พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 2 ประจบสอพลอ
บทที่ 2 ประจบสอพลอ
เล่าเอี๋ยนมองบุตรชายคนเล็กในอ้อมแขนอย่างนิ่งอึ้ง ก่อนถามต่อ
“เจี้ยงเอ๋อร์ เจ้ารู้จักงานวิจารณ์เย่ว์ต้านผิงด้วยหรือ?”
เล่าเจี้ยงพยักหน้าน้อย ๆ ก่อนชมเชยด้วยเสียงเจื้อยแจ้ว
“เย่ว์ต้านผิงมีชื่อเสียงเลื่องลือ ลูกย่อมรู้จักอยู่แล้วขอรับ”
นักวิจารณ์เอกแห่งยุคสมัย นักวิจารณ์สวี่เส้าหัวเราะเสียงดัง เขามั่นใจว่าเล่าเอี๋ยนเตี๊ยมกับลูกชายล่วงหน้ามาก่อน จึงจงใจถามเย้าแหย่
“ในเมื่อเจ้ารู้จักข้า เช่นนั้นลองทายอนาคตข้าดูหน่อยได้หรือไม่?”
“เอ๊ะ จื่อเจียงมีความสามารถมากเช่นนี้ จะให้เด็กมาทายท่านได้อย่างไร!”
เล่าเอี๋ยนได้ยินก็ตกใจจนเกือบหัวใจวาย และรีบโบกมือปฏิเสธ
หากเล่าเจี้ยงพูดตรงไปตรงมาจนล่วงเกินนักวิจารณ์สวี่เส้าเข้า เล่าเอี๋ยนคงมิวายโชคร้าย
มีผู้ใดในใต้หล้านี้ไม่รู้บ้างว่า ฝีปากของนักวิจารณ์สวี่เส้าร้ายกาจแค่ไหน?
แม้แต่พวกเจ้าขุนมูลนายแห่งเมืองหลวงลกเอี๋ยงยังให้ความสำคัญกับคำทำนายของนักวิจารณ์สวี่เส้าเลย
เมื่อเห็นท่านเจ้าเมืองเล่าเอี๋ยนตื่นตระหนก นักวิจารณ์สวี่เส้ายิ่งมั่นใจว่าคำชื่นชมที่คุณชายน้อยเล่าเจี้ยงกล่าวเมื่อครู่เป็นสิ่งที่เล่าเอี๋ยนเตี๋ยมไว้ หาได้เกิดจากการใฝ่รู้ของเด็ก ในใจพลันเกิดความดูแคลนขึ้นมา
“ข้ายังมีความรู้น้อย ไม่อาจกล้าทายอนาคตท่านลุงสวี่ได้”
“แต่ข้ามีบทกลอนสองประโยค คิดว่าเหมาะกับคนเช่นท่านลุงสวี่ยิ่งนัก”
ทันทีที่เล่าเจี้ยงเอ่ยคำพูดนี้ออกมา ก็ทำให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นนิ่งอึ้ง
โดยเฉพาะเล่าเอี๋ยน เขากังวลจนเหงื่อออกท่วมตัว มองเด็กน้อยวัยสามขวบด้วยความโกรธ
“เจ้าเด็กคนนี้นี่ กล่าววาจาเหลวไหลได้อย่างไร? เจ้าแต่งกลอนเป็นที่ไหนกัน!”
“พี่เล่าเอี๋ยนโปรดใจเย็น ข้าน้อยอยากรู้ยิ่งนัก เชิญคุณชายอ่านกลอนได้!”
นักวิจารณ์สวี่เส้าปรามเล่าเอี๋ยนที่คลุ้มคลั่ง พลางมองเล่าเจี้ยงด้วยรอยยิ้มแยบคาย คอยเจ้าตัวน้อยอ่านออกมา
“มิบังอาจขอรับ ข้าแต่งขึ้นมาตามใจ หวังว่าท่านลุงสวี่จะชี้แนะ”
“ว่ามาสิ…”
แววตาสดใสของเล่าเจี้ยงมองนักวิจารณ์เอกแห่งยุค พร้อมกล่าวออกมา
“โลกา ขุ่นมัว เหลือเพียงข้า ไพร่ฟ้า เมาเมรัย เหลือข้าตื่น”
“ข้ารู้สึกว่าบทกลอนนี้เหมาะกับท่านลุงสวี่มาก!”
เล่าเจี้ยงเห็นนักวิจารณ์นักวิจารณ์สวี่เส้ามีท่าทางชะงักค้าง จึงเอ็ดขึ้นมาอีกคราว
“นี่!”
“โลกา ขุ่นมัว เหลือเพียงข้า ไพร่ฟ้า เมาเมรัย เหลือข้าตื่น”
ในโลกมืดหม่น ยังเหลือข้าที่ยังคงแสงแห่งปัญญาสว่างไสว ในยามที่คนทั้งหลายลุ่มหลงมัวเมา ยังเหลือข้าที่คงสติไว้ได้
“นี่เจ้าเป็นคนแต่งจริง ๆ หรือ”
น้ำเสียงของนักวิจารณ์สวี่เส้าสั่นเครือ ก่อนเคลื่อนสายตามาหาเล่าเอี๋ยนอีกครั้ง เขาไม่อยากจะเชื่อว่าเด็กอายุสามขวบจะเป็นคนแต่ง จึงแสวงหาคำอธิบายจากผู้เป็นบิดา
ทว่าก็ต้องผิดหวัง ดวงตาของเล่าเอี๋ยนโตเป็นไข่ห่าน ดูทึ่งไม่ต่างจากสวี่เส้าเลยแม้แต่น้อย กลับยิ่งดูตะลึงกว่าเสียอีก
ผ่านไปเนิ่นนาน นักวิจารณ์สวี่เส้าที่ได้สติจึงกุมมือ คำนับเจ้าหนูตัวน้อยเล่าเจี้ยง
“ข้าน้อยโง่เขลาเบาปัญญา ไม่เหมาะให้คุณชายกล่าวชมเชยถึงเพียงนั้นหรอก”
แม้นักวิจารณ์สวี่เส้าจะหน้าด้านแค่ไหน ก็มิกล้าอ้างตนด้วยบทกลอนนี้ ถึงอย่างไรเขาก็ยังมีอายุไม่ถึงสามสิบ
เล่าเจี้ยงน้อยแตะไหล่บิดาที่กำลังอุ้มตัวเองอยู่เบา ๆ เพื่อบอกให้ปล่อยเขาลง ทว่าแตะอยู่นาน อีกฝ่ายก็ยังไม่ได้สติกลับมา
“ท่านพ่อ ปล่อยข้าลงเร็วขอรับ”
เห็นได้ชัดว่าเล่าเอี๋ยนยังคงตกตะลึงอยู่ ครั้นได้ยินเล่าเจี้ยงเรียกอยู่นานถึงได้สติกลับมา
เด็กน้อยวัยสามขวบตัวเล็กจ้อย เขายืนตัวตรง กุมมือโค้งคำนับไปทางนักวิจารณ์สวี่เส้า
“ท่านลุงสวี่มิต้องถ่อมตัว”
“ใครในใต้หล้ามิล่วงรู้วิชาความรู้ของท่านลุงสวี่บ้าง แล้วใครในใต้หล้าจะไม่ยอมรับผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรมเช่นท่านบ้าง?”
เล่าเอี๋ยนมองลูกชายช่างประจบพร้อมปากอ้ากว้างตาค้าง กล่าวว่านักวิจารณ์สวี่เส้ามีวิชาความรู้ก็ว่าช่างเยินยอแล้ว ยังจะมีผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรมมาจากไหนกัน?
เหตุใดเด็กวัยสามขวบถึงรู้จักสอพลอได้เช่นนี้?
เล่าเอี๋ยนเคลื่อนสายตาไปมองลูกชายสามคนที่อยู่ด้านข้างด้วยความผิดหวังอย่างมาก
คนไหนก็ล้วนเป็นลูกตัวเองทั้งนั้น ไฉนความต่างจึงได้มากเพียงนี้?
นักวิจารณ์สวี่เส้าได้รับคำชมจากเล่าเจี้ยงก็อดยิ้มมุมปากขึ้นมาไม่ได้ แก้มซับสี แม้แต่มือทั้งสองข้างยังสั่นเบา ๆ
“อุฟุฟุฟุ“
บางทีคนบนโลกอาจจะมองข้าเช่นนั้นก็ได้! นักวิจารณ์สวี่เส้าอดคิดในใจไม่ได้
“แค่ก ๆ”
เนิ่นนานกว่านักวิจารณ์สวี่เส้าจะตื่นจากจินตนาการ เขาไอแห้ง ๆ สองครั้งกลบเกลื่อนความเขินอาย
“หลานชาย กลอนรูปแบบคำประพันธ์นี้ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน หลานเป็นคนสร้างขึ้นมาเองหรือ?”
“ขอรับ ข้าสร้างขึ้นมาเอง ท่านลุงสวี่โปรดชี้แนะด้วย”
นักวิจารณ์สวี่เส้ามองเล่าเจี้ยงผู้มีสีหน้าเรียบนิ่ง และแววตาสดใสก็ไม่สงสัยใด ๆ อีก
เด็กวัยสามขวบ หากกล่าวโป้ปด จะไม่เรียบนิ่งเช่นนี้ ต้องเผยพิรุธออกมา
“หลานชายมีความสามารถยิ่งนัก นักวิจารณ์สวี่เส้านับถือ”
“ไม่ทราบว่าหลานชายมีเป้าหมายอย่างไร?”
เล่าเจี้ยงสูดหายใจเข้าลึก เมื่อรู้ว่าโอกาสมีชื่อเสียงมาถึงแล้ว จึงลอบเอ่ยขอโทษจูกัดเหลียง ขงเบ้ง นักปราชญ์เจ้าของบทกวีเงียบ ๆ ในใจ
“หากมิสมถะ ก็มิอาจแจ้งในปณิธาน หากมิสงบ ก็มิอาจตรองการณ์ไกล”
หากไม่ทำใจให้สงบ ก็ไม่สามารถมีอุดมการณ์ได้ หากใจไม่นิ่ง ก็ไม่อาจมองการณ์ไกลได้
“นี่? นี่!”
ปากของนักวิจารณ์สวี่เส้าค่อย ๆ อ้าออกกว้าง เขาตกใจจนพูดไม่ออก
นี่คือคำพูดที่เด็กสามขวบพูดออกมาได้จริง ๆ หรือ?
อย่าว่าแต่สามขวบเลย ต่อให้อายุสามสิบก็ไม่แปลก?
แม้แต่เขาสวี่จื่อเจียงก็มิอาจมองชื่อเสียง โชคลาภอย่างเรียบเฉย และกล่าววาจาองอาจกล้าหาญเช่นนี้ออกมาได้
สวี่เส้าจ้องเล่าเจี้ยงอยู่นาน ก่อนเบนสายตาไปมองเล่าเอี๋ยน ส่วนลึกในใจเชื่อว่าท่านเจ้าเมืองเล่าเอี๋ยนเป็นคนสั่งสอนแล้ว
ทว่าเล่าเอี๋ยนในยามนี้สมองขาวโพลนไปหมด เขาเป็นใคร เขาอยู่ที่ไหน เล่าเจี้ยงเป็นใคร?
ไม่ใช่สิ! เล่าเจี้ยงคือลูกชายเขา เป็นลูกชายของข้าเล่าเอี๋ยน!
ท่านเจ้าเมืองอุ้มลูกชายตัวเองขึ้นมา ด้วยความตกใจระคนปีติยินดีอย่างมาก ก่อนถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“เจี้ยงเอ๋อร์ นี่เจ้าคิดขึ้นมาเอง หรือมีคนสอนเจ้า?”
แน่นอนว่าไม่ใช่ ทั้งหมดนี้ข้าเรียนรู้มา
เล่าเจี้ยงย่อมไม่กล้าสารภาพอยู่แล้ว เพียงเอ่ยอย่างราบเรียบว่า “นี่คือสิ่งที่ลูกคิดอยู่ในใจ ไม่มีผู้ใดสอน”
เล่าเอี๋ยนหัวเราะลั่น พร้อมพยักหน้าให้เล่าเจี้ยงไม่หยุด ปากก็เอาแต่พร่ำบอกว่าเยี่ยม ๆ ๆ ตลอด
“จื่อเจียง ลูกชายคนนี้ของข้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
นักวิจารณ์สวี่เส้าเห็นเล่าเอี๋ยนมีท่าทางพึงพอใจ ก็ไม่รู้สึกขุ่นเคืองเลยแม้แต่น้อย
เด็กคนนี้ยอดเยี่ยมเกินไปแล้วจริง ๆ!
“ช่างเป็นเด็กอัจฉริยะ! และหาในโลกนี้ได้ยากนัก!”
“ภายภาคหน้าเด็กคนนี้ต้องเป็นดั่งขุนนางฉกาจในยามสันติแน่นอน!”
คำพูดของสวี่เส้าแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว เล่าเจี้ยงจึงมีชื่อเสียงลือนามด้วยเหตุนี้
ทั่วทั้งลำหยงไม่มีใครไม่รู้
แคว้นเกงจิ๋วมีสี่ตระกูลใหญ่เก่าแก่สืบทอดกันมา แบ่งเป็นตระกูลซัว ตระกูลไคว ตระกูลพั้ง และตระกูลอึ๊ง
ตระกูลอึ๊งกำเนิดมาจากอึ๊งเฮียง เขาเคยได้รับการขนานนามว่า ‘ใต้ฟ้าไร้สอง อึ๊งเฮียงกังแฮ’ มีบุตรชายนามว่าอึ๊งเขง มีเหลนนามว่าอึ๊งอ๋วน ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ด้วยเหตุนี้ตระกูลอึ๊งจึงร่ำรวยขึ้นมา และตั้งรกรากอยู่ที่เมืองกังแฮ
จวบจนตอนนี้ ตระกูลอึ๊งคือตระกูลเก่าแก่ที่รุ่งเรืองที่สุดในแคว้นเกงจิ๋ว ตระกูลรุ่งเรืองมั่งคั่ง อิทธิพลแผ่ขยายไปทั่วเกงจิ๋ว
แน่นอนว่า ลูกหลานตระกูลอึ๊งมีเยอะแยะมากมาย กิ่งก้านรากเหง้าสลับซับซ้อน ญาติพี่น้องมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งในนั้นมีทั้งคนธรรมดา และคนยากจน
ตระกูลอึ๊งในตอนนี้หยั่งรากลึกอยู่ในอำเภอซีหลิง เมืองกังแฮ
นอกจวนตระกูลอึ๊ง มีชายคนหนึ่งคุกเข่าอยู่
“ฮั่นเซิง กลับไปเถิด ท่านผู้นำตระกูลบอกแล้ว เรื่องของครอบครัวพวกเจ้าไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลอึ๊งแห่งกังแฮแล้ว”
ชายชราคนหนึ่งกำลังโน้มน้าวชายที่คุกเข่าอยู่บนพื้น พร้อมกับถอนหายใจไม่หยุด
“พ่อบ้าน ท่านไปคุยกับท่านผู้นำตระกูลอีกครั้งเถิด ขอแค่ช่วยลูกชายข้า จะให้เป็นวัวเป็นม้า ฮองตงก็ไม่เกี่ยง!”
ชายชรามองฮองตง นามรองฮั่นเซิง*[1] ที่ขอร้องทั้งน้ำตา ก็ส่ายหน้าพร้อมถอนหายใจ
“นับแต่ปู่เจ้าแยกทางกับตระกูล ทางตระกูลจึงขับไล่ครอบครัวของพวกเจ้าออกไปแล้ว”
“กลับไปเถิด เจ้าคุกเข่าอยู่ตรงนี้จนตายก็ไม่มีประโยชน์หรอก!”
“เชื่อข้า กลับไปเถิดท่าน ค่อยหาวิธีอื่นเอาเถิด!”
ชายชราถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนหมุนตัวกลับเข้าไปในจวน ทิ้งให้ฮองตงคุกเข่าอยู่ที่นอกจวนเพียงลำพัง
ในดวงตาของขุนศึกเกาทัณฑ์แปรเปลี่ยนจากอ้อนวอนเป็นผิดหวัง ในที่สุดก็เปลี่ยนเป็นเคียดแค้น
ทำไมกัน! เป็นลูกหลานอึ๊งเซียงเหมือนกัน เหตุใดเห็นคนกำลังจะตายแล้วไม่ช่วย!
ฮองตงชิงชังนัก ชังตระกูลอึ๊งผู้ไร้น้ำใจไร้คุณธรรมเช่นนี้!
ขุนศึกเกาทัณฑ์ลุกขึ้นช้า ๆ มองจวนตระกูลอึ๊งด้วงดวงตาแดงก่ำ
จากนี้ไป ข้ากับตระกูลอึ๊งของพวกเจ้าตัดขาดกัน!
ฮองตงหมุนตัวเดินออกไปอย่างไร้ความลังเล
…
ณ เมืองลำหยง จวนท่านเจ้าเมือง
“เจ้าเมืองลำหยงเล่าเอี๋ยนรับราชโองการ!”
“กระหม่อมเล่าเอี๋ยนรับราชโองการ”
เล่าเอี๋ยนคุกเข่าอยู่ตรงหน้าขันทีอย่างนอบน้อม สองมือกราบลงกับพื้น
“เล่าเอี๋ยน เชื้อพระวงศ์ฮั่นมีความชอบในการบริหารดูแลลำหยง บัดนี้เราเลื่อนยศเจ้าเป็นผู้ตรวจการแคว้นกิจิ๋ว ให้เข้ารับตำแหน่งทันที”
“กระหม่อมเล่าเอี๋ยน น้อมรับพระบัญชา”
เล่าเอี๋ยนคำนับอีกครั้ง สองมือรับกฤษฎีกา
“ผู้ตรวจการเล่าเอี๋ยน ฝ่าบาทยังมีรับสั่งถึงท่าน อย่าทำให้ฝ่าบาทผิดหวัง!”
“กระหม่อมไม่ทำให้ฝ่าบาทผิดหวังแน่นอน”
ขันทีเห็นเจ้าเมืองถ่อมตนนอบน้อมต่อตัวเอง ก็เผยรอยยิ้มจิ้งจอกบนใบหน้า
“ขอแสดงความยินดีกับผู้ตรวจการเล่าเอี๋ยนที่ได้เลื่อนขั้น!”
เล่าเอี๋ยนไม่กล้าล่วงเกินคนตรงหน้า จึงรีบเอ่ยขอบคุณ
“ขอบคุณท่านใต้เท้า ฮ่าฮ่าฮ่า”
“เชิญใต้เท้าเข้ามาดื่มชาพักผ่อนด้านในก่อน ข้าน้อยเตรียมของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ไว้ให้ หวังว่าใต้เท้าจะรับมันด้วยรอยยิ้ม”
เมื่อเล่าเอี๋ยนเอ่ยคำพูดนี้ออกมา ใบหน้าของท่านขันทีก็เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มยินดี และเอ่ยขอบคุณซ้ำ ๆ
“ใต้เท้า ข้าน้อยยังมีงานต้องจัดการ จึงไม่ขออยู่รับใช้”
“ผู้ตรวจการเล่าเอี๋ยนไม่ต้องเกรงใจ”
หลังจากเล่าเอี๋ยนจัดแจงขันทีเสร็จ ก็มุ่งตรงไปยังห้องของเล่าเจี้ยง
“เจี้ยงเอ๋อร์ เจี้ยงเอ๋อร์!”
เล่าเจี้ยงในตอนนี้กำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้อง ในตอนที่เขากำลังใจจดใจจ่อก็ได้ยินเสียงของเล่าเอี๋ยนเรียก จึงรีบลุกขึ้นไปเปิดประตู
“ท่านพ่อ มีเรื่องอันใดหรือขอรับ?”
เมื่อเห็นบิดายิ้มแย้มดีใจ เล่าเจี้ยงก็สงสัย มีเรื่องอะไรถึงทำให้เขาดีใจขนาดนี้กัน?
“เจี้ยงเอ๋อร์ วันนี้เป็นวันดีอีกแล้ว!”
“เจ้าลองทายสิ ว่าเหตุใดพ่อจึงมีความสุข!”
เล่าเจี้ยงกลอกตาไปมา และคิดอย่างรวดเร็ว
เขาจำประวัติของเล่าเอี๋ยนได้ว่า เขารับตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองลำหยง และเป็นผู้ตรวจการแคว้นกิจิ๋ว ต่อมาก็ได้รับตำแหน่งเจ้ากรมราชวงศ์*[2] สุดท้ายรับตำแหน่งเป็นเจ้าผู้ครองแคว้นเอ๊กจิ๋ว หรือว่า…
“หรือท่านพ่อได้เลื่อนตำแหน่ง?”
“เอ๊ะ? เหตุใดเจ้าถึงรู้”
เมื่อเห็นเล่าเอี๋ยนมีท่าทางตกใจ เล่าเจี้ยงจึงลอบยิ้มในใจ นี่แหละคือพลังแห่งความรู้! ทว่าปากกลับไม่กล้าเอ่ยเช่นนี้ออกมา
“ลูกแค่ทายไปเรื่อยเปื่อย หรือว่าทายผิด? ”
“ลูกข้าช่างสมเป็นเด็กอัจฉริยะจริง ๆ!”
เล่าเอี๋ยนตกใจระคนปีติอย่างมาก ตั้งแต่นักวิจารณ์สวี่เส้าทำนายเกี่ยวกับเล่าเจี้ยง เรื่องดี ๆ ก็เข้ามาไม่หยุด
เป็นเวลาเกือบสี่ร้อยปีแล้ว นับตั้งแต่กษัตริย์ฮั่นเกาจู่ก่อตั้งราชวงศ์ฮั่นขึ้นมา ก็มีลูกหลานนับไม่ถ้วน แต่ด้วยพระราชโองการทุยเอินลิ่งของพระเจ้าฮั่นอู่ตี้ ที่ใช้ลดทอนอำนาจสายเลือดของราชวงศ์ในแคว้นน้อยใหญ่
เพื่อลดการคุกคามจากท้องถิ่นและส่งเสริมให้ระบบสมบูรณาสิทธิราชย์ของเมืองหลวงมั่นคงยิ่งขึ้น ทำให้ฐานะเชื้อพระวงศ์ฮั่นส่วนใหญ่ตกต่ำลงกว่าเดิม เช่น เล่าปี่ ตอนนี้หาเลี้ยงชีพด้วยการทอเสื่อและขายรองเท้า
บัดนี้ เล่าเอี๋ยนได้เลื่อนขั้นเป็นผู้ตรวจการแคว้นกิจิ๋วแล้ว เล่าเจี้ยงเองก็ได้รับคำชื่นชมจากนักวิจารณ์สวี่เส้าว่าเป็นเด็กอัจฉริยะ เป็นดั่งขุนนางฉกาจในยามสันติ! หากไม่เกิดอะไรขึ้น สายเลือดราชวงศ์ฮั่นที่สืบเชื้อสายแห่งหลู่อ๋องคงฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้ง
“ท่านพ่อได้ย้ายตำแหน่งไปที่ใดหรือ? และเข้ารับตำแหน่งเมื่อไรขอรับ?”
“พ่อได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ตรวจการแคว้นกิจิ๋ว! และจะพาครอบครัวย้ายไปเร็ว ๆ นี้”
“ท่านพ่อ ลูกมีเรื่องหนึ่งจะขอ ไม่ทราบว่าท่านพ่อจะตกลงหรือไม่?”
“ว่ามาสิ!”
เล่าเจี้ยงเข้าไปกระซิบข้างหูเล่าเอี๋ยน ทำให้เล่าเอี๋ยนที่ได้ฟังตกตะลึง
“ตอนพ่อเป็นเจ้าเมืองลำหยงยังพูดง่ายอยู่ แต่ยามนี้ได้ย้ายไปรับตำแหน่งที่แคว้นกิจิ๋วแล้ว เกรงว่าจะไม่ง่ายนัก!”
“ท่านพ่อ เอาแบบนี้ดีหรือไม่ ข้าจะเดินทางไปเอง แต่จะสำเร็จหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับฟ้าดินแล้วกัน!”
เมื่อเห็นเล่าเอี๋ยนมีท่าทางลำบากใจ เล่าเจี้ยงจึงทำได้เพียงออกโรงเอง
“ก็ได้ พ่อจะย้ายองครักษ์ภายในจวนให้เจ้า แต่ห้ามออกไปเสี่ยงอันตรายนอกเมืองเด็ดขาด!”
“ขอบคุณท่านพ่อมากขอรับ”
[1] ขุนพลเฒ่าจอมธนู ขุนศึกเกาทัณฑ์ผู้มีพละกำลังมหาศาล ตามวรรณกรรมสามก๊ก เป็นหนึ่งในห้าทหารเสือของจ๊กก๊ก
[2] เจ้ากรมราชวงศ์ ดูแลกิจการเกี่ยวกับพระญาติฝ่ายองค์จักรพรรดิและพระญาติฝ่ายหวงโฮ่ว(พระมเหสี) เป็นขุนนางที่มีความเกี่ยวข้องกับงานธุรการ เป็นสมุหบัญชีจดรายนามลำดับของพระญาติพระวงศ์และมีหน้าที่ตัดสินคดีที่เกี่ยกับเชื้อพระวงศ์โดยส่งจงเจิ้งไปไต่สวนและตัดสินก่อนและส่งรายงานมาในภายหลัง