้นโต้ตอบกับเขาด้วยการส่ายหน้าแล้วแสยะยิ้มออกมา
“แม้ว่านางเป็นคนฝีมือดีและมีชื่อเสียง” นายทหารกู้อธิบายต่อ
สายตาเบนไปทางนอกประตู โคมไฟที่อยู่ในสวนหย่อมค่อยๆ สว่าง
ขึ้น “แต่นางมิใช่คนที่ฝ่าบาทจะไว้ใจได้ หากปล่อยให้นางจัดการ
เกรงว่าฝ่าบาทคงอยู่ไม่รอดจนถึงตอนนี้ ที่เจ้าบอกว่าฝ่าบาทจะหาย
เร็วขึ้นนั้นยิ่งไม่มีทาง”
ทุกคนในนั้นต่างพยักหน้า จู่ๆ จิ้นอันจวิ้นอ๋องเริ่มมีอาการ
ตอบสนองมากขึ้น พวกเขาจึงเบนความสนใจไปที่ชายหนุ่มบนเตียงหมอหลวงที่เพิ่งเข้ามาทำการวัดชีพจร จิ้นอันจวิ้นอ๋องที่
ตอนแรกดูเหมือนกำลังจะตื่นขึ้น แต่สุดท้ายก็สลบลงไปเหมือนเดิม
“ฝ่าบาททรงเป็นเช่นไรบ้าง” ทุกคนต่างรุมถาม
หมอหลวงพยักหน้า
“ถึงแม้ยังไม่พ้นอันตรายก็ตาม แต่อย่างน้อยวางใจได้ว่ารอด
แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ในเมื่อหมอหลวงทั้งสองยืนยันเช่นนี้ ทุกคนพอได้ฟังก็รู้สึกชื้น
ใจขึ้นหลายโข
“พวกเรามีหมอหลวงที่ไว้วางใจได้ ดังนั้นไม่จำ เป็นต้องเชิญ
แม่นางเฉิงเข้ามาหรอก” นายทหารกู้เอ่ย
ทุกคนต่างตอบรับเขา
“เพียงแต่…” ชายคนเดิมที่เคยแย้งกับเขาเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“เพียงแต่อะไรรึ” นายทหารกู้สงสัย
“เพียงแต่ เท่าที่ดูแล้ว กระหม่อมว่าแม่นางเฉิงมีท่าทีผิดแปลก
ไป” ชายผู้นั้นเอ่ยขึ้น
ผิดแปลกไปงั้นรึ“ก็นางเป็นคนแปลกอยู่แล้วนี่!” นายทหารกู้ขมวดคิ้ว “พวกเรา
ถึงต้องคอยระวังมิให้นางเข้ามาอย่างไรเล่า หากนางขัดขืนล่ะก็ ก็
ฆ่าทิ้งเสีย”
ชายผู้นั้นคิดในใจ ไม่สิ กระหม่อมมิได้หมายถึงเช่นนั้น แต่
หมายถึงรูปร่างหน้าตาของนางต่างหาก…
ชายผู้นั้นกำลังจะอ้าปากเอ่ยต่อ กลับถูกเสียงของนายทหารกู้
แทรกขึ้น
“พวกเรามิอาจมองดูฝ่าบาทเป็นอะไรไปได้อีก”
นั่นสินะ นี่เป็นเรื่องที่สำ คัญที่สุด
ชายผู้นั้นไม่เป็นอันเอ่ยอะไรต่อ พยักหน้าขานรับแล้วม้วนตัว
จากไป
ทุกคนต่างทยอยกันออกไป เหลือเพียงหมอหลวงที่ต้องคอย
เฝ้าอาการฝ่าบาทอย่างใกล้ชิด กับนางกำนัลที่ต้องเข้ามา
ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า จู่ๆ ร่างของจิ้นอันจวิ้นอ๋องเริ่มมีอาการสั่นเทา
“หมอหลวงเจ้าคะ” นางกำนัลรีบตะโกนร้องหมอหลวงจึงรีบวิ่งเข้ามาดู พบว่ามือของฝ่าบาทเริ่มขยับได้
ราวกับกำอะไรบางอย่างไว้ในมือ แต่สักพักก็นิ่งเหมือนเดิม
นางกำนัลและหมอหลวงหันมาสบตากัน
นางกำนัลค่อยๆ คลี่มือของจิ้นอันจวิ้นอ๋องออก พอได้เห็น
สิ่งที่อยู่ในนั้น ทั้งสองก็โพล่งออกมาด้วยความตกตะลึง
“เศษเนื้อไม้นี่ มาจากที่ใดรึ” หมอหลวงหลี่เอ่ยเสียงเบา “ไม่ได้
ทำความสะอาดแท่นบรรทมของฝ่าบาทหรอกรึ”
นางกำนัลรีบส่ายหัวปฏิเสธ จากนั้นจึงพยายามหยิบเศษไม้นั้น
ออกมา แต่ทว่า จิ้นอันจวิ้นอ๋องที่ดูเหมือนจะเริ่มรู้สึกตัว กลับกำมือ
แน่นกว่าเดิม
“ช่างเถิด ปล่อยให้ฝ่าบาทกำต่อไป คงกำลังต่อสู้กับความ
เจ็บปวดอยู่ หาอะไรมากำเอาไว้อาจพอช่วยบรรเทาได้บ้าง” หมอ
หลวงเอ่ยเสียงเบา
นางกำนัลขานรับ พลางเลื่อนแขนจิ้นอันจวิ้นอ๋องเข้าไปใน
ผ้าห่ม ดึงม่านลง
ความมืดเริ่มคืบคลาน ทั้งตำหนักไร้สุ้มเสียงใดหญิงสาวมองไปยังประตูที่ดูเหมือนจะไม่เปิดต้อนรับนางอีก
นางหยุดยืนอยู่ตรงขั้นบันได ทอดสายตาไปยังถนนหนแห่งที่
ประดับประดาไปด้วยโคมไฟสว่างไสว
นึกคิดในใจ บางทีคงจะดีเสียกว่าหากนางไม่เข้าไป
นั่นสินะ เป็นเช่นนั้นแล