พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 306 ลิโป้ปฏิเสธยอมจำนน
บทที่ 306 ลิโป้ปฏิเสธยอมจำนน
ไม่คิดเลยว่าลิยูจะมาขอความช่วยเหลือ นี่ยิ่งทำให้เล่าเจี้ยงตกใจทวีคูณ!
“ท่านลิยู ลุกขึ้นก่อน แล้วค่อย ๆ พูด ค่อย ๆ จากันเถิด”
เหตุใดลิยูถึงมาขอคำแนะนำ หรือตระกูลอ้วนลงมือแล้ว?
เป็นไปไม่ได้! ก็เห็นชัด ๆ อยู่ว่าข้าให้คนจับตามองลกเอี๋ยงไว้
เล่าเจี้ยงประคองลิยูขึ้นเบา ๆ ตอนนี้มีเครื่องหมายคำถามอยู่เต็มหัว จึงทำได้เพียงฟังกุนซือของตั๋งโต๊ะอธิบายอย่างละเอียดเท่านั้น
“ขุนพลพิทักษ์ ลิโป้ผู้นั้นองอาจไร้ศัตรู ในกองทัพเราไม่มีใครเป็นคู่ต่อสู้เขาได้ ครั้งก่อนรบกันก็ปลิดชีพนายพลไปสองคน วันนี้เต๊งหงวนส่งเทียบท้ารบมาว่าพรุ่งนี้จะเคลื่อนทัพทั้งหมดออกรบ จะกวาดล้างพวกเราทั้งหมดให้ได้”
หลังจากที่ลิยูพูดจบ หาใช่แค่ซุนฮิวที่สับสน แต่เล่าเจี้ยงงุนงงยิ่งกว่า
ซุนฮิวยังหันมาหานายท่านด้วยรอยยิ้มแข็ง ๆ ราวกับจะถามว่า ‘นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่นายท่านหมายถึงหรือ?’
เล่าเจี้ยงอายมาก ไม่คิดเลยว่าเรื่องราวจะพัฒนาไปเหนือความคาดหมายของเขา
นี่ไม่ได้หมายความว่ายอมจำนนต่อลิโป้แล้วหรอกหรือ ไฉนจึงยังจะสู้อยู่อีก?
“พวกเจ้า… ไม่ได้ไปโน้มน้าวให้ลิโป้ยอมจำนนหรอกหรือ?”
ตามประวัติศาสตร์ มันต้องเป็นอย่างนั้นสิ
ตอนนี้ถึงคราวลิยูกับซุนฮิวตกใจ โดยเฉพาะลิยู ผู้ปากอ้าออกกว้างอย่างไม่อยากเชื่อ
“ขุนพลพิทักษ์รู้ได้อย่างไรว่าเราติดต่อกับลิโป้ หรือข่าวจะรั่วไหลออกมา?”
หลังจากได้รับการยืนยัน ซุนฮิวก็ยิ่งประหลาดใจ และมองลิยูด้วยสายตาเต็มไปด้วยคำถาม
“พวกเจ้าไปโน้มน้าวให้ลิโป้ยอมจำนนจริง ๆ หรือ?”
บรรยากาศภายในห้องพิลึกมาก ปฏิกิริยาของเล่าเจี้ยงกับซุนฮิวก็แปลกไม่น้อยเช่นกัน
ลิยูสับสนไปหมด ถึงกระนั้นก็ยังพยักหน้า
“ใช่แล้วขอรับ แต่ไม่สำเร็จ”
“พวกเจ้าส่งใครไป? แล้วใช้เงื่อนไขอะไรแลกให้เขายอมจำนน?”
เล่าเจี้ยงถามลิยูอย่างกังวลใจ การปฏิเสธนี้ไม่มีปัญหาอะไร แต่ไยประวัติศาสตร์ถึงผิดเพี้ยนไป?
“ในกองทัพเรามีทหารอยู่คนหนึ่งนามลิซก*[1] เขาเป็นคนบ้านเกิดเดียวกับลิโป้ ไม่กี่วันก่อนที่ลิโป้กับแม่ทัพเตียนประมือกัน ไม่ใช่ม้าศึกล้มหรอกหรือ พอดีนายข้ามีม้าเหงื่อโลหิตเขตตะวันตกอยู่ตัวหนึ่ง ชื่อเซ็กเธาว์*[2] อีกทั้งยังนำทองคำ เงิน และอัญมณีมากมาย และรับปากจะให้ตำแหน่งใหญ่ไม่น้อยให้”
ลิยูไม่ได้ปิดบังอะไร ปริปากเล่าออกมาทุกอย่างด้วยกลัวว่าจะไปกระตุ้นให้ขุนพลพิทักษ์แคลงใจ แถมยังลงรายละเอียดยิบด้วย
เล่าเจี้ยงยิ่งฟังยิ่งตกใจ นี่ก็ไม่ได้คลาดเคลื่อนไปจากประวัติศาสตร์เลย เป็นไปตามจดหมายเหตุสามก๊กทุกอย่าง แต่นักท่องเวลาไม่เข้าใจว่าเหตุใดกัน …คนถ่อยที่โลภผลประโยชน์อย่างลิโป้กลับเลือกภักดีต่อเต๊งหงวน!
ลิยูเห็นขุนพลพิทักษ์ไม่พูดอะไร เพียงแค่ขมวดคิ้วขบคิด จึงได้แต่บ่นกับเขาอีกครั้ง
“ขุนพลพิทักษ์ เมื่อวันก่อนลิโป้ฆ่าล้างคนไปทั่ว กองทัพข้าพ่าย สูญเสียคนไปมากกว่าสี่พันคน หากขุนพลพิทักษ์ไม่ยื่นมือให้ความช่วยเหลือ พรุ่งนี้เราต้องตายสถานเดียวแน่ นายท่านข้าว่า หากท่านปฏิเสธที่จะช่วยเหลือพวกเราจริง ๆ เช่นนั้นเราคงทำได้เพียงยกทัพกลับซีเป่ยคืนนี้”
เล่าเจี้ยงจะฟังไม่ออกได้อย่างไร ว่าวาจาของลิยูมีเค้าลางข่มขู่เล็กน้อย ทว่าเขาในตอนนี้ไม่มีใจจะโมโห หากลิโป้ไม่กบฏ กองทัพเป๊งจิ๋วก็ยากจะรับมือได้ จุดนี้ตนมั่นใจมาก
“แล้วพวกเจ้าต้องการให้ข้าทำอะไร? เจ้าควรรู้ก่อนหน้าข้าได้ประกาศต่อพวกขุนนางในพระราชวังหย่งเล่อแล้วว่าจะไม่เข้าร่วมการต่อสู้ของพวกเขา”
ลิยูเหมือนรอคำพูดนี้อยู่จึงตื่นตัวขึ้นมาทันที
“ขุนพลพิทักษ์ไม่จำเป็นต้องใช้กองกำลังใด ๆ ขอเพียงให้เรายืมขุนพลคนหนึ่ง ให้เขาล้มลิโป้ให้ได้ ส่วนกองทัพเป๊งจิ๋วที่เหลือล้วนไม่อยู่ในสายตาพวกเรา”
ที่แท้มายืมคนนี่เอง!
เล่าเจี้ยงโล่งอก ก่อนหันไปหาเตียนอุย
“พวกเจ้ามาที่นี่เพื่อขอยืมเตียนอุยหรือ?”
“ใช่ขอรับ! ไม่นานก่อนหน้านี้แม่ทัพเตียนสู้จนลิโป้ตกจากหลังม้าและเกือบฆ่าเขาได้ หากมีขุนพลเตียนอยู่ ลิโป้ต้องโดนตัดหัวแน่นอน”
ลิยูมองเตียนอุยที่มีร่างกายกำยำพร้อมพยักหน้ารัว ๆ เมื่อดูรูปร่างภายนอก ก็รู้สึกว่าเตียนอุยแข็งแกร่งกว่าลิโป้มาก
เล่าเจี้ยงเผยสีหน้าลำบากใจ นักท่องเวลารู้ดีว่าด้วยฝีมือที่แท้จริงแล้ว เตียนอุยสู้ลิโป้ไม่ได้ ผลการแพ้ชนะครั้งก่อนมันเป็นแค่ความบังเอิญเท่านั้น
“เอ้อร์ไหล เจ้ามั่นใจว่าจะเอาชนะลิโป้ได้หรือไม่?”
หากเป็นคนอื่น เตียนอุยคงจะตอบโดยไม่ลังเล แต่มาคราวนี้กลับอึกอัก แต่ใจจะห้าวหาญเพียงไหน แต่ร่างกายที่เคยเข้าปะทะกับง้าวกรีดนภาของลิโป้มาครั้งหนึ่งแล้วกลับไม่ตกปากรับคำง่าย ๆ
“ขุนพลพิทักษ์ ท่านเห็นคนจะตายแล้วหมางเมินได้หรือ นอกจากแม่ทัพเตียนแล้ว ใครจะต่อกรกับลิโป้ได้อีก!”
ลิยูกระวนกระวายใจ เขาคาดไม่ถึงเลยว่าแม้แต่คนคนเดียว เล่าเจี้ยงก็ไม่ยอมให้ยืม!
“ขอบอกเจ้าตามตรง การประลองก่อนหน้านี้ข้าทำให้ลิโป้ตกจากหลังม้าได้เป็นเพราะโชคช่วย! ม้าของเขาไม่ดี! หากต่อสู้กันเอาเป็นเอาตาย ข้าไม่น่าจะเอาชนะเขาได้”
คราวนั้นเตียนอุยใช้กลอุบายตื้นเขิน เขารู้ลิโป้ผู้นี้แข็งแกร่งกว่า แต่หากสู้ด้วยการแลกชีวิต ผลแพ้ชนะไม่มีทางคาดเดาได้แน่นอน
เพื่อเล่าเจี้ยง เตียนอุยสามารถสู้อย่างไม่คิดชีวิตได้
ทว่า… เพื่อตั๋งโต๊ะงั้นหรือ?
หึ ไม่มีทางแน่นอน!
ในสายตาเตียนอุย ตั๋งโต๊ะคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน? มีค่าพอจะใช้งานตนด้วยหรือ?
ดังนั้นเตียนอุยจึงแสดงออกอย่างไม่ลังเลว่าเขาไม่สามารถเอาชนะลิโป้ได้ อีกอย่างศัตรูเจอกัน ย่อมระแวดระวังกันเป็นพิเศษ ไม่แน่ แค่พลาดไปนิดเดียวก็อาจถูกลิโป้แทงเอาได้!
“ท่านลิยู สิ่งที่เตียนอุยพูดล้วนเป็นเรื่องจริง หลังผ่านบทเรียนครั้งก่อน ลิโป้ต้องคอยระวังเป็นแน่ แล้วจะเอาชนะเขาได้อย่างไร?”
ในระหว่างที่เล่าเจี้ยงกำลังครุ่นคิดว่าจะส่งคนสองคนไปที่นั่นหรือไม่ ลิยูกลับแสดงความเห็นออกมาอย่างท้อแท้ แม้แต่น้ำเสียงยังเจือไปด้วยความคร่ำครวญอย่างไม่มีสิ้นสุด
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็ไม่ทำให้ขุนพลพิทักษ์ลำบากใจแล้ว หลังกลับไป… ข้าจะให้นายท่านเก็บสัมภาระจัดทัพทันที พวกเราจะกลับไปเมืองเหมยหยางคืนนี้”
ก่อนหน้านี้ที่ลิยูเคยข่มขู่ เล่าเจี้ยงอยากรู้เรื่องของลิโป้จึงไม่ติดใจเอาความ ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะกลับมาเริ่มข่มขู่อีกครั้ง!
เล่าเจี้ยงเป็นใคร? จะปล่อยให้ลิยูตัวกระจ้อยร่อยคนหนึ่งใช้กลอุบายตื้นเขินอยู่ต่อหน้าตัวเองได้อย่างไร?
“ในเมื่อแม่ทัพตั๋งโต๊ะตัดสินใจแล้ว ข้าก็ไม่ขอรั้งไว้ หวังว่าจะรักษาตัวอย่างดี เอ้อร์ไหล ส่งแขก!”
เห็นได้ชัดว่าครั้งนี้ลิยูเสียหน้าแล้ว ไม่คิดเลยว่าเล่าเจี้ยงจะไม่สนใจเรื่องพวกเขาจะอยู่หรือไป แถมยังไล่อย่างไม่ไว้หน้าเลย
“ขุนพลพิทักษ์ช้าก่อน!”
เมื่อรู้สึกว่าความเห็นของตัวเองถูกกดให้ตกต่ำลงมาด้วยอำนาจมหาศาล ลิยูรีบเอ่ยปากร้องขอความเมตตาอย่างรวดเร็ว ตนมาหนนี้ ตั๋งโต๊ะไม่ยอมให้เขาทะเลาะกับเล่าเจี้ยง หากยังเป็นแบบนี้ต่อไปไม่มีอะไรดีแน่นอน!
เล่าเจี้ยงยิ้มเยาะ ก่อนโบกมือส่งสัญญาณให้เตียนอุยปล่อยลิยู
“ทำไม ท่านลิยูยังมีคำพูดอะไรกล่าวอำลากับข้าอีกหรือ?”
เห็นทีคงไม่อาจใช้ไม้แข็งกับเล่าเจี้ยง ได้แค่เพียงใช้ไม้อ่อนขอร้องเขาเท่านั้น
ลิยูยิ้มแหยอย่างอับอาย ก่อนกุมมือคำนับ
“ขุนพลพิทักษ์… นายท่านของข้านับว่าร่วมเป็นร่วมตายกับท่านด้วยความภักดีอย่างหนักแน่น หากท่านแม่ทัพละทิ้งนายของข้าในเวลานี้ จะไม่ทำร้ายจิตใจผู้คนแถบชายแดนที่ภักดีต่อขุนพลพิทักษ์หรอกหรือ?”
“อีกอย่าง เต๊งหงวนกับตระกูลอ้วนลอบติดต่อสัมพันธ์กัน หากนายข้าถูกกำจัด ต่อไปพวกเขาจะเล็งเป้าไปที่ใคร เกรงว่าไม่ต้องให้ข้าพูดมากแล้ว ขุนพลพิทักษ์ฉลาดปราดเปรื่องเช่นนี้ จะมองแผนการร้ายของพวกเขาไม่ออกได้อย่างไร? ข้าขอให้ท่านแม่ทัพคิดทบทวนอีกครั้ง”
สีหน้าเล่าเจี้ยงอ่อนลงเล็กน้อย ค่อยนับว่าสนทนาภาษาคนหน่อย หากลิยูพูดแบบนี้ตั้งแต่แรก เขาคงไม่ทำให้อีกฝ่ายลำบากใจหรอก
“เอาแบบนี้ พรุ่งนี้พวกเจ้ารบกันที่ไหน ข้าจะนำกองทหารไปที่นั่นเอง เจ้าแค่บอกให้ตั๋งโต๊ะวางใจก็พอ!”
ลิยูดีใจมาก ก่อนโค้งตัวคำนับอีกครั้ง ปากก็เอาแต่พร่ำคำเดิมไม่หยุด
“ขอบคุณขุนพลพิทักษ์มาก! ขอบคุณขุนพลพิทักษ์มาก!”
หลังจากลิยูอธิบายสถานการณ์อย่างละเอียดให้เล่าเจี้ยงฟังเสร็จแล้วก็ลาจากไป เขายังต้องนำข่าวนี้รีบกลับไปรายงานตั๋งโต๊ะ ให้นายท่านเตรียมทำสงครามอย่างสบายใจ
“นายท่าน ดูเหมือนเหตุการณ์จะอยู่เหนือความคาดหมายของท่านเล็กน้อยนะ?”
ครั้นได้ยินน้ำเสียงหยอกล้อของซุนฮิว เล่าเจี้ยงก็ไม่อับอายเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว แต่กลับแหงนหน้าหัวเราะขึ้นฟ้าแทน
“ฮ่า ๆ ๆ กงต๋า อยู่นอกเหนือความคาดหมาย ข้าไม่กลัวหรอก ข้ายังสามารถพาให้เข้าร่องเข้ารอยเดิมได้ ไม่เป็นไร แค่เรื่องเล็กน้อย!”
“เอ้อร์ไหล เจ้าไปที่ค่ายทหารและถ่ายทอดคำสั่งแทนข้า”
[1] ลิซก (李肃) เสนาธิการคนสำคัญของตั๋งโต๊ะ เป็นผู้มีวาทศิลป์เป็นเลิศ ผลงานหลักคือการเกลี้ยกล่อมลิโป้ให้เข้าร่วมกับฝ่ายตั๋งโต๊ะและยุยงให้ฆ่าเต๊งหงวนได้สำเร็จ
[2] ม้าเซ็กเธาว์ (赤兔马) ม้าที่โดดเด่นที่สุดในสามก๊ก เปลี่ยนเจ้าของมาหลายคนตั้งแต่ตั๋งโจ๊ะ ลิโป้ และกวนอู ตำนานเล่าว่ามีขนสีแดงและวิ่งได้วันละพันลี้ เชื่อว่าเป็นม้าเหงื่อโลหิต หรือม้าสายพันธุ์หนึ่งของแถบตะวันออกกลาง บริเวณแผงคอจะมีเหงื่อสีแดงสดคล้ายกับเลือดไหลออกมาเวลาออกวิ่ง ทำให้ดูเหมือนมีขนสีแดง