พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 209 หลุดออกจากวงล้อม
ตอนที่ 209 หลุดออกจากวงล้อม
เมื่อมองดูกระบี่ที่ฟันลงมาตรงหน้า หัวใจของเล่าเจี้ยงก็พลันแหลกสลายราวกับขี้เถ้า!
เขาไม่เคยคาดคิดว่าตัวเองจะต้องมาตายที่นี่ และยิ่งคาดไม่ถึงว่าจะต้องตายด้วยน้ำมือสวะเช่นเป่ยกงปั่วอวี้และเปียนจาง!
ราวกับว่าเวลาหยุดลง ณ ฉากนี้ สมองของเล่าเจี้ยงพลันฉายภาพจำนวนนับไม่ถ้วนขึ้นทันที
สวี่เส้า ฮองตง ไทสูจู้ เตียนอุย จูล่ง ตั๋งโต๊ะ เตียวก๊ก โฮจิ๋น ซุนฮิว กาเซี่ยง ไหนจะซัวเอี๋ยม และเล่าอวิ๋นอีก!
เรื่องราวของแต่ละคน ตลอดจนการฝึกฝนศิลปะวรรณกรรมและยุทธวิธีกว่าสิบปีฉายชัดไหลหลั่งขึ้นมาในความคิด
“ไม่! ข้าตายไม่ได้!”
“ย้าก!!!”
เล่าเจี้ยงไม่สมัครใจที่จะลาโลกไปเช่นนี้ เสียงคำรามของเขาทะยานขึ้นสู่ท้องนภา
เคร้ง!
ดาบใหญ่ในมือเขาเหวี่ยงด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ คมดาบพุ่งปะทะเข้ากับกระบี่ที่อยู่ใกล้แค่คืบ!
จากนั้นเล่าเจี้ยงไม่หยุดพลิกข้อมือ การฟันในแนวทแยงพัดลมแรงพุ่งโจมตีขุนพลของศัตรูโดยตรง
เร็วมาก เร็วเกินไปแล้ว!
ให้ตายกองทัพเสเหลียงก็ไม่เข้าใจว่าเล่าเจี้ยงสกัดกั้นการโจมตีแบบถึงตายของเขาได้อย่างไร! ซ้ำร้ายพวกเขาไม่ทันเห็นคมดาบที่ฟาดฟันเข้ามาทำร้ายตัวเองเสียด้วยซ้ำ
ดาบนี้ช่างน่าเหลือเชื่อเสียจริง!
เล่าเจี้ยงรู้สึกว่าเลือดร้อนในร่างกายของตนกำลังเดือดพล่าน พลังในร่างกายกำลังไหลบ่า และต้องระเบิดออกในเวลานี้!
“ฆ่า!”
สิ้นเสียงคำราม แม่ทัพหลังก็ควบม้าพุ่งตรงไปข้างหน้าพร้อมฟาดฟันดาบใหญ่ของเขาไปทางซ้ายขวา กองทัพทหารเสเหลียงไม่อาจหยุดยั้งชายผู้นี้ไว้ได้แม้เพียงสักครา!
องอาจห้าวหาญนัก! ทหารเสเหลียงล้วนเป็นชาวเผ่าเชียงหู พวกเขาย่อมกลัวผู้ที่แข็งแกร่งเช่นนี้ตั้งแต่กำเนิด!
เพียงครู่เดียวก็ไม่มีใครกล้าก้าวไปข้างหน้าอีก ทุกคนต่างเริ่มหลบเลี่ยงคมดาบของเล่าเจี้ยง
จูล่งและไทสูจู้คว้าโอกาสนี้เพื่อสังหารทหารที่อยู่รอบ ๆ นายท่านอย่างเต็มกำลัง วิทยายุทธ์ของทั้งคู่นับว่ายังห่างไกลเกินกว่าจะเทียบได้กับแม่ทัพหลัง ทว่าทั้งสองยอมสละชีวิตต่อสู้ดิ้นรน
กองทัพซีเหลียงล่าถอยออกไปเรื่อย ๆ ด้วยไม่มีใครต้องการลูบคมปลายอาวุธของพวกเขาสามคน!
ด้วยการนำของเล่าเจี้ยงและสหายร่วมรบทั้งสอง กองทัพฮั่นซึ่งแต่เดิมถูกล้อมเอาไว้อย่างแน่นหนากลับสามารถตีฝ่าวงล้อมของศัตรูมาได้!
“เหล่าทหารตามข้ามา!”
เล่าเจี้ยงใช้โอกาสนี้พุ่งตรงควบม้านำหน้า โดยมีจูล่งและไทสูจู้ตามหลังมาติด ๆ!
ในสายตาของกองทัพเสเหลียง ทั้งสามคนนี้ไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป แต่เป็นมัจจุราชสามองค์ สิ่งที่พวกเขาถือไม่ใช่อาวุธ ทว่าเป็นเคียวแห่งความตาย!
ตราบใดที่อยู่ต่อหน้าพวกเขาทั้งสามคน ทุกคนจำต้องลาโลกไปอย่างอนาถโดยไม่มีข้อยกเว้น! ส่วนผู้ที่ลังเลเล็กน้อย หากไม่ตายก็บาดเจ็บหนัก!
เล่าเจี้ยงและสหายร่วมรบทั้งสองรีบวิ่งพุ่งตรงไปข้างหน้าในขณะที่กองทัพเสเหลียงล่าถอยเร็วยิ่งขึ้น ในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ เขาก็ฝ่าออกจากวงล้อมได้
“เร็ว! ทั้งหมดถอยทัพไปพร้อมข้า!”
กระบวนทัพของกองทัพเสเหลียงแหวกผ่านเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ ทหารม้าแห่งกองทัพฮั่นจำนวนนับไม่ถ้วนรีบควบอาชา ก่อนจะหายลับไปราวกับฟ้าแลบ
“โอ๊ย! ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยว่าปล่อยให้เขาหนีไปได้!”
“เร็วเข้า! รีบตามข้ามา!”
สายไปแล้วที่เป่ยกงปั่วอวี้จะมานึกเสียใจ เดิมทีเขาคิดว่าเล่าเจี้ยงถึงคราวตายแล้ว ใครกันคาดคิดว่าตนจะประมาทจนปล่อยให้อีกฝ่ายหนีไปได้!
เป็นเป็ดต้ม*[1] จริง ๆ ทว่านอกจากจะไม่ได้กินแล้ว ยังปล่อยให้เป็ดหนีไปได้เสียอีก!
“พี่ใหญ่ ข้างหน้ายังมีทหารราบของแม่ทัพโฮวอีกหนึ่งหมื่นนาย น่าจะต้านทานไว้ได้สักพัก เล่าเจี้ยงย่อมหนีไม่พ้น!”
เมื่อเป่ยกงปั่วอวี้ได้ยินเสียงเอ่ยเตือนของหลี่เหวินโหว ก็พลันนึกขึ้นได้ว่าตนยังมีพลซุ่มโจมตีอยู่ที่ตีนเขาเป่ยซาน!
“ใช่ จริงสิ เร็วเข้า ทั้งหมดตามข้ามา!”
สิ้นเสียงคำสั่งของเป่ยกงปั่วอวี้ กองทัพเสเหลียงก็รีบจัดกระบวนทัพอย่างมั่นคง ก่อนจะไล่ล่ากองทัพฮั่นไป
…
ณ ตีนเขาเป่ยซาน
เหลียงขุยได้นำกองทัพมาที่นี่แล้ว แต่ไม่ได้เตรียมการประจำแนวรบ กลับนอนพักผ่อนอย่างสบาย ๆ
“ท่านแม่ทัพเหลียง ผู้บัญชาการเปียนสั่งให้เรารอซุ่มโจมตีเล่าเจี้ยงที่นี่ ตอนนี้เรากลับไม่ได้ทำอะไรเลย หากเล่าเจี้ยงมา พวกเราจะต้านทานได้อย่างไรหรือขอรับ?”
เหลียงขุยขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาเกลียดเวลามีคนมารบกวนโดยไม่มีเหตุผล!
“เจ้าตาบอดหรือ? ไม่เห็นควันดำที่พวยพุ่งจากหุบเขาเร้นลับหรืออย่างไร”
ผู้ใต้บังคับบัญชาไม่แน่ใจ หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน เขาก็ยังไม่เข้าใจว่าเหลียงขุยหมายความว่าอย่างไร
“ท่านแม่ทัพเหลียง ควันดำเป็นสัญญาณจากทางฝั่งหุบเขาเร้นลับให้บุกโจมตีไม่ใช่หรือ? แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรา?”
เหลียงขุยลืมตาขึ้น พลางมองดูลูกน้องด้วยสีหน้าหมดความอดทนอย่างยิ่ง
“หุบเขาเร้นลับนั้นมีทางเข้าออกแค่สองทาง เล่าเจี้ยงถูกความตายล้อมอยู่ข้างในนั้น เขาจะฝ่าออกมาอย่างไร บินรึ?”
ผู้ใต้บังคับบัญชาพลันวางตัวไม่ถูกอย่างยิ่งเมื่อถูกตะโกนใส่ด้วยความโกรธ ทั้งยังไม่กล้ารบกวนเหลียงขุยอีก
“ฮึ่ม กินหัวไชเท้าแล้วยังจะมาพะวงอีก*[2] นี่ใช่กงการที่เจ้าควรมาใส่ใจหรือไม่? ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีก็พอ!”
เหลียงขุยยังไม่คลายโมโห จึงเอ่ยถ้อยคำดูถูกอย่างไม่ขาดสาย
โดยธรรมชาติแล้ว ผู้ใต้บังคับบัญชาย่อมไม่กล้าแสดงท่าทีไม่พอใจใด ๆ ออกมา เขาโค้งคำนับเพื่อเป็นการขออภัย
เหลียงขุยโบกมือเพื่อบอกให้เขารีบไปให้พ้นจากสายตาเสีย ครานี้ความง่วงเหงาหาวนอนนั้นหายไปสิ้น แต่กลับรู้สึกไม่สบายตัวนัก
“อื้ออ…!”
เขาลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจ ยืดเส้นยืดสายอย่างสบาย ๆ ขยับเขยื้อนร่างกายที่แข็งทื่อจากการนั่งเป็นเวลานานอย่างต่อเนื่อง
กึก กึก กึก…
เสียงบางอย่างพลันดังขึ้นทำให้เหลียงขุยหงุดหงิด สติอารมณ์ที่เพิ่งผ่อนคลายลงก็กลับมาเกรี้ยวกราดอีกครั้ง
“นั่นใคร! เงียบ ๆ หน่อย อย่าให้รบกวนข้า!”
การดุด่าอย่างต่อเนื่องไม่เพียงแต่ไม่ทำให้เสียงแวดล้อมสงบเงียบลง แต่กลับเพิ่มเสียงเคลื่อนไหวเสียอย่างนั้น!
กึก กึก กึก…
ครืน ครืน…
“นี่มัน…”
เหลียงขุยรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ เสียงเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการเคลื่อนไหวของมนุษย์!
“ท่านแม่ทัพ นี่ฟังดูเหมือนเสียงบุกจู่โจมของกองทหารม้าเลยขอรับ…”
ผู้ใต้บังคับบัญชาที่เพิ่งถูกว่ากล่าวเดินออกมาข้างหน้าพร้อมเอ่ยวาจาด้วยท่าทางร้อนใจเล็ก ๆ
กุบกับ กุบกับ กุบกับ!
เหลียงขุยเมื่อได้ยินถ้อยคำเอ่ยเตือนนี้ก็พลันหวนคิดขึ้นมาได้ทันที ไม่แปลกใจว่าทำไมเขาถึงรู้สึกคุ้นเคยนัก
เพียะ!
เหลียงขุยเหวี่ยงแขนตบหน้าลูกน้องอย่างแรง
“เจ้าโง่ ทำไมไม่บอกข้าตั้งแต่แรก!”
เมื่อเอ่ยจบ เขาก็รีบวิ่งไปข้างหน้าโดยไม่ได้สนใจลูกน้องที่ล้มลงบนพื้นด้วยความเจ็บปวด
“ใครบอกให้พวกเจ้านั่งลง? ลุกขึ้นมาให้หมด! เร็วเข้า ศัตรูกำลังรุกรานเข้ามา!” เหลียงขุยตกใจจนหน้าถอดสีทหารเมื่อพบว่าทั้งหมดใต้บังคับบัญชาของเขานอนอยู่บนพื้น! หากมีการปะทะรบรากันเช่นนี้ต้องเตรียมตัวให้พร้อมในแนวรบมิใช่หรือ?
“เร็วเข้า! ใครชักช้าอืดอาด ข้าจะฟันเสียให้หมด!”
ขณะที่เหลียงขุยยกดาบขึ้นพร้อมกล่าวตำหนิดุด่า เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นเรื่อย ๆ รู้สึกราวกับว่าอยู่ใกล้แค่เอื้อม
“เร็วอีก! เร็วกว่านี้! ตั้งกระบวนทัพ! สกัดกั้นศัตรู!”
กองทัพเสเหลียงพลันโกลาหลอลหม่าน ร่างกายของพวกเขาลุกขึ้นยืน ทว่าหลายคนยังคงมองหาอาวุธอยู่ ทั้งกองทัพยังไม่มีการตั้งกระบวนทัพใด เต็มไปด้วยความวุ่นวายอย่างสิ้นเชิง
“ทานแม่ทัพเหลียง เป็นกองทหารม้าของกองทัพฮั่น! พวกมันบุกมาแล้ว!”
“อ๊าก!”
เหลียงขุยมุ่งความสนใจไปยังการดุด่าทหารโดยไม่ได้สนใจแม้แต่น้อยว่าทหารม้าได้สังหารคนของตนไปแล้ว
กองพลทหารม้าฮั่นซึ่งจัดกระบวนทัพรูปลิ่มมาล่วงหน้าก่อนแล้วจึงพุ่งชนปะทะกลางกองทัพเสเหลียงโดยตรง แรงกระแทกอันมหาศาลจากการจัดกระบวนทัพรูปลิ่มส่งผลให้พลังทำลายล้างน่าตื่นตะลึงมากกว่าเดิม ทั้งยังทำให้กระบวนทัพที่วุ่นวายของกองทัพเสเหลียงแตกพ่ายในทันที!
กองกำลังซีเหลียงนับหมื่นแบ่งออกเป็นสองส่วนพร้อมกับคร่าชีวิตผู้คน ทว่านั่นไม่ได้ทำให้กองทหารม้าช้าลงเลยแม้เพียงสักนิด!
ครั้งนี้การโจมตีของกองทัพฮั่นไม่ได้ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากนัก และทหารเสเหลียงส่วนใหญ่ที่ล้มตายในสนามรบก็มาจากการถูกเหยียบจนตาย!
มีทั้งโดนกองทหารม้าฮั่นเหยียบ รวมถึงการเหยียบย่ำกันเอง!
จนกระทั่งกองทัพฮั่นจากไป ก็ยังมีทหารจำนวนมากที่ไม่หาอาวุธของตนไม่พบ กลุ่มทหารที่อยู่ไกลออกไปยังคงวิ่งโร่หาอาวุธกันไปถ้วนทั่ว!
เหลียงขุยเต็มไปด้วยความสับสน ตั้งแต่การมาถึงของกองทัพฮั่นจนถึงการฝ่าทะลวงออกไปนั้นรู้สึกราวกับว่าเป็นเวลาเพียงเสี้ยวพริบตา!
ในทันใดนั้นก็มีเสียงดังก้องอีกครั้งจากด้านหลัง พร้อมแผ่นดินที่สั่นสะเทือนขึ้นมา!
เป่ยกงปั่วอวี้ หลี่เหวินโหว และกองพลทหารม้ามาถึงแล้ว แต่พวกเขาก็อดไม่ได้จำต้องหยุดการไล่ตาม
“แม่ทัพเหลียง เล่าเจี้ยงอยู่ที่ไหน? กองพลทหารม้าฮั่นอยู่ที่ไหน?”
เป่ยกงปั่วอวี้ตะลึงกับภาพตรงหน้าซึ่งเต็มไปด้วยศพของทหารเสเหลียงไปทุกหนทุกแห่ง แต่กลับไม่มีคนของกองทัพฮั่นแม้แต่คนเดียว!
“นี่… หนีไปแล้ว…”
เหลียงขุยกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เหงื่อกาฬพลันผุดขึ้นบนหน้าผาก
“สวะ!”
เป่ยกงปั่วอวี้โกรธจัดจึงตบเหลียงขุยออกไปให้พ้นทาง ก่อนจะนำกองทัพหลวงของตนไล่ตามไป
[1] เป็ดต้ม หมายถึง สิ่งที่อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
[2] กินหัวไชเท้าแล้วยังจะมาพะวงอีก หรือ กินหัวไชเท้าดองแล้วยังกลัวบูดอีก หมายถึง คนที่มักจะมายุ่งเรื่องของคนอื่นโดยที่ไม่เข้าใจสถานการณ์เลยแม้แต่น้อย