พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 224 ประเมินสติปัญญา
บทที่ 224 ประเมินสติปัญญา
นับตั้งแต่ออกมาจากวังจวบจนถึงจวนแม่ทัพหลัง เล่าเจี้ยงไม่เข้าใจความผิดปกติของพระเจ้าเลนเต้ในวันนี้เลย
แปลกเกินไปแล้ว ราวกับฝ่าบาทแค่อยากได้ยินว่าเตียวอุ๋นจะแพ้จากปากเขาอย่างไรอย่างนั้น
สำหรับเรื่องใช้ผลงานหักล้างความผิดที่พระเจ้าเต้ว่านั้น เล่าเจี้ยงไม่มีข้อกังขาแต่อย่างใด ด้วยตัวเองก็ไม่อยากได้รับการเลื่อนตำแหน่งในตอนนี้
เขาเพิ่งอายุเท่าไรเอง แล้วยังมีอีกกี่ตำแหน่งให้เขาได้เลื่อนได้อีก?
หลักการไม้เด่นเกินไพร ลมพัดหักโค่น*[1] เล่าเจี้ยงรู้ดี
แม่ทัพหลังพอใจกับตำแหน่งนี้แล้ว ถึงขนาดชอบชื่อเรียกตำแหน่งนี้มากด้วย
เมื่อมีท่าทีผิดปกติ… ย่อมมีลับลมคมใน
เล่าเจี้ยงมองอย่างไรก็รู้สึกว่าพระเจ้าเลนเต้มีปัญหา แต่กลับไม่บอกว่าปัญหามันอยู่ตรงไหนกันแน่?
“นายท่าน!”
หากไม่ใช่เพราะทวารบาลตะโกนเรียก เล่าเจี้ยงคงไม่สังเกตว่าตัวเองมาถึงหน้าประตูจวนแล้ว
“จ่างสื่อกาเซี่ยงกับจู่ปู้ซุนฮิวอยู่ในจวนหรือไม่?”
“เรียนนายท่าน ทั้งสองอยู่ในจวนขอรับ”
เล่าเจี้ยงพยักหน้า หากพวกเขาสองคนอยู่ก็จัดการง่ายแล้ว ความสงสัยในใจต้องได้รับคำตอบแน่นอน
“แล้วจู่ซื่อกัว กับฉงซื่อซุนเขียนเล่า?”
ทหารกุมมือคารวะอีกครั้ง
“เรียนนายท่าน จู่ซื่อกัวกับฉงซื่อซุนเขียนอาศัยอยู่ในจวนมาโดยตลอด พวกเขาออกไปไหนน้อยมาก”
เล่าเจี้ยงรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ศิษย์พี่ทั้งสองคงไม่อยากสร้างปัญหาให้ จึงไม่ไปเดินเที่ยวรอบเมืองลกเอี๋ยงอย่างตามใจชอบเลย
แม่ทัพหลังให้กำลังใจนายทหารเสร็จก็เดินตรงเข้าไปในจวน เขาถึงกับระงับความอยากไปหาซัวเอี๋ยมเอาไว้
หากความสงสัยในใจไม่ได้คำตอบ ก็ไม่มีกะจิตกะใจทำอะไรแล้วจริง ๆ
เมื่อเข้ามาหากาเซี่ยงกับซุนฮิว ก็พบกัวหยวนกับซุนเขียนอยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน
เล่าเจี้ยงชื่นชมกุนซือทั้งสองอย่างมาก นำทัพกลับลกเอี๋ยงหลายร้อยลี้ ไม่มีพักสักวินาที กลับมาถึงก็เริ่มทำงานเลย
“ท่านทั้งสี่ ข้าคงไม่ได้รบกวนหรอกใช่ไหม?”
ทั้งสี่รีบลุกขึ้นพากันเคารพแม่ทัพหลัง
“คารวะนายท่าน”
เล่าเจี้ยงคำนับกลับทีละคนเช่นกัน ก่อนหันไปพูดกับกัวหยวนและซุนเขียน
“หลายวันมานี้ต้องขอบคุณทั้งสองท่านมาก”
กัวหยวนและซุนเขียนต่างตกใจ รีบกุมมือเคารพเล่าเจี้ยง
“เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่พวกข้าควรทำอยู่แล้ว”
กัวหยวนเหมือนรู้ความในใจของนายท่าน จึงกล่าวคำอำลา
“เรื่องนี้เราคุยกันได้พอประมาณแล้ว พวกเราทั้งสองขอตัวก่อน”
เล่าเจี้ยงไม่คิดเลยว่ากัวหยวนจะสายตาเฉียบคมขนาดนี้ แต่ก็ยื่นมือออกไปขวางทั้งสอง
“ไม่ต้องทำเช่นนี้หรอก ทุกคนนั่งลงแล้วปรึกษาด้วยกันเถิด”
กัวหยวนกับซุนเขียนเหลือบมองหน้ากัน ก่อนจะนั่งลง
เล่าเจี้ยงนั่งอยู่บนตำแหน่งประมุขของจวน มองกลุ่มมันสมองของตัวเองก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมา
ความสบายใจเช่นนี้ คงมีเพียงเขาเท่านั้นที่เข้าใจ
แม้จะเทียบกับโจโฉ เล่าปี่ และซุนกวนในวันหน้าไม่ได้ ทว่าต่อไปต้องมีลูกน้องมีความสามารถมากขึ้นแน่นอน
“ทุกท่าน วันนี้ฝ่าบาททรงเรียกข้าเข้าเฝ้า คำพูดและพฤติกรรมของพระองค์แปลกมาก ข้าสับสนยิ่งนัก จึงทำได้เพียงขอให้ทุกท่านคลายความสงสัยให้ข้า”
ทั้งสี่คนเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ และอยากรู้เรื่องที่เล่าเจี้ยงพูดมาก
“วันนี้ข้าไปเข้าวัง…”
เล่าเจี้ยงเล่าทุกอย่างตั้งแต่เข้าวังจนถึงเดินออกจากวังอย่างละเอียด เล่าเจี้ยงกลัวว่าตัวเองจะพลาดรายละเอียดย่อยไป จึงเพิ่มเสริม ย้ำอย่างต่อเนื่อง
เดิมทีเป็นแค่การเล่าธรรมดา ๆ แต่สุดท้ายก็กินเวลาไปเกือบครึ่งชั่วยาม
หลังจากทั้งสี่คนได้ฟัง สองคนตกอยู่ในการครุ่นคิด คนหนึ่งไร้สีหน้า และอีกคนค่อนข้างผ่อนคลาย
เล่าเจี้ยงไม่ร้อนรนอะไร เมื่อเห็นปฏิกิริยาของทั้งสี่ เขาก็รู้แล้วว่าวันนี้คงคลายข้อสงสัยของตัวเองได้แน่
“อภัยในความโง่เขลาของข้าน้อยด้วย ที่มิอาจแบ่งเบาความกังวลของนายท่านได้”
ซุนเขียนตอบเป็นคนแรก เขาสารภาพว่าตัวเองคิดไม่ออกอย่างจริงใจมาก
เล่าเจี้ยงหาได้ไม่พอใจ กลับพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม
เรื่องที่ซุนเขียนคิดไม่ออก เล่าเจี้ยงคิดว่าเป็นเรื่องปกติ ถึงอย่างไรสติปัญญาของซุนเขียนก็มีแค่นี้
ซุนเขียนหาใช่นักยุทธศาสตร์เสียทีเดียว แต่สถานการณ์บังคับให้ต้องเป็นอยู่ช่วงหนึ่ง เขาเป็นผู้มีการศึกษา รู้หนังสือ และลายมืองาม ตามประวัติศาสตร์ เล่าปี่ใช้เขาเป็นเสนาธิการและทูตเจรจาเป็นหลัก
หากสติปัญญาของจูกัดเหลียงอยู่ที่หนึ่งร้อย อย่างมากซุนเขียนก็อยู่ไม่เกินเจ็ดสิบกว่า
แต่หากกระทั่งซุนเขียนคิดออก เล่าเจี้ยงจะไม่กลายเป็นคนโง่หรอกหรือ?
ผ่านไปครู่หนึ่ง กัวหยวนก็ขอโทษเช่นกัน
“นายท่าน ข้าน้อยเองก็คิดไม่ออก ทำให้นายท่านผิดหวังแล้ว”
ส่วนกัวหยวนเล่าก็ถนัดด้านการเมืองการปกครอง และกสิกรรมมากกว่า ตามบันทึกในประวัติศาสตร์ เขาเป็นขุนนางกรมเกษตรที่ตงฉินคนหนึ่งของโจโฉ ช่วยปราบกบฏอย่างละมุนละม่อม แก้ไขระบบการเกษตร ดูแลผลผลิต ตลอดจนผลประโยชน์ในนโยบายต่าง ๆ ได้อย่างยอดเยี่ยม
“ไม่เป็นไร ทั้งสองคนไม่ต้องโทษตัวเองหรอก แต่ละคนมีพรสวรรค์คนละด้าน ใครจะไปเชี่ยวชาญทุกอย่างได้?”
ดวงตากัวหยวนเปล่งประกาย ไม่คิดเลยว่าเล่าเจี้ยงจะมีวาทศิลป์ขนาดนี้
“ความสามารถทางด้านวรรณกรรมนายท่านไม่ลดไปจากตอนนั้นเลย แต่ละคนมีพรสวรรค์คนละด้าน มันวิเศษมาก …วิเศษจนพูดไม่ออก”
เล่าเจี้ยงกระแอมเบา ๆ สองครั้ง เขาสาบานว่าแค่พูดคำธรรมดา ไม่ได้มีเจตนาโอ้อวดแต่อย่างใด
“แคก แคก…”
“ประโยคนี้มีคำสอนที่ยึดโยงด้วยหรือเปล่า? ข้าน้อยมักรู้สึกว่ามันไม่สมบูรณ์”
เล่าเจี้ยงแอบถอนหายใจ มี… มีแน่นอนอยู่แล้ว อีกทั้งมันยาวมากด้วย ยาวจนข้าจำไม่ได้แล้ว
“จือหนี่ ประโยคนี้มีไม่กี่คำจริง ๆ ขงจื๊อกล่าวว่า ‘คนหลายคนเดินมาด้วยกัน ใครสักคนในนั้นอาจจะเป็นอาจารย์ข้าได้ เพราะฉะนั้นศิษย์ไม่จำเป็นต้องด้อยกว่าอาจารย์ และอาจารย์ไม่จำเป็นต้องดีกว่าศิษย์ หลักการที่เคยได้ฟังย่อมมีผู้รู้ ทักษะความชำนาญที่เคยฝึกฝน ย่อมมีผู้ค้นคว้าแนวทางมาก่อน’ แค่นั้นเอง”
ไม่เพียงแต่กัวหยวนเท่านั้น อีกสามคนก็เผยสีหน้าเลื่อมใสออกมา
“ไม่คิดเลยว่านายท่านจะรอบรู้ถึงเพียงนี้ ข้าน้อยนับถือ นับถือ”
เล่าเจี้ยงไม่ได้พูดอะไรอีก และยอมรับอย่างนอบน้อม ตอนนี้ไม่รู้สึกลำบากใจ หรือเขินอายเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว
“กงต๋า เหวินเหอ พวกเจ้าสองคนต้องรู้เบื้องหลังเรื่องเหล่านี้ชัดเจน ดังนั้นอย่าถ่อมตัวไปเลย รีบบอกข้ามา ข้าเชื่อว่าจือหนี่ กงโหย่วเองก็อยากทราบเช่นกัน”
เล่าเจี้ยงรีบมองไปที่สองกุนซือ และเปิดหัวข้อนี้ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แม้จะห้ามตนไม่ให้หน้าแดงหรือตื่นเต้นได้ แต่ก็ไม่ควรยอมรับความชื่นชมของผู้อื่นอย่างไร้ยางอายตลอดไป
ซุนฮิวมองกาเซี่ยง เห็นกุนซือปีศาจส่งสายตากลับมา บ่งบอกให้เขาเริ่มก่อน
“เรียนนายท่าน ข้าคิดว่าฝ่าบาทนำคุณงามความดีที่นายท่านรบชนะมาหักล้างกับความผิดฐานทำร้ายเตียวอุ๋น ก็เพื่อปกป้องนายท่านเอง วีรกรรมกวาดล้างกลุ่มกบฏเสเหลียงแปดหมื่นนายเป็นความสำเร็จของนายท่านแน่นอน ทว่านายท่านยังไม่ถึงวัยสวมกว้านก็ได้ตำแหน่งสูงส่งอย่างแม่ทัพหลังแล้ว ฉะนั้นจะเลื่อนอีกได้อย่างไร? หรือให้เลื่อนเป็นขุนพลพิทักษ์ หรือขุนพลม้าทะยาน นั่นมันเกินจริงไป ขนาดฮั่วชวี่ปิ้งยังได้เป็นขุนพลม้าทะยานตอนอายุสิบเก้าเลย”
“ส่วนเหตุที่ฝ่าบาทถึงไม่สนใจว่าเตียวอุ๋นจะชนะหรือไม่ แม้กระทั่งเพิกเฉยต่อความเป็นตายของทหารเจ็ดหมื่นนาย ข้าเองก็ไม่แน่ใจนัก แต่รู้สึกว่าฝ่าบาทกำลังปกป้องนายท่านอยู่ บางทีอาจจงใจสละเตียวอุ๋น ถึงอย่างไร ตอนที่นายท่านกล่าวว่ากองทัพเสเหลียงไม่สามารถบุกเข้ามาได้ภายในหนึ่งหรือสองปี ฝ่าบาทก็มีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน”
เล่าเจี้ยงพยักหน้าอย่างจนใจ ไม่คิดเลยว่าซุนฮิวจะพูดเรื่องที่เขาเองก็รู้มากมายขนาดนี้
สิ่งที่ซุนฮิวพูดนั้น ตนเข้าใจทุกอย่าง ไม่คิดว่าสิ่งที่ตนเองคิดไม่ตก ซุนฮิวก็จะจะคิดไม่ตกเช่นกัน
หึหึ ข้ามีความรู้พอ ๆ กับซุนฮิว นั่นหมายความว่าพวกเรามีสติปัญญาเท่ากันมิใช่หรอกหรือ!
ฮ่า ๆ ๆ พี่ซุนฮิวเห็นหรือไม่!? เจ้าเด็กน้อยที่ไปอ้อนวอนให้ท่านวางแผนการปราบโจรโพกผ้าเหลืองให้น่ะไม่มีอีกแล้ว!
เล่าเจี้ยงอดรู้สึกมีความสุขขึ้นมาไม่ได้ หากจูกัดเหลียงมีสติปัญญาหนึ่งร้อย แสดงว่าอย่างน้อยซุนฮิวคงมีเก้าสิบห้าขึ้น!?
“เหวินเหอ! ต้องเป็นเจ้าแล้ว รีบบอกมาเร็ว ข้ารู้ว่าเจ้ามองได้ทะลุปรุโปร่งแน่”
เล่าเจี้ยงเคลื่อนสายตาไปที่กาเซี่ยงด้วยความคาดหวัง และไว้วางใจอย่างลึกซึ้ง
“หึ ๆ ขอบคุณในความเชื่อใจของนายท่าน หากข้าบอกว่าไม่รู้… ก็คงไม่ได้สินะ?”
เจ้าจิ้งจอกเฒ่านี่!
เล่าเจี้ยงอดบ่นอยู่ในใจไม่ได้
“เหวินเหอ รีบอธิบายให้ข้าฟังเร็ว ไม่เช่นนั้นวันนี้ข้านอนไม่หลับแน่”
“นายท่าน ความจริงแล้วทุกคนสามารถเข้าใจเรื่องนี้ได้ เพียงแต่มีจุดเล็ก ๆ ที่มองไม่ชัดเจน”
ทุกคนต่างกลั้นหายใจ รอพบทางสว่างจากกาเซี่ยง
“ทุกคนลองนึกถึงสถานะของเตียวอุ๋นดูสิ ว่าเขามีสถานะอะไร?”
[1] 木秀于林风必摧之 หลักการไม้เด่นเกินไพร ลมพัดหักโค่น หมายถึง คนที่โดดเด่นเกินไป จะทำให้คนอื่นอิจฉาริษยาจนถูกเล่นงานเอาได้)