พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 106 ในใจเอี๋ยมเอ๋อร์มีเพียงคนผู้เดียว
บทที่ 106 ในใจเอี๋ยมเอ๋อร์มีเพียงคนผู้เดียว
เจ้าเมืองลกเอี๋ยงควบม้าเข้ามาอย่างเหนื่อยหอบ จนเหงื่อออกเต็มหน้าผาก
“แฮก ๆ ๆ…”
ทุกคนรีบคำนับ
“ใต้เท้าเล่า!”
เล่าเอี๋ยนหอบตัวโยน อายุอานามก็หาได้หนุ่มแน่น ตอนนี้ทำได้เพียงพยักหน้า
“ท่านพ่อมาได้อย่างไร?”
เล่าเจี้ยงรีบก้าวไปช่วยพยุงบิดาลงจากหลังม้า
“ก็… แฮก แฮก หากข้าไม่รีบมา เจ้าจะไม่ทำเรื่องบ้าระห่ำหรอกรึ!”
“ว่าแต่นี่มันเกิดอะไรขึ้น”
เล่าเอี๋ยนมองบุตรชายอย่างตำหนิ ก่อนชี้ไปยังศพเกลื่อนกลาดที่ล้อมรอบไปด้วยลูกเกาทัณฑ์
เจ้าเมืองลกเอี๋ยงถอนหายใจ แม้ตัวเองรีบเร่งเพียงไหน ก็ดูเหมือนจะสายเกินไป
“จวินหลาง!”
ซัวหยงเดินเข้ามาทักทายเล่าเอี๋ยนอย่างอบอุ่น
“พี่ซัวหยง!”
เล่าเอี๋ยนวางความสงสัยลงชั่วคราว ก่อนเดินไปหาปราชญ์อาวุโส
“พี่ซัวหยง ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่ ตกอกตกใจหรือเปล่า?”
ซัวหยงมองไปที่ศพอันน่าสลดใจโดยรอบ และทหารม้านับพันนาย ก็ส่งเสียง ‘หึ’ ในใจ
ไม่ตกใจก็บ้าแล้ว!
แต่กระนั้นก็ยังคงส่ายหัวเบา ๆ ให้เล่าเอี๋ยน
“ข้าไม่เป็นไร จวินหลางไม่ต้องเป็นห่วง”
เล่าเอี๋ยนมองไปที่ซัวหยงด้วยสีหน้าขอโทษ ปากก็พร่ำคำขอโทษขอโพยไม่หยุด
“พอข้าได้รับข่าวก็รีบมาทันที กลัวว่าเจ้าเด็กคนนี้จะหุนหันพลันแล่น ทำเรื่องโง่ ๆ ลงไป”
“หากพี่ซัวหยงจะโทษก็โทษข้าเถิด นี่เป็นความผิดของข้าทั้งหมด ที่ไม่ได้ชี้แจงกับเจี้ยงเอ๋อร์ให้ชัดเจน!”
เล่าเจี้ยงเดินเข้าไปหาเช่นกัน และมองบิดาด้วยสีหน้าจนใจ
“ที่แท้ท่านพ่อรู้เรื่องเอี๋ยมเอ๋อร์มานานแล้ว!”
ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าเหตุใดอีกฝ่ายถึงทำตัวแปลก ๆ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา อีกทั้งยังเห็นดีเห็นงามที่จะให้เขาแต่งงานกับองค์หญิงว่านเหนียน
ที่แท้ก็รู้อยู่แล้วนี่เอง!
“เฮ้อ!”
เรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว เล่าเอี๋ยนก็ไม่มีอะไรจะพูด เหตุการณ์วันนี้ ในฐานะพ่อเขามีส่วนผิดอยู่มาก
“เจ้ากับเอี๋ยมเอ๋อร์มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งมาก พ่อจะพูดออกมาได้อย่างไร?”
“เดิมที ข้าคิดว่าการแต่งงานกับองค์ว่านเหนียนจะช่วยลบเลือนความรู้สึกที่เจ้ามีต่อเอี๋ยมเอ๋อร์ แต่ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะปฏิเสธฝ่าบาทในทันที และถึงขั้นตาต่อต่าฟันต่อฟันกับพ่อ ไม่ยอมลงให้เลยแม้แต่น้อย!”
เล่าเจี้ยงถอนหายใจมากเท่าไร เล่าเอี๋ยนยิ่งถอนหายใจหนักยิ่งกว่า ในฐานะบิดา เขาพบว่าตัวเองไม่สามารถควบคุมเล่าเจี้ยงได้เลย!
จะโทษเล่าเอี๋ยนที่ไร้ประโยชน์อย่างเดียวไม่ได้ ในแง่ของตำแหน่งทางการ เล่าเจี้ยงเป็นแม่ทัพหลังที่ควบคุมกองทัพหนัก ทั้งยังเป็นถิงโหว
ในแง่ของความสามารถ เล่าเจี้ยงปราบกบฏโพกผ้าเหลืองด้วยตัวเอง
ในแง่วรรณกรรม เล่าเอี๋ยนยิ่งยากจะเอาชนะ
ลูกชายคนนี้มีพรสวรรค์ทั้งบุ๋นบู๊ และประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย คงหลีกเลี่ยงเรื่องควบคุมยากไม่พ้น
“จวินหลาง เจ้าบอกว่าเล่าเจี้ยงปฏิเสธการแต่งงานที่ฝ่าบาทพระราชทานให้ เพื่อเอี๋ยมเอ๋อร์หรือ!?”
ซัวหยงตกใจอย่างมากเมื่อได้ยินข่าวนี้
ที่แท้ความรู้สึกของเล่าเจี้ยงที่มีต่อซัวเอี๋ยมแน่นแฟ้นถึงเพียงนั้น
องค์หญิงว่านเหนียนมีสถานะอย่างไรในหัวใจพระเจ้าเลนเต้ ซัวหยงรู้ดี
หากแต่งงานกับนาง นั้นเทียบเท่ากับว่าได้อำนาจและสถานะ
เล่าเอี๋ยนพยักหน้าอย่างจริงจัง “ใช่แล้ว ฝ่าบาทเคยเรียกพบข้าเพียงลำพัง และทาบทามบุตรชายกับข้า”
“แต่เจ้าลูกคนนี้มันความคิดของตัวเอง แม้ข้าจะตอบรับฝ่าบาทไปก็ไม่มีประโยชน์!”
“เฮ้อ…”
ซัวหยงมองออก เล่าเอี๋ยนเห็นดีด้วยอย่างมากกับเรื่องแต่งงานของเล่าเจี้ยง แต่น่าเสียดายที่ใจของเล่าเจี้ยงอยู่กับซัวเอี๋ยมมาตั้งแต่เยาว์วัยแล้ว
“พี่ซัวหยง มันเกิดอะไรขึ้นที่นี่กันแน่ แล้วคนจากตระกูลเว่ยล่ะ? ข้าได้ยินมาว่าเว่ยจี้มาที่นี่ด้วยตนเอง? หรือว่า…”
นับตั้งแต่มาถึง เล่าเอี๋ยนเอาแต่ชำเลืองไปทางซากศพ ด้วยเกรงว่าจะเห็นศพของเว่ยจี้!
หากคุณชายใหญ่เว่ยตาย ต้องกลายเป็นเรื่องขึ้นมาจริง ๆ แน่! ตระกูลเว่ยแห่งเมืองเหอตงหาใช่ตระกูลที่จะยอมถูกรังแกอย่างเหี้ยมโหดได้!
“ท่านพ่อไม่ต้องห่วง เว่ยจี้กลับไปแล้ว”
หลังจากได้รับคำตอบจากเล่าเจี้ยง เล่าเอี๋ยนก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก อย่างไรเสียสถานการณ์ก็ไม่สามารถย้อนคืนมาได้
“มีใครบอกข้าได้ไหม ว่าสรุปมันเกิดอะไรขึ้น?”
เล่าเจี้ยงกับซัวหยงมองหน้ากัน ไม่มีใครยอมพูดก่อน ในแววตายังผลักไสให้อีกฝ่ายเป็นคนเล่า
“ใต้เท้าเล่า ให้ข้าน้อยเล่าให้ท่านฟังเถิด”
โกะหยงเห็นภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกระหว่างตัวต้นเหตุทั้งสอง จึงลุกออกมา
“หืม? เช่นนั้นขอรบกวนสหายน้อยแล้ว”
โกะหยงเริ่มเล่าตั้งแต่การมาถึงของเว่ยจี้ ไปจนถึงเว่ยจี้จากไปอย่างละเอียดโดยไม่มีการบิดพลิ้วใด ๆ เลยแม้แต่น้อย
“เป็นเช่นนี้นี่เอง! ตระกูลเว่ยเองก็มีเจตนาไม่ดี หากหลานสาวข้าแต่งเข้าไปจริง ๆ ไม่ต้องเป็นแม่หม้ายหรอกหรือ?”
เล่าเอี๋ยนโกรธมาก เขาไม่คิดเลยว่าตระกูลเว่ยที่ยิ่งใหญ่ร่ำรวยจะปกปิดเรื่องอาการป่วย และจะดึงซัวเอี๋ยมเข้าไปพัวพันเช่นนี้
ซัวหยงหน้าดำหน้าแดง เอาแต่ถอนหายใจออกมา
เขาทั้งโกรธที่ถูกตระกูลเว่ยหลอกลวง ทั้งรู้สึกละอายใจเพราะแยกเล่าเจี้ยงกับซัวเอี๋ยมด้วยความเห็นแก่ตัว
“พี่ซัวหยง ในเมื่อตระกูลเว่ยตกลงยกเลิกการแต่งงานแล้ว เช่นนั้นก็ดีมาก!”
“ขอพี่ชายอย่าโกรธเกินไปเลย หากร่างกายย่ำแย่เพราะพวกมันจะไม่คุ้ม”
เล่าเอี๋ยนบ่นตระกูลเว่ยตั้งแต่ต้นจนจบ ในวาจาไม่มีการตำหนิซัวหยงเลยแม้แต่น้อย
ท่านมองไม่เห็นความเห็นแก่ตัวของซัวหยงงั้นหรือ?
แน่นอนว่าไม่ใช่… เล่าเอี๋ยนเป็นคนฉลาดขนาดไหน เขาแค่ไว้หน้าปราชญ์อาวุโสผู้นี้เท่านั้น
ใครใช้ให้ลูกชายสุดที่รักของตัวเองไปหลงลูกสาวเขาหัวปักหัวปำกันล่ะ?
ทว่าความใจกว้างของเล่าเอี๋ยนสะเทือนใจซัวหยงไม่น้อย จนได้แต่ก้มหน้าพลางส่ายหัวไม่หยุด
“จวินหลาง เจ้าไม่จำเป็นต้องปลอบข้าหรอก ข้าทำเพื่อปกป้องเกียรติยศชื่อเสียงตัวเอง จนเกือบจะฝังลูกสาวด้วยมือคู่นี้ ข้าละอายใจยิ่งนัก”
“พี่ซัวหยงอย่าทำเช่นนี้เลย นี่…”
ซัวหยงยื่นมือออกไปขัดเล่าเอี๋ยน ปราชญ์อาวุโสแห่งแผ่นดินยังคงเอ่ยวาจาตำหนิกล่าวโทษตัวเองต่อไป ถือเป็นการยอมรับความผิดพลาด
หากวันหน้าเหล่าบัณฑิตรุ่นเยาว์สืบเสาะประวัติศาสตร์ ก็จะพบความผิดพลาดในฐานะบิดาของปราชญ์เอกผู้นี้ปรากฏอยู่ด้วย
“หากไม่ใช่เพราะเจี้ยงเอ๋อร์ ข้าคงเสียใจไปตลอดชีวิต”
“ท่านลุงซัวหยง” เล่าเจี้ยงเดินไปหาปราชญ์อาวุโส และคุกเข่าลงกับพื้น “ท่านลุง ขอโปรดยกโทษให้เล่าเจี้ยงกับการดูหมิ่นก่อนหน้านี้ด้วย!”
หลังจากพูดอย่างนั้น แม่ทัพหนุ่มก็ก้มหัวคำนับสามครา
“เจี้ยงเอ๋อร์รีบลุกขึ้นเสีย… ข้าสมควรได้รับแล้ว”
ซัวหยงก้าวไปข้างหน้า อยากพยุงเล่าเจี้ยงขึ้นมา แต่หากแม่ทัพหนุ่มไม่ยอมลุกขึ้น ไฉนเลยจะพยุงขึ้นมาได้
“ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของข้าเอง เจ้าผิดเรื่องอะไรกัน? รีบลุกขึ้นเถิด อย่าทำแบบนี้!”
เล่าเจี้ยงยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้น ไม่มีเจตนาจะลุกเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังมองไปที่ซัวหยงด้วยสีหน้าจริงจัง
“ลุงซัวหยง ท่านได้ประจักษ์ความรู้สึกที่ข้ามีต่อเอี๋ยมเอ๋อร์แล้วใช่หรือไม่ขอรับ!”
“ข้าเล่าเจี้ยงได้สาบานไว้แล้ว ทั้งชีวิตนี้จะไม่แต่งงานกับใครนอกจากนาง!”
“ก่อนหน้านี้ข้าได้ล่วงเกินลุงซัวหยงไปมาก จะทุบตีจะดุด่า ข้าจะไม่มีบ่นเลย!”
“แต่ขอลุงซัวหยงยอมรับการแต่งงานของเราด้วย! หลานขอร้อง!”
พูดจบเล่าเจี้ยงก็ก้มหัวแนบลงบนพื้น ใช้การกระทำพิสูจน์ความมุ่งมั่นของตัวเองที่อยากจะแต่งงานกับซัวเอี๋ยม
“ท่านพ่อ!”
ในเวลานี้เอง ซัวเอี๋ยมก็ลงมาจากรถม้า และเดินไปคุกเข่าลงต่อหน้าบิดาเช่นกัน
“ท่านพ่อ ก่อนหน้านี้ข้าไม่อยากให้ชื่อเสียงของท่านเสียหาย และไม่อยากเป็นตัวถ่วงอนาคตของพี่เล่าเจี้ยง!”
“หากไม่ใช่เพราะบิดายกเลิกการแต่งงานกับตระกูลเว่ยแล้ว เอี๋ยมเอ๋อร์คงไม่ขัดคำสั่งแน่นอน แม้จะไม่เต็มใจ ก็จะแต่งเข้าตระกูลเว่ย”
“หัวใจข้าได้แตกสลายไปนานแล้ว ร่างกายเปรียบดังศพที่เดินได้เท่านั้น มีชีวิตอยู่ก็หาได้มีความหวังอะไร”
“ทว่า… หากวันนี้ไม่มีการแต่งงานกับตระกูลเว่ยแล้ว ขอท่านพ่อยอมรับการแต่งงานของข้ากับท่านพี่เล่าเจี้ยงด้วย ทั้งชีวิตซัวเอี๋ยมผู้นี้ มีเพียงท่านพี่เล่าเจี้ยงในใจผู้เดียว”
ซัวเอี๋ยมแนบหัวลงบนพื้น คนรุ่นเยาว์ทั้งสองคุกเข่าขอร้องให้คนแก่ชรายอมเห็นด้วย กับการสมรสตามหัวใจเรียกร้อง
เมื่อเล่าเอี๋ยนเห็นฉากนี้ ก็อดน้ำตาไหลเพราะซาบซึ้งไปกับหนุ่มสาวทั้งสองคนไม่ได้
“พี่ซัวหยง! หรือจะให้น้องคุกเข่าขอร้องท่านด้วยอีกคน”