พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 23 พ่อลูกโต้เถียงกัน
บทที่ 23 พ่อลูกโต้เถียงกัน
หลังจากทานข้าวเสร็จ เล่าเจี้ยงก็ไปพูดคุยกับบิดาที่ห้องหนังสือ
เด็กหนุ่มยืนอยู่หน้าประตู ยังคงรู้สึกกังวลเล็กน้อย
เขาเข้าใจเรื่องราวของบิดาดีไม่น้อย
ในประวัติศาสตร์ หลังจากเล่าเอี๋ยนเสนอฟื้นฟูแคว้นต่าง ๆ เป้าหมายอันดับแรกคือแคว้นเกงจิ๋ว
เหตุผลก็ง่ายมาก เพียงเพื่อหลีกเลี่ยงภัยพิบัติ และทิ้งดินแดนที่ราบภาคกลางนี้ไป
นี่แสดงว่าเล่าเอี๋ยนไม่มีความคิดที่จะต่อสู้แย่งชิงอำนาจอะไร แค่อยากหาถิ่นที่อยู่ของตัวเองที่จะลงเสาหลักอย่างมั่นคง
ต่อมาอาลักษณ์และโหราจารย์ตังฮู้แจ้งกับเล่าเอี๋ยนว่า แคว้นเอ๊กจิ๋วมีกลิ่นอายเมืองแห่งโอรสสวรรค์ บิดาก็หมายมุ่งที่นี่อย่างไม่เกรงกลัว
ในเวลานั้น แคว้นเอ๊กจิ๋วมีผู้ตรวจการที่เที่ยวรีดภาษีอย่างทารุณอยู่ก่อนแล้ว เสียงพร่ำบ่นของชาวบ้านโหมกระพือขึ้น ต่อมามีกบฏโพกผ้าเหลืองอีก ทำให้ดินแดนเอ๊กจิ๋วโกลาหลวุ่นวายอย่างมาก
เล่าเอี๋ยนปราบปรามความวุ่นวายอย่างเด็ดเดี่ยว หลังจากทำให้แคว้นเอ๊กจิ๋วสงบลงแล้ว เขายังทำเรื่องเกินอำนาจไปมากมาย
ต้องหยั่งเชิงอย่างระมัดระวังแล้ว เล่าเจี้ยงคิดในใจ จากนั้นก็เคาะประตูห้องหนังสือ
“เข้ามา”
เสียงของเล่าเอี๋ยนดังมาจากข้างใน
เล่าเจี้ยงผลักประตูเปิด ก้าวสามขุมเข้าไปข้างใน เขายืนอยู่หน้าโต๊ะหนังสือ ก่อนโค้งคำนับบิดา
“ท่านพ่อ”
“อืม”
เล่าเอี๋ยนพยักหน้า ผายมือชี้ไปด้านข้างให้ ‘นั่ง’
ในสมัยราชวงศ์ฮั่นล้วนนั่งคุกเข่า ไม่มีเก้าอี้อะไรทั้งนั้น
ข้างใต้เข่ามีเพียงเบาะรองนั่งหนึ่งอัน
เล่าเจี้ยงยืดหลังตรง มองเล่าเอี๋ยนด้วยสีหน้าเคร่งขรึม โดยไม่พูดอะไร
เขากำลังรอให้บิดาปริปากเอ่ยขึ้นก่อน เพื่อแสดงความเคารพ
เล่าเอี๋ยนมองลูกชายของตัวเอง และรู้สึกว่าแปลกตาเล็กน้อย
เวลาห้าปี เล่าเจี้ยงเปลี่ยนไปอย่างมาก ยามนี้อีกฝ่ายมีรูปร่างสูงใหญ่เจ็ดฉื่อกว่า อกผายไหล่ผึ่ง ดูแข็งแรงยิ่งนัก
ยิ่งไปเรียนกับเต้เหี้ยนห้าปี ยิ่งมีบุคลิกสง่างามขึ้นอีก ช่างยอดเยี่ยมเกินไปแล้ว
“เล่าเจี้ยง เมื่อเห็นการเจริญเติบโตของเจ้า ข้าก็พอใจมาก”
“ขอบคุณท่านพ่อ”
เล่าเจี้ยงก้มหน้า จากนั้นจึงเอ่ยขึ้น “วันนี้ข้าตั้งใจมาปรึกษาท่านพ่อเป็นพิเศษ”
“ว่ามาเถิด”
เล่าเอี๋ยนเองรู้อยู่แล้วว่าเด็กหนุ่มต้องมีเรื่องพูด
“ท่านพ่อมองว่าราชวงศ์ฮั่นในตอนนี้เป็นอย่างไร?”
เล่าเจี้ยงยืดตัวขึ้น ช้อนตามองอีกฝ่าย พร้อมถามคำถามอันเฉียบคมออกมา
เล่าเอี๋ยนหัวเราะลั่น ยกมือขวาขึ้นมาลูบเครา
“ยามนี้โอรสสวรรค์ทรงปรีชาญาณ เหล่าข้าราชบริพารเลื่องชื่อเต็มราชสำนัก ปวงชนอยู่อย่างผาสุก โจรทั่วสารทิศยอมจำนน”
“ราชวงศ์ฮั่นของข้าจะคงอยู่ไปพันปีหมื่นปีแน่! ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า”
เห็นท่าทางภูมิใจของเล่าเอี๋ยนแล้ว เล่าเจี้ยงก็รู้สึกโมโหจริง ๆ
ต่อหน้าลูกตัวเองยังจะมาเสแสร้งอีก?
เขาแค่นน้ำเสียงไม่สบอารมณ์นัก “ท่านพ่อไม่จำเป็นต้องหลอกข้า”
“หรือคำพูดพ่อเป็นเรื่องไร้สาระรึ!”
เล่าเอี๋ยนแสดงน้ำเสียงเคร่งขรึม สีหน้าตึงเครียดขึ้นมา
เล่าเจี้ยงเห็นบิดาตนไม่ยอมเปิดอกคุยกัน จึงทำได้เพียงหยั่งเชิงไปก่อน เขาลุกขึ้นยืน ก้าวขาเดินไปพลาง เอ่ยไปพลาง
“ยามนี้ราชสำนักทุจริต ฝ่าบาทโง่เขลา เกิดการรบราฆ่าฟัน ขันทีสอดมือเรื่องปกครอง”
“เผ่าเชียงตะวันตกก่อกบฏยืดเยื้อมานาน ชนเผ่าอนารยชนต่าง ๆ มักปล้นสะดมจนเกิดสงครามชายแดนขึ้นไม่หยุด ประเทศชาติเริ่มถดถอยลงเรื่อย ๆ”
“บัดนี้เกิดภัยแล้งสาหัสทั่วแผ่นดิน ประชาชนไร้ผลผลิต! ขุนนางไม่คิดจะช่วยเหลือ แต่กลับเพิ่มภาษีมากขึ้น”
“ราชวงศ์ฮั่นเช่นนี้อย่าว่าแต่คงอยู่พันปีหมื่นปีเลย เกรงว่าหนึ่งปีก็ยังยาก”
“ด้วยสิ่งที่ลูกเห็น วันล่มสลายใกล้เข้ามาแแล้ว!”
“บังอาจ!”
เล่าเอี๋ยนตบโต๊ะอย่างแรง พลางลุกขึ้นชี้หน้าก่นด่าบุตรชาย
“ไม่รู้จักสูงต่ำ เจ้าบังอาจพูดจาเหลวไหลได้อย่างไร นี่หรือที่เจ้าเล่าเรียนมาตลอดห้าปี!”
เล่าเจี้ยงสบตาวาวโรจน์ของเจ้าเมืองใหญ่อย่างไม่หวั่นเกรงแม้แต่น้อย
“ท่านพ่อ เรื่องนี้ผู้คนต่างรู้กันไปทั่ว เหตุใดท่านพ่อต้องโป้ปดตนเอง หลอกลวงผู้อื่นด้วยเล่า”
“เจ้า!”
เล่าเอี๋ยนเห็นเล่าเจี้ยงดื้นรั้นเช่นนี้ ก็อดถอนหายใจออกมาไม่ได้ พยายามสงบสติอารมณ์
“ผู้ใดเป็นคนสั่งสอนความคิดเหล่านี้กับเจ้า เอาตัวมันไปฆ่าทิ้งโดยเร็วที่สุด”
เขารู้สึกผิดหวังเล็กน้อย มองบิดาพลางส่ายหน้า
“เรื่องพวกนี้ลูกเห็นมากับตา และประสบมากับตัวเอง ความจริงราชสำนักเป็นอย่างไร ท่านพ่อไม่รู้จริง ๆ หรือ?”
เล่าเอี๋ยนนั่งลงอย่างช้า ๆ พลางมองไปทางบุตรชาย แล้วโบกมือบ่งบอกให้เขานั่งลง
“เพลานี้ราชสำนักวุ่นวายจริงอยู่ ทว่าไม่ได้หนักหนาขนาดนั้น!”
“ข้าเองก็รู้ว่าพืชผลเก็บเกี่ยวไม่ค่อยดี แต่นี่มันคือภัยธรรมชาติ หาใช่กำลังคนจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้”
เล่าเอี๋ยนเห็นด้วยกับคำพูดของเล่าเจี้ยงส่วนหนึ่ง เพียงแต่ไม่อยากยอมรับก็เท่านั้น ยังคงปลอบใจตัวเองร่ำไป
“ท่านพ่อ ผู้คนต่างรู้กันทั่วว่าฝ่าบาทโง่เขลา เขาละโมบในลาภยศ หลุ่มหลงสุรานารี แต่งตั้งคนขายเนื้อกับพวกขันทีจนทำให้เกิดข้อพิพาทกับฝ่ายต่าง ๆ คนซื่อสัตย์ตรงไปตรงมาถูกเข่นฆ่าไปแล้วตั้งกี่คน”
“ชายแดนโกลาหนจากสงครามติดต่อยืดเยื้อกันมายาวนาน และเก็บภาษีเพิ่มขึ้นทุกปี ภัยธรรมชาติรุนแรงขึ้น ประชาชนเดือดร้อนหนัก หรือพวกนี้ลูกเป็นคนแต่งขึ้นมาเอง?”
เล่าเจี้ยงเอ่ยคำพูดอย่างเฉียบคม น้ำเสียงฮึกเหิมขึ้น เล่าเอี๋ยนไม่มีทางโต้แย้งได้เลย ทำได้แค่ส่ายหน้าอย่างไร้ชีวิตชีวา
เด็กหนุ่มแค่เปิดเผยเขาหลอกตัวเองกับหลอกคนอื่นได้ก็เท่านั้น
“ต่อให้เป็นเช่นนั้น ข้าก็ทำอะไรไม่ได้ แม้ข้าจะเป็นเชื้อพระวงศ์ฮั่น เป็นหนึ่งในเก้าเสนาบดี กระนั้นมันก็แค่ชื่อเสียงจอมปลอมเท่านั้น ไร้อำนาจไร้กองกำลัง จะให้ทำอย่างไร?”
“อย่าว่าแต่โฮจิ๋นนั่นเลย แม้แต่ขันทีเหล่านั้น ข้าก็ไม่กล้ายั่วยุหรอก”
เห็นเล่าเอี๋ยนทอดถอนใจ มีใบหน้าหดหู่ เล่าเจี้ยงก็เข้าใจแล้ว
บิดาในตอนนี้ยังมีใจอยากช่วยเหลือราชวงศ์ฮั่น เพียงแต่การขยายอำนาจทำให้เขาลืมความตั้งใจเดิมไป
อำนาจสามารถเปลี่ยนคนผู้หนึ่งไปได้จริง ๆ