พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 20 เห็นด่านเฮาโลก๋วนครั้งแรก
บทที่ 20 เห็นด่านเฮาโลก๋วนครั้งแรก
ทั้งสามคนผ่านการต่อสู้กันมาหลายครั้ง จึงต้องการพักผ่อนให้เต็มที่
เล่าเจี้ยงได้รับบาดเจ็บ ส่วนเตียวอุยก็ถูกเมืองตันลิวประกาศจับจนมิอาจปรากฏตัวได้ เหลือเพียงไทสูจู้กลับเข้าเมืองไปซื้อของต่าง ๆ
ผ่านไปครึ่งวัน ในที่สุดไทสูจู้ก็กลับมา
ทั้งสามจัดการตัวเอง เปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าสะอาด
หลังจากทรมานมานาน ทุกคนก็หิวแล้ว โชคดีที่ไทสูจู้นำอาหารกลับมาด้วยไม่น้อย
เล่าเจี้ยงรู้สึกว่าตัวเองช่างสวาปามมากแล้ว แต่เมื่อเห็นเตียนอุยยัดข้าวเต็มปาก ถึงรู้ว่ากินอย่างตะกละตะกลามแท้จริงเป็นอย่างไร
ไทสูจู้เห็นคุณชายไม่กินแล้ว จึงเอาแต่มองเตียนอุยด้วยความอยากรู้เช่นกัน
ครั้นเห็นการชายหน้าดุแก้มป่องนั้น ก็อดหัวเราะเยาะไม่ได้
“พี่เตียนไม่ได้กินข้าวมากี่ปีแล้ว?”
เตียนอุยได้ยินก็ไม่โกรธ แต่หัวเราะลั่นออกมา พลางกินไปบ่นไป
“ใช้ชีวิตอยู่ในเขาลำบากยากเข็ญ กินไม่อิ่มทุกวัน วันนี้มาเจอกับเสือร้ายนั่น เดิมทีคิดจะฆ่ามันเอาเนื้อมาแก้หิว ไม่คิดเลยว่าจะได้เจอคุณชาย”
เล่าเจี้ยงได้ยินก็อดฝืนยิ้มไม่ได้ อยากกินเนื้อจนกระโจนใส่เสืออย่างอุกอาจ เตียนอุย เจ้านับว่าเป็นชายอกสามศอกแห่งยุคโบราณโดยแท้!
พวกเล่าเจี้ยงสองคนก็ไม่หยอกล้อความตะกละตะกลามของเตียนอุยอีก แต่ละคนเก็บสัมภาระของตัวเอง และเตรียมตัวออกเดินทางหลังกินข้าวเสร็จ
ครึ่งชั่วยามต่อมา ในที่สุดชายหน้าดุก็เรออย่างพึงพอใจ
“พี่เตียน กินอิ่มแล้วหรือ?”
“อิ่มแล้ว อิ่มแล้ว”
เตียนอุยมองของกินที่หายไปแล้วก็รู้สึกอายขึ้นมา ทำได้แต่เช็ดปาก แล้วหัวเราะคิกคัก
ไม่คิดเลยว่านักล่าที่ฆ่าคนโดยไม่กะพริบตาคนนี้ จะมีด้านเช่นนี้ด้วย
ไทสูจู้จูงม้าที่เพิ่งซื้อมาส่งให้กับพวกพ้องคนใหม่
“เมืองตันลิวไม่ค่อยมีม้าดีนัก เจ้าใช้แก้ขัดไปก่อนเถิด”
เตียนอุยรับบังเหียนมาพร้อมบ่นพึมพำ ไทสูจู้เองก็เมินไม่สนใจเขา พลิกตัวขึ้นควบม้าของตัวเอง
เล่าเจี้ยงกับไทสูจู้นั่งอยู่บนหลังม้า และเตรียมออกเดินทาง ทว่าเตียนอุยเอาแต่จูงม้าไม่ขยับไปไหนเสียที
“นี่มันก็สายมากแล้ว เร็วหน่อย เรายังต้องออกเดินทางอีกไกล”
เห็นเตียนอุยยืนไม่ไหวติง ไทสูจู้จึงเร่งเร้า
เตียนอุยมองทั้งสองคน แล้วหันกลับมาหาม้าของตัวเอง แต่ก็ยังไม่ขึ้นควบ และไม่พูดอะไร
เล่าเจี้ยงรู้สึกฉงน ก่อนถามขึ้น “ขี่ม้าไม่เป็นหรือ?”
ดวงหน้าใหญ่ดำคล้ำของเตียนอุยแดงฉ่า ก่อนพยักหน้า “ข้าวิ่งได้นะ ฮึ่ย!”
ไทสูจู้เองก็ตะลึงเผยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อออกมา
“เจ้าหลบหนีจากวงล้อมของทางการมาได้อย่างไร?”
เตียนอุยหัวเราะลั่น “ข้าสู้ไปด้วยหนีไปด้วย พวกทหารไม่มีใครกล้าเข้ามา”
เล่าเจี้ยงมองไปทางเตียนอุย และถามอย่างจริงใจ
“หากได้เป็นแม่ทัพ ขี่ม้าไม่เป็น มันจะได้รึ?”
“ย่อมไม่ได้อยู่แล้ว”
เตียนอุยเห็นเล่าเจี้ยงมีท่าทางจริงจัง ก็ไม่กล้าหัวเราะอีก
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าก็เรียนกับพวกข้าสองคน”
เล่าเจี้ยงกับไทสูจู้จึงเริ่มสอนเตียนอุยขี่ม้า
ห้าวันต่อมา พวกเล่าเจี้ยงสามคนเพิ่งมาถึงบริเวณใกล้ ๆ ด่านเฮาโลก๋วน
เตียนอุยโง่เขลาจริง ๆ เล่าเจี้ยงไม่คิดเลยว่าคนกล้าหาญดุดันเช่นนี้ กลับต้องใช้เวลาสองวันถึงจะขี่ม้าเป็น
แถมยังขี่เร็วมากไม่ได้ด้วย ล้มหน้าปูดหน้าบวมยังไม่เท่าไร แต่หลังจากขี่ด้วยกันมาสักพัก จากสามคนก็เปลี่ยนมาเหลือกันแค่สองคน
เตียนอุยหายไปแล้ว!
ทั้งสองต้องรีบวนม้ากลับไปตามหา เห็นเตียนอุยกำลังจูงม้าวิ่งอย่างบ้าคลั่ง ด้วยกลัวมากเกินไปว่าตัวเองจะตกม้า
เล่าเจี้ยงยังขอให้เตียนอุยขี่ม้า ไม่ใช่อะไร แต่วันหน้าอีกฝ่ายต้องนำทัพไปโจมตีข้าศึก จะเดินไปไม่ได้หรอกกระมัง?
หากเกิดว่าโจมตีพ่ายแพ้ จะหนีก็หนีไม่พ้น!
ด้วยเหตุนี้ เตียนอุยก็ค่อย ๆ คุ้นเคยขึ้น และรู้จังหวะม้าวิ่งได้อย่างช้า ๆ
ทว่าก็เสียเวลาไปไม่น้อย เดิมทีจากตันลิวมาด่านเฮาโลก๋วน หากรีบเดินทางใช้เวลาแค่สองวันก็ถึง ทว่าสามคนกลับใช้เวลาไปถึงห้าวัน
“พี่เตียน ขี่ม้าเทียบกับวิ่งเป็นอย่างไร?”
เล่าเจี้ยงมองเตียนอุยที่หน้าหดลงเหลือแค่สองนิ้ว และเอ่ยหยอกล้อออกมาประโยคหนึ่ง
เตียนอุยเองก็ไม่ถือสาแม้แต่น้อย กลับหัวเราะลั่นออกมา
“ขี่ม้าย่อมสบายกว่าอยู่แล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า”
ทั้งสามคนหัวเราะออกมาพร้อมกัน
“พี่เตียนคงถึงวัยสวมมงกุฎแล้วสินะ มีนามรองหรือไม่?”
เล่าเจี้ยงอยากรู้มากว่านามรองของเตียนอุยคืออะไร เพราะในประวัติศาสตร์ไม่มีบันทึกไว้เลย
“ไม่ปิดบังคุณชาย ข้าตอนนี้อายุยี่สิบห้าปี สภาพบ้านยากจนข้นแค้น พ่อแม่ตายจากเร็ว ไม่เคยได้ปักปิ่นเลย”
“ก่อนหน้านี้คุณชายเรียกข้าว่าเอ้อร์ไหล ก็เอาเป็นชื่อนี้ ดีหรือไม่”
ไทสูจู้มองเตียนอุย และอดไม่ได้ที่จะเอ่ยอย่างทอดถอนใจ
“ความกล้าหาญของพี่เตียน ก็ดูน่าหวาดกลัวไม่น้อยกว่าเอ้อร์ไหล สมควรได้รับชื่อนี้แล้ว!”
“ในเมื่อพี่เตียนยอมรับ จากนี้ไปพี่ชายแซ่เตียน ชื่อว่าอุย นามรองเอ้อร์ไหล”
“ขอบคุณคุณชายที่มอบชื่อรองให้!”
เมื่อเห็นรูปลักษณ์อันน่าสะพรึงกลัวของเตียนอุยแล้ว เล่าเจี้ยงก็อดทอดถอนใจไม่ได้
เทียบกับเตียนอุย เกรงว่าเอ้อร์ไหลจะอ่อนไปเลยน่ะสิ
…
ระหว่างที่เล่าเจี้ยงเหม่อลอยนั้น ก็มีเสียงของไทสูจู้ดังขึ้น
“คุณชาย ตรงหน้าคือด่านเฮาโลก๋วนแล้ว”
เล่าเจี้ยงตกใจ รีบมองไปยังเบื้องหน้าทันที
หนึ่งด่านร้อยสมรภูมิ ด่านแรกแห่งที่ราบภาคกลาง แม่น้ำใหญ่ไหลย้อยกลับทางคดโค้ง บ้านน้อยทับซ้อนกันเป็นทอด ๆ
ด่านเฮาโลก๋วน หรือที่เรียกว่าด่านกู่เสียว ด่านกิสุยก๋วน
ถูกต้อง! คือด่านกิสุยก๋วนที่กวนอูสังหารฮัวหยงโดยสุรายังอุ่นในวรรณกรรมสามก๊ก*[1] ทว่าด่านยุทธศาสตร์ทั้งสองนี้ความจริงอยู่ที่เดียวกัน
ทิศใต้ของด่านเฮาโลก๋วนติดกับภูเขาซ่งเยว่ ทางเหนือติดกับแม่น้ำเหลือง สันเขามีลักษณะสลับซับซ้อน ก่อให้เกิดภัยธรรมชาติ เป็นทางเดียวที่เข้าออกเมืองลกเอี๋ยงได้
เล่าเจี้ยงทอดมองไป เก็บเกี่ยวภาพด่านเฮาโลก๋วนไว้
ด่านนี้กว้างประมาณหกจั้ง สูงสิบกว่าจั้ง ประตูด่านยิ่งใหญ่สง่างามมาก
ช่างสมกับเป็นด่านที่หนึ่งคนเฝ้า ทหารหมื่นนายมิอาจย่างกรายผ่านได้จริง ๆ!
ไทสูจู้เห็นคุณชายเหม่อมอง ก็อดถอนหายใจไม่ได้
“ตอนนั้น รัฐฉินใช้ด่านงักขุนก๋วนบีบผู้คนนับหลายร้อยหมื่นจากหกรัฐให้ล่าถอยไป ตามความเห็นข้า ด่านนี้ก็ไม่ได้แย่”
เล่าเจี้ยงส่งเสียงอืมออกมา พลางพยักหน้าบ่งบอกว่ารู้แล้ว
“ด่านนี้กว้างประมาณหกจั้ง มีบันไดปีนมากสุดหกถึงเจ็ดอัน สูงประมาณสิบกว่าจั้ง ราวกั้นบ่อน้ำยังไม่สูงเท่าตรงนี้”
“ภายในด่านมีทหารห้าพันนาย และเกรงว่าคนหมื่นกว่าคนก็มิอาจบุกทะลวงเข้าไปได้”
ไทสูจู้เงียบไม่พูดอะไร แม้แต่เตียนอุยยังหรี่ตาทั้งสองข้าง ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
เล่าเจี้ยงเงยหน้าขึ้น มองท้องฟ้า ดวงตาสองดวงว่างเปล่า และอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียใจ
สำหรับเขา ด่านเฮาโลก๋วนยังไกลเกินเอื้อม เล่าเจี้ยงยังต้องพิจารณาด่านกิมก๊ก ด่านแฮบังก๋วน ด่านเองเปงก๋วน หรือแม้แต่ด่านตงก๋วน และด่านอู่กวนด้วย
ด่านมากมายที่เหล่าแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่เคยฝากตำนานไว้
เฮ้อ ไม่รู้ว่าชีวิตนี้จะนำทัพมาถึงนี่หรือไม่! จะสามารถทำให้เป็นจริงได้หรือเปล่า!
เขาพาสติกลับมา ก่อนหันไปมองแม่ทัพใหญ่สองคนที่อยู่ด้านหลัง รู้สึกภูมิใจขึ้นมา
ห้าทหารเสือของเล่าปี่! ขุนพลพยัคฆ์ของซุนกวน! อีกทั้งยามนี้เอ้อร์ไหลกลับมาเกิดแล้วของโจโฉก็อยู่ใต้บังคับบัญชาของเขา!
จะมีเหตุผลอะไรให้ต้องพ่ายแพ้อีก?
นึกถึงตอนนั้นที่เล่าปี่อาศัยขุนพลแค่กวนอูกับเตียวหุย ก็สามารถสยบทั่วแดนดินได้ ยามนี้ข้ามีมากกว่าเล่าปี่ตั้งหนึ่งคน!
แม้จะชักชวนคนไม่เก่งเท่ากับเล่าปี่ กระนั้นตนก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าชายคนนั้นหรอก!
มีขุนพลแล้ว เหตุใดมิอาจออกไปผจญภัยในใต้หล้า สร้างวีรกรรมพิชิตแผ่นดินกันเล่า?
เพราะไม่มีกุนซือน่ะสิ!
น่าเสียดายจริง ๆ
เมื่อนึกถึงนักวางแผน เล่าเจี้ยงก็แอบปวดหัว
คนฉลาดมักจะเป็นคนของตระกูลชั้นสูง ชาวบ้านธรรมดาแม้แต่หนังสือก็ยังซื้อไม่ได้ จะเอากุนซือที่ไหนมา?
เว้นเสียว่าผู้นำจะมีเสน่ห์อย่างมาก หรือกุนซือตกต่ำจนถึงขั้นไม่สามารถอยู่รอดได้ ก็ไม่มีทางวิ่งไปนู้นมานี่ตามเล่าเจี้ยงเด็ดขาด
เฉกเช่นเด็กหนุ่มอัจฉริยะของโจโฉอย่างซุนฮก หรือกุยแกที่อยู่ในสำนักศึกษาเมืองเอ่งช้วน
เล่าเจี้ยงไม่แม้แต่จะกล้าคิด…
ช่างเถิด! ค่อย ๆ ก้าวไปทีละขั้น ในอนาคตหลังจากเข้าเสฉวนแล้ว อย่างน้อยก็มีวิธีชักชวน!
เลวร้ายที่สุดก็แค่เตรียมตัวทำสงครามในแคว้นเอ๊กจิ๋ว แล้วรอจูกัดเหลียงเติบโตขึ้นอย่างใจเย็น
เชื่อว่าจูกัดเหลียง ขงเบ้ง ไม่ทำให้เขาผิดหวังแน่นอน!
เมื่อนึกถึงตรงนี้ เล่าเจี้ยงก็ไม่ได้รู้สึกแย่ขนาดนั้น
“จืออี้ เอ้อร์ไหล ยามนี้ยุคสมัยที่แผ่นดินโกลาหลกำลังใกล้เข้ามาแล้ว ด่านเฮาโลก๋วนเป็นเส้นทางผ่านเดียวที่เข้าสู่ลกเอี๋ยงจากทิศตะวันออก และที่แห่งนี้เป็นที่ซึ่งนักยุทธศาสตร์การทหารไม่ควรพลาด ในอนาคตอันใกล้นี้ ต้องดึงดูดความสนใจของผู้คนแน่!”
“คุณชายวางใจเถิด ถึงเวลานั้นข้าจะทำให้ชื่อเสียงเกริกก้องไปทั่วแทนคุณชายเอง!”
เตียนอุยมองแผ่นหลังของเล่าเจี้ยง และตะโกนเสียงดัง
ไทสูจู้ไม่ได้พูดอะไร แต่กลับพยักหน้าอย่างแข็งขัน เพื่อบ่งบอกว่าเห็นด้วย
เล่าเจี้ยงยิ้มมุมปาก ปลื้มปีติอย่างมาก ทว่าไม่ได้ต่อคำใด
เขารู้…ว่าที่นี่ไม่ใช่ถิ่นของเขา คนตระกูลเล่า
ถิ่นของเขาอยู่ที่แคว้นเอ๊กจิ่ว
เขาต้องการยึดครองดินแดนแคว้นเอ๊กจิ๋วโดยสมบูรณ์ให้ได้ ตอนที่กองทัพเหล่าเจ้าเมืองน้อยใหญ่สู้รบปรบมือกัน
ราชวงศ์ล่มสลายเมื่อไร… เหล่าขุนศึกทั่วแผ่นดินจะช่วงชิงความเป็นใหญ่!
สงครามการตะลุมบอนของบุคคลในตำนานมากมายจะเปิดฉากขึ้น
กำลังของไทสูจู้กับเตียนอุยคือที่พึ่งสำคัญ ให้เล่าเจี้ยงสยบทั่วทั้งดินแดนได้!
“จืออี้ เอ้อร์ไหล วันหน้ายังต้องพึ่งพาพวกเจ้าสองคนอีกมาก”
“คุณชายไม่ต้องกังวล!”
เล่าเจี้ยงมองสองคนที่เอ่ยคำสัตย์อย่างจริงใจ ก็รู้สึกพอใจมาก
หลังจากนั้นไม่นาน ทั้งสามคนก็ผ่านด่านเฮาโลก๋วนไป และมุ่งหน้าไปยังลกเอี๋ยง
[1] เหตุการณ์เมื่อครั้งที่สิบกองกำลังมาร่วมกับอ้วนเสี้ยวเพื่อทำศึกกับทรราชตั๋งโต๊ะ หนึ่งในสิบกองกำลังนั้นคือทัพของกองซุนจ้าน ซึ่งมีเล่าปี่ กวนอู เตียวหุยสังกัดอยู่ อ้วนเสี้ยวกำลังเจอปัญหา เนื่องจากทหารฝีมือดีถูก ‘ฮัวหยง’ ขุนพลฝ่ายตั๋งโต๊ะฆ่าไปแล้วหลายคน กวนอูจึงว่าแก่อ้วนเสี้ยวว่า ข้าพเจ้าจะขออาสาไปตัดศีรษะฮัวหยงมาให้ แม้จะถูกดูถูกไว้มาก แต่โจโฉก็รินสุราไว้ให้ บอกว่าถ้ากวนอูรอดมาได้จะยกสุราจอกนี้ให้ แล้วกวนอูก็ไปเอาหัวฮัวหยงมาได้ โดยที่สุรายังอุ่นอยู่