พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 132 มีแฟนคลับเพิ่มมาอีกหนึ่งคน
บทที่ 132 มีแฟนคลับเพิ่มมาอีกหนึ่งคน
เล่าเจี้ยงพาซุนฮิวกับเตียนอุยตรงไปในเมือง ซุนฮกไม่ได้ออกไปพร้อมกับแม่ทัพหลัง แต่ยังอยู่ในงานชุมนุมวรรณศิลป์ต่อไป
ซุนฮิวตอนนี้ยังคงดูตกใจอยู่ ในดวงตาเปี่ยมไปด้วยความชื่นชมต่อเล่าเจี้ยง
“นายท่านมีปณิธานยิ่งใหญ่ ข้านับถือยิ่งนัก ท่านแต่งกลอนในงานชุมนุมวรรณศิลป์หนนี้ จะต้องมีชื่อเสียงไปทั่วเป็นแน่!”
เล่าเจี้ยงยิ้ม ก่อนส่ายหน้าเบา ๆ
“กงต๋า เรื่องชื่อเสียงโด่งดังข้าไม่สนใจหรอก ข้าแค่หวังว่าแผ่นดินจะกลับคืนสู่ความรุ่งโรจน์อีกครั้ง”
ต้องยอมรับว่าเล่าเจี้ยงเข้าใจจับจุดในใจของผู้คนได้ดีมาก ตอนนี้ซุนฮิวรู้สึกประทับใจกับปณิธานยิ่งใหญ่ของเจ้านายขึ้นไปอีก
“ข้าน้อยจะพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ร่วมกับนายท่าน”
เล่าเจี้ยงมีแววตาตื่นเต้น และดึงมือซุนฮิวมาจับโดยไม่รู้ตัว
“กงต๋า!”
“นายท่าน!”
ซุนฮิวก็ตื่นเต้นรู้สึกประทับใจมากเช่นกัน จึงจับมือเล่าเจี้ยงไว้แน่น
“เอิ่ม! อะแฮ่ม!”
เสียงกระแอมไอเบา ๆ ขัดอารมณ์ของเล่าเจี้ยงกับซุนฮิว จนทั้งคู่ก็ได้สติขึ้นมาพร้อมกัน
เตียนอุยส่งเสียงที่ไม่เหมาะสมออกมาอย่างไม่รู้เวล่ำเวลาอีกครั้ง จนได้รับสายตาโกรธเกรี้ยวของนายท่านกลับมา
“นายท่าน ไม่ใช่ว่าข้าอยากขัดท่านกับท่านกุนซือ เพียงแต่มีคนตามพวกเรามา…”
เตียนอุยรู้สึกผิดเล็กน้อย แต่ตาก็คอยมองกลับไปอยู่เนือง ๆ
เล่าเจี้ยงมีสีหน้าตึงเครียดขึ้น ก่อนรีบส่งสายตาให้ขุนศึกทวนคู่
เตียนอุยเข้าใจทันที เขาวิ่งตรงไปด้านหลัง และไม่นานก็เดินกลับมาพร้อมหิ้วเด็กคนหนึ่ง
“นายท่าน เป็นเจ้าเด็กนี่แหละที่ตามพวกเรามาตลอด”
เด็กที่อยู่ในมือของเตียนอุยเป็นคนตรง ๆ มาก ไม่มีเจตนาจะขัดขืนเลยสักนิด ปล่อยให้เตียนอุยหิ้วไป
เล่าเจี้ยงรู้ว่าเขาเป็นใคร แต่ไม่คิดเลยว่าเขาจะแอบตามมา
“เหตุใดเขาไม่ขัดขืนล่ะ?”
เมื่อเล่าเจี้ยงถาม เด็กชายก็ยิ้มบางออกมา
“ท่านคิดว่าข้าเป็นเขาฮิวคนโง่เขลาคนนั้นหรือ? เจ้าตัวโตคนนี้แข็งแกร่งขนาดนี้ จะดิ้นหลุดได้อย่างไร!”
ฉลาดตามที่คาดไว้จริง ๆ เล่าเจี้ยงเผยรอยยิ้มออกมา และส่งสัญญาณให้เตียนอุยวางเขาลง
“เจ้าชื่อจิวยี่? ลูกชายของนายอำเภอลกเอี๋ยงใช่ไหม”
เด็กน้อยพยักหน้า “ข้าน้อยจิวยี่ คารวะแม่ทัพหลัง!”
เล่าเจี้ยงอยู่ในงานนานแล้ว เขารู้เรื่องราวกระจ่างแจ้งดี
ไม่ว่าจะเป็นความคิดเห็นของเขาฮิวที่มีต่อตน หรือการทะเลาะกันของสองพี่น้องตระกูลอ้วน จวบจนได้รับการคลี่คลายจากจิวยี่ในท้ายสุด แม่ทัพหลังรู้ทุกอย่างชัดเจน
เพียงแต่เขาไม่ได้สนใจอะไรกับอัจฉริยะตัวน้อยจิวยี่… ใช่ว่าอีกฝ่ายไม่ดีพอ แต่ไม่ว่าจะล่อลวงอีกฝ่ายแค่ไหน มันก็เปล่าประโยชน์
เล่าเจี้ยงเข้าใจกระจ่างแจ้งอนาคตของเด็กน้อยมาก แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ในปลายฮั่นตะวันออก ทั้งโดดเด่น และสง่างามเหนือใคร
จิวยี่มีข้อดีมากมาย ไม่เพียงแต่เป็นนักรบที่แข็งแกร่งเท่านั้น แต่ยังเป็นกุนซือทางทหาร นักการเมือง เรียกได้ว่าสามารถวางแผนยุทธศาสตร์ได้ นำทัพออกรบได้ และยังสามารถออกรบเองได้ด้วย!
แม้เล่าเจี้ยงจะไม่อยากยอมรับ แต่ในแง่ของความสามารถโดยรวม จิวยี่ไม่มีทางด้อยกว่าจูกัดเหลียง นามรอง ขงเบ้ง ดังเช่นในวรรณกรรมแน่นอน ข้อบกพร่องเดียวที่มีคือในความสามารถด้านการปกครองแว้นแคว้น ขงเบ้งอาจจะโดดเด่นกว่าสักหน่อย
ทว่าจิวยี่กับขงเบ้งแตกต่างกัน ตระกูลจูกัดของจูกัดเหลียงจะต้องตกต่ำในไม่ช้า ได้แค่ต้องระเห็จจากบ้านเกิด! แต่ตระกูลจิวแห่งโลกั๋งนั้นแตกต่าง แม้ตอนนี้จะมีเพียงคนเดียวที่เป็นมหาเสนาบดี กระนั้นเล่าเจี้ยงรู้ดี ในอนาคตอันใกล้นี้ จะมีมหาเสนาบดีออกมาอีกหนึ่งคน
คนเก่งเช่นนี้ไม่มีวันถูกเขาชักชวนได้สำเร็จแน่นอน ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงอายุที่ยังน้อยนี้เลย
เล่าเจี้ยงเหลือบมองอีกฝ่ายจากไกล ๆ รู้ว่าเป็นจิวยี่เช่นนี้ จึงไม่กล้าคาดหวังอะไร
“คุณชายจิวตามมาไม่ทราบว่ามีสิ่งใดจะชี้แนะหรือ?”
ในเมื่อจิวยี่ตามมาเอง เล่าเจี้ยงก็ไม่รังเกียจที่จะพูดคุยด้วยแน่
จิวยี่กุมมือ คำนับแม่ทัพหลังก่อน
“จิวยี่ชื่นชมบุคคลที่เป็นวีรบุรุษมาตั้งแต่เด็ก วันนี้จึงตั้งใจมาดูท่านแม่ทัพให้เห็นกับตา”
“โอว? ในสายตาคุณชายจิว เล่าเจี้ยงผู้นี้นับว่าเป็นวีรบุรุษหรือ?”
เล่าเจี้ยงมีความสุขจนตัวลอย แม้จิวยี่จะยังเด็ก กระนั้นก็แตกต่างจากเด็กในวัยเดียวกัน
เด็กชายพยักหน้าอย่างแรง ท่าทางดูน่ารักน่าอุ้มนัก
“แม่ทัพหลังต่อสู้นองเลือดกับกลุ่มโพกผ้าเหลือง พลิกคลื่นช่วยเหลือฟื้นต้าฮั่น ย่อมนับได้ว่าเป็นวีรบุรุษ”
“ฮ่า ๆ ฮ่า ๆ!”
“ได้! ขอบคุณสำหรับคำชมจากคุณชายจิว หากเล่าเจี้ยงปฏิเสธจะถือว่าไม่ให้เกียรติ”
ท่าทางใจกว้างมีน้ำใจของเล่าเจี้ยงทำให้จิวยี่รู้สึกอบอุ่น ไม่เสียแรงเลยที่เด็กน้อยชื่นชมนับถือ
“แม่ทัพหลังสมกับเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่จริง ๆ จิวยี่สมปรารถนาแล้ว ไม่ขออยู่รบกวนเวลาอีก”
เมื่อเห็นว่าเล่าเจี้ยงพอใจ จิวยี่ก็กล่าวคำอำลา
เมื่อนึกถึงภายภาคหน้า วีรบุรุษที่โดดเด่นเช่นนี้ต้องตายตั้งแต่ยังหนุ่ม นักท่องเวลาก็รู้สึกทนไม่ไหว
“คุณชายจิว!”
“แม่ทัพหลังมีเรื่องอันใดหรือ?”
จิวยี่น้อยผิวขาวเกลี้ยงเกลาเป็นพิเศษ รูปร่างหน้าตาก็น่ารักน่าชัง ยิ่งทำให้เล่าเจี้ยงสงสาร
“คุณชายจิว ความสำเร็จในอนาคตของเจ้าอาจจะเกรียงไกร แต่ต้องจำไว้ว่า สุภาพบุรุษจะไม่ยืนอยู่ในที่เสี่ยงและอันตราย”
“ดูแลตัวเองให้ดี!”
เด็กชายมีแววตาลุ่มลึก ก่อนพยักหน้าเบา ๆ
“แม่ทัพหลังรักษาตัวด้วย”
จิวยี่ ผู้ถือพัดขนนกและผ้าพันคอไหม โพกผ้าแพรพรรณ อาจไม่สามารถหลีกหนีชะตากรรมแห่งความตายได้
เมื่อคิดถึงสิ่งนี้นึกถึงเรื่องนี้ เล่าเจี้ยงอดรู้สึกเสียใจไม่ได้
ทว่าเปลี่ยนไปมองอีกมุมหนึ่ง อีกฝ่ายตายไปเสียอาจดีแล้ว หากไม่ตาย จะไม่เป็นผู้นำกองทัพออกรบกับเสฉวนเองเลยหรอกหรือ?
หากวีรบุรุษจิวยี่นำทัพได้นาน เล่าเจี้ยงคงเดือดร้อนไม่น้อย
เมื่อนึงถึงสิ่งนี้ เขาอดเผยรอยยิ้มขมขื่นออกมาไม่ได้ ก่อนส่ายหน้าเบา ๆ
“นายท่าน? เหตุใดถึงได้รู้สึกทอดถอนใจกับคุณชายจิวปานนี้?”
ซุนฮิวมองไปที่นายท่านด้วยความสับสน แค่เด็กคนหนึ่งกลับสามารถกระตุ้นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ในตัวเขาได้
“กงต๋า เด็กคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา วันหน้าต้องประสบความสำเร็จมากมายแน่นอน! และไม่แน่ เขาอาจกลายเป็นศัตรูที่น่าเกรงขามของเราก็ได้!”
“หืม” ซุนฮิวเริ่มสนใจขึ้นมา ก่อนลอบถามเสียงยั่วเย้า “แล้วเหตุใดนายท่านไม่รีบกำจัดเขาไปเสียล่ะ?”
เล่าเจี้ยงยกมือชี้ไปที่อีกฝ่าย เขารู้สึกว่าคำพูดดังกล่าวออกมาจากปากของกาเซี่ยงถึงจะปกติมากกว่า
“ในใต้หล้ามีวีรบุรุษมากมาย จะฆ่าให้ตายหมดได้อย่างไร มีเพียงใช้คุณธรรมสยบคนเท่านั้น ถึงจะอยู่ได้ยาวนาน”
“นายท่านมีจิตใจกว้างขวาง ซุนฮิวผู้นี้เลื่อมใสยิ่งนัก! เมื่อครู่เป็นเพียงการล้อเล่นเท่านั้น!”
ซุนฮิวหัวเราะออกมา และเห็นด้วยกับคำพูดของเล่าเจี้ยงมาก
…
อ้วนสุดเดินโคลงเคลงไปยังจวนตระกูลอ้วน ท่าทางการเดินของเขาแสดงให้เห็นสมญานามผีแล้งบนท้องถนนของเขาได้เป็นอย่างดี
กวนโอ๊ย! เดินได้น่าหมั่นไส้มาก
หากไม่มีอำนาจสูงสุดที่จะพึ่งพาได้ ก็คงแสดงท่าทางไม่ยี่หระต่อผู้ใดออกมาไม่ได้
“คุณชาย! เหตุใดท่านเพิ่งกลับมาเอาปานนี้! คุณชายใหญ่อ้วนฟ้องท่านกับนายท่าน นายท่านกำลังตามหาท่านไปทุกที่เลยขอรับ!”
เมื่อข้ารับใช้ในจวนเห็นอ้วนสุดเดินโคลงเคลงกลับมา ก็รีบวิ่งเข้าไปไปรายงาน
“คุณชายใหญ่ไหนล่ะ อ้วนจีงั้นรึ?”*[1]
“ไม่ขอรับ เป็นคุณชายอ้วนเสี้ยว”
“อะไรนะ!”
อ้วนสุดได้ยินก็โกรธเกรี้ยวขึ้นทันใด เมื่อครู่ที่อารมณ์ดี ๆ พลันหายไปทันที
“ไอ้สารเลว! ยังคิดว่าที่นี่เป็นบ้านตัวเองอีก!”
“ไป! เขาไปไหนแล้ว พาข้าไปหาเร็ว!”
ข้ารับใช้ในจวนรีบพาอ้วนสุดเข้าไปข้างใน ด้วยกลัวว่าหากชักช้าจะถูกตำหนิ
ขณะนี้อ้วนฮองกำลังฟังอ้วนเสี้ยวฟ้องสิ่งที่อ้วนสุดทำอยู่
อ้วนฮองเองก็ปวดหัวเช่นกัน เขากังวลเรื่องลูกเมียหลวงเมียน้อยอยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นคงไม่ปล่อยให้อ้วนสุดปฏิบัติต่ออ้วนเสี้ยวเช่นนี้
ทว่านับตั้งแต่เขาส่งอ้วนเสี้ยวให้อ้วนเทีย พี่ชายตัวเองรับเลี้ยงไป ทำให้อ้วนเสี้ยวก็กลายเป็นลูกชายคนโตของอ้วนเทียแทน
แม้ท่าทางทัศนคติของอ้วนฮองที่มีต่อลูกชายคนนี้จะเปลี่ยนไป ทว่าเขายังคงมีความคิดว่าอ้วนเสี้ยวยังเป็นลูกที่เกิดจากเมียน้อยอยู่!
การรับเลี้ยงบุตรบุญธรรมในสังคมนั้นเคร่งครัดมาก
หลังจากรับเลี้ยงบุตรธรรมไปแล้ว พ่อแม่บุญธรรมจะกลายเป็นพ่อแม่แท้ ๆ ส่วนพ่อแม่แท้ ๆ ก็จะไม่มีความสำคัญอะไร
อ้วนเสี้ยวก็เป็นเช่นนั้น นับตั้งแต่อ้วนเทียรับเลี้ยงเขา บิดาผู้ให้กำเนิดก็กลายเป็นอาแทน
อ้วนเสี้ยวมีความทะเยอทะยานมาก การที่บิดาส่งเขาให้อ้วนเทียรับไปเลี้ยง เขาไม่ต่อต้านเลยแม้แต่น้อย ตรงข้ามกลับรู้สึกโล่งใจ ดังนั้นอ้วนเสี้ยวจึงไม่รู้สึกอึดอัดเลยเมื่อเผชิญหน้ากับบิดาแท้ ๆ
“ท่านอา กงลู่กำเริบเสิบสานทำร้ายพี่น้องเช่นนี้ คนนอกจะมองตระกูลอ้วนเราอย่างไร”
“นี่…”
[1] อ้วนจี พี่ชายคนโตต่างมารดาอ้วนเสี้ยว เป็นเสนาบดีกรมราชยานหลวง
[2] อ้วนฮอง บิดาของอ้วนเสี้ยวกับอ้วนสุด