พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 319 เสียงก่นด่ากลุ่มขุนนางด้วยโทสะ
บทที่ 319 เสียงก่นด่ากลุ่มขุนนางด้วยโทสะ
“เจ้ากรมโยธาอ้วนคิดว่าข้อเสนอของข้าเป็นอย่างไร?”
แม้แต่อ้วนฮองในเวลานี้ยังตกใจจนไม่รู้จะทำอะไร เจตนาของตั๋งโต๊ะชัดเจนมาก ไม่ไสหัวกลับบ้าน ก็…
“ข้า… ข้าก็ตั้งใจไว้แบบนั้นอยู่แล้ว ขอบคุณแม่ทัพตั๋งโต๊ะที่ช่วยให้สมหวัง…”
สุดท้ายอ้วนฮองก็พยักหน้าตกลง ซึ่งนี่ทำให้ตั๋งโต๊ะโล่งใจ หากอีกฝ่ายยังดื้อด้านไม่ตกลง เขาคงมิกล้าแตะต้องอ้วนฮองจริง ๆ
“ฮ่า ๆ ดี! เจ้ากรมโยธาอ้วนกลับบ้านไปใช้ชีวิตวัยชราให้สบายเถิด เรื่องในราชสำนักให้เป็นหน้าที่ข้าเอง”
ทว่าน่าเสียดายการตายอันน่าสลดของขุนนางสองคน และการไกล่เกลี่ยของอ้วนฮองไม่ได้ทำให้พวกขุนนางหวาดกลัวเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด กลับกันมีคนออกมาคัดค้านอย่างไม่กลัวตายด้วย
“แม่ทัพตั๋งโต๊ะช่างลำพองนัก นี่ข้าต้องกลับบ้านไปใช้ชีวิตวัยเกษียณด้วยหรือเปล่า?”
“นั่นสิ! มิสู้แม่ทัพตั๋งโต๊ะสั่งขุนนางอย่างพวกเรากลับบ้านไปให้หมดเสียไม่ดีกว่าหรือ!”
พวกอ้วนหงุย เอียวเปียว*[1] สุมาหอง*[2] อ้องอุ้น*[3] ตัวแทนของแต่ละตระกูลใหญ่ต่างพากันลุกออกมารวมกลุ่มกันอย่างน่าประหลาดใจทันที
ลิโป้ที่อยู่ด้านข้างข่มโทสะ ไม่คิดเลยว่าบัณฑิตพวกนี้จะใจกล้าปานนี้ ไม่เห็นสองคนที่ตายอย่างน่าอนาถหรือไร? ในหัวขุนศึกผงาดฟ้ามีเพียงความคิดเดียว ใครไม่ยินยอม… ตาย! พวกขุนนางใหญ่เหล่านี้กล้าลุกฮือขึ้นมา เพราะข้ายังฆ่าไม่พอ
ลิโป้หมายจะเคลื่อนฝีเท้า เตรียมสั่งสอนบทเรียนให้กับขุนนางเหล่านี้ แต่ตั๋งโต๊ะรีบขยิบตาห้ามไว้ก่อน
ตั๋งโต๊ะกลัวที่สุดคือสถานการณ์เช่นนี้ เขานั่งมองดูลิโป้สังหารขุนนางไม่สำคัญได้เท่านั้น มีหรือจะให้ลูกบุญธรรมเข่นฆ่าอย่างไร้เหตุผลได้ ทันทีที่อีกฝ่ายสังหารพวกเขา ก็เท่ากับว่าตั๋งโต๊ะได้ล่วงเกินตระกูลขุนนางเก่าแก่ทั้งใต้หล้า เช่นนั้นตนคงห่างจากความพังพินาศไม่ไกลแล้ว
“ขุนพลพิทักษ์ ท่านควบคุมกองทัพองครักษ์หลวงกับกองทัพอุทยานทิศประจิม ต้องดูแลความปลอดภัยทั้งนอกและในเมืองหลวง ท่านจะรับผิดชอบภาระขนาดนี้จริง ๆ หรือ?”
เล่าเจี้ยงหรี่ตา ตระกูลอ้วนนี้ไม่จบไม่สิ้นจริง ๆ อ้วนฮองหยุดแล้ว แต่อ้วนหงุยตัวแสบโยนหายนะมาให้ตัวเองอีก
“ข้ามีเรื่องจะกราบทูลไทเฮากับไทฮองไทเฮาพอดี แม่ทัพตั๋งโต๊ะปราบกบฏเต๊งหงวนได้เป็นคุณงามความดีใหญ่หลวงนัก ประจวบกับเจ้ากรมโยธาอ้วนลาออกไปพอดี กระหม่อมว่ามิสู้ให้แม่ทัพตั๋งโต๊ะเป็นเจ้ากรมโยธาไปเลยดีกว่า ไม่ทราบว่าไทเฮากับตั๋งไทฮองไทเฮาคิดเห็นอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ?”
เมื่อเล่าเจี้ยงเปล่งวาจานี้ออกมา เหล่าขุนนางต่างเข้าใจทันที บัดนี้ทั้งสองยังรวมหัวกันอยู่!
มิน่าเล่าถึงบีบให้อ้วนฮองลาออก ที่แท้ก็จะให้ตำแหน่งตั๋งโต๊ะนี่เอง!
โฮไทเฮามีหรือจะกล้าคัดค้าน เห็นขุนนางสองคนตายกับตาตัวเองก็สะเทือนใจมากแล้ว แค่สามารถนั่งนิ่งอยู่ตรงนี้ได้ นางก็ไม่รู้ว่าไปเอาความกล้าหาญมาจากไหน
ตั๋งไทฮองไทเฮาพยักหน้าเล็กน้อย สภาพการณ์เช่นนี้นางเองทำใจยากเช่นกัน นางสังหรณ์ได้ถึงขุนนางผู้สำเร็จราชการทรราชเตาบูอย่างเลือนราง ทว่าเพลานี้ยังไม่ได้ผู้สืบทอดราชบัลลังก์อย่างเป็นทางการ จึงมิกล้าล่วงเกินเล่าเจี้ยงกับตั๋งโต๊ะง่าย ๆ
“ตระกูลอ้วนไม่มีความเห็น แม่ทัพตั๋งโต๊ะมีความสามารถมากพอจะรับตำแหน่งเจ้ากรมโยธานี้”
ตั๋งโต๊ะปีติยินดี ในที่สุดก็ได้นั่งตำแหน่งที่เขาใฝ่ฝันหาแม้แต่ในยามหลับยามตื่น สามอัครเสนาบดี! จากนี้ไปใครจะกล้าดูถูกดูแคลนเขาอีก!
ตื่นเต้นเหลือเกิน จวบจนเล่าเจี้ยงขยิบตาให้เขา ตั๋งโต๊ะถึงได้สติและกล่าวขอบคุณ
“อะ! ข้าขอบพระทัยตั๋งไทฮองไทเฮา ขอบพระทัยโฮไทเฮา! กระหม่อมจะปรนนิบัติรับใช้ทั้งสองพระองค์อย่างเต็มความสามารถพ่ะย่ะค่ะ!”
เล่าเจี้ยงอดยกนิ้วโป้งให้ตั๋งโต๊ะในใจไม่ได้ ช่างกล้าจริง ๆ นี่เริ่มหยอกเย้าลวนลามไทเฮาอย่างโจ่งครึ่มแล้ว!
“ฮ่า ๆ ขุนพลพิทักษ์วางแผนได้ดี ข้านับถือนัก!”
อ้วนหงุยในวันนี้ราวกับบ้าคลั่ง ดูไม่สุขุมเหมือนแต่ก่อนเลยสักนิด เหมือนปลงในความเป็นตายไปแล้ว!
“ไฉนเจ้ากรมการศึกษาอ้วนจึงกล่าวเช่นนี้? หากกล่าวถึงเรื่องคิดแผน ใครจะเทียบกับเจ้ากรมการศึกษาอ้วนผู้ ‘ฉลาดหลักแหลม’ ได้เล่า?”
อ้วนหงุยเชื่อว่าไม่ใช่แค่ตัวเอง ตอนนี้ขุนนางทั้งราชสำนักต่างก็มองออก
“ตำแหน่งขุนพลพิทักษ์นั้นต่ำกว่าเจ้ากรมโยธา ขอถามว่าตำแหน่งเจ้าต้องขยับแล้วใช่หรือไม่? นอกจากตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ เกรงว่าไม่มีตำแหน่งไหนพอดับความกระหายของขุนพลพิทักษ์ได้แล้วกระมัง!”
“ขั้นแรกกำจัดผู้ไม่เห็นด้วย ขับไล่ขุนนางเก่าของฮ่องเต้องค์ก่อน จากนั้นปลดลูกชายคนโตและแต่งตั้งลูกคนเล็ก ขุนพลพิทักษ์วางแผนได้เยี่ยมจริง ๆ! เกรงว่าอองมังกับเตาบูคงเทียบเจ้าเล่าเจี้ยงไม่ได้แล้วสินะ!”
อ้วนหงุยกล่าวความในใจของขุนนางทุกคนออกมาจนหมดเปลือก พวกเขาเองก็อยากถามเช่นกัน แต่ไม่มีใครกล้าปริปาก
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ!”
อ้วนหงุยค่อนข้างวิเคราะห์ได้เฉียบขาดมาก มาถึงขั้นนี้แล้ว ใคร ๆ ก็เห็นด้วยกับการคาดเดาของเขา อย่างไรเสียตำแหน่งขุนนางผู้สำเร็จราชการก็ยั่วยวนจนใครมิอาจทนไหวได้?
“เจ้ากรมการศึกษาอ้วน ตระกูลอ้วนของพวกเจ้าเป็นผู้นำตระกูลขุนนางเก่าแก่ หยิ่งผยองมาแต่ไหนแต่ไร เจ้าเคยคิดไหมว่าจะมีวันนี้? แต่ข้าจะบอกอะไรท่านให้ ที่ท่านกล่าวมาไม่จริงเลย!”
เล่าเจี้ยงชี้ไปยังพวกขุนนางที่กล้าโกรธแต่ไม่กล้าพูด
“พวกเจ้าแต่ละคนถือตัวว่าตัวเองเป็นขุนนางเก่าของฮ่องเต้องค์ก่อนจงรักภักดีต่อต้าฮั่น เช่นนั้นข้าขอถามพวกเจ้า เมื่อเผชิญหน้ากับอาวุธ พวกเจ้าไม่รู้สึกหวาดกลัวสินะ ไม่รู้สึกกลัวตายงั้นหรือ? หึ! อ่อนแอ เสแสร้ง! ในตำหนักหย่งเล่อแห่งนี้กลิ่นเหม็นสาบโชยคละคลุ้ง เพราะพวกเจ้าถูกเปิดโปงแล้ว!”
“พวกเจ้าที่อ้างว่าเป็นสุภาพบุรุษ อ้างว่าเป็นขุนนางคนสำคัญ เมื่อเผชิญหน้ากับแม่ทัพตั๋งโต๊ะ กล้าต่อต้านหรือไม่? พวกเจ้าไม่กล้า! หลักจริยธรรมที่ออกมาจากพวกเจ้า เมื่ออยู่ต่อหน้าความเป็นตายช่วยอะไรได้บ้าง? ไม่ช่วยอะไรทั้งนั้น แม้แต่ชีวิตที่แค่รอดไปได้ ก็ยังไร้ศักดิ์ศรีให้สู้หน้าประชาชี!”
“ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คนที่ชั่วร้ายที่สุดคือผู้ที่ภายนอกเสแสร้งเป็นคนดี ทว่าภายในกลับคิดคด พวกเจ้าแต่ละคนอ้างว่าเป็นขุนนางคนสำคัญ อยากสนับสนุนองค์ชายองค์โตขึ้นครองบัลลังก์ ก็เพื่อผลประโยชน์มหาศาลที่ได้รับหลังแต่งตั้งฮ่องเต้มิใช่หรอกหรือ? นี่หาใช่ขุนนางชั่วหรอกหรือ?”
“แม่ทัพตั๋งโต๊ะ โอ้ไม่ใช่สิ ตอนนี้คือเจ้ากรมโยธาตั๋งแล้ว เจ้ากรมโยธาตั๋งคิดว่าองค์ชายรองปราดเปรื่อง สามารถนำพาต้าฮั่นไปสู่ความรุ่งโรจน์ได้ นี่ไม่ใช่เพื่อราชวงศ์ฮั่นสืบทอดกันยาวนานนับหมื่นปีหรอกหรือ เขาไม่ใช่ขุนนางจงรักภักดีหรือ?
“พวกเจ้าเอาแต่พร่ำความภักดีกับทรยศตลอดทั้งวัน คนที่เชื่อฟังพวกเจ้าก็คือคนภักดี คนที่คัดค้านพวกเจ้าก็คือคนทรยศ! ความภักดีกับทรยศขึ้นอยู่กับพวกเจ้า หรือขึ้นอยู่กับการลงมือทำเพื่อต้าฮั่นกันแน่!”
“หากข้าบอกพวกเจ้าว่า ฮ่องเต้องค์ก่อนประสงค์ให้หองจูเหียบขึ้นครองบัลลังก์ พวกเจ้าจะทำอะไรข้า? จะกล้าต่อต้านอยู่ดีใช่หรือไม่?”
พวกขุนนางแสดงท่าทางต่างกันไป ทั้งโกรธ อับอาย โศกเศร้า เล่าเจี้ยงพูดแทงใจทุกคำ
“ฮ่า ๆ ๆ! เจ้ากรมการศึกษาอ้วน ขุนนางทุกท่าน ไม่ว่าวันนี้หรือวันหน้า พวกท่านจะมองเล่าเจี้ยงผู้นี้ดีหรือชั่ว มองผิดหรือถูกอย่างไร ทว่าข้าก็ยังเป็นตัวเองตั้งแต่ต้น ความภักดีต่อต้าฮั่นไม่เคยเลือนหาย ความตั้งใจเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลง!”
เล่าเจี้ยงเยื้องย่างมาถึงหน้าประตูตำหนักหย่งเล่อแล้ว แต่หันกลับมากุมมือคำนับ
“ข้ารู้สึกไม่สบาย ขอไม่เข้าร่วมเรื่องในราชสำนักอีก นับจากนี้ไปเรื่องของราชสำนัก ขอมอบให้กับแม่ทัพตั๋งโต๊ะ”
หลังจากพูดจบ ขุนพลพิทักษ์ก็สะบัดผ้าคลุม ย่างเท้าออกจากราชสำนักและวังวนแห่งอำนาจไปอย่างไม่ลังเล
เล่าเจี้ยงไม่ได้ไต่เต้าขึ้นที่สูง แต่กลับสละสิทธิ์และอำนาจทั้งหมดในมือทิ้งไป!
“นี่…”
อ้วนหงุยเบิกตากว้าง เล่าเจี้ยงใช้การกระทำตบหน้าเขาอย่างแรง และยังพิสูจน์ว่าอ้วนหงุยสาดโคลนใส่คนที่มีคุณธรรมสูงส่งจริง ๆ
อ้วนหงุยมองเล่าเจี้ยงผิด และใส่ร้ายแม่ทัพคู่พระทัยของพระเจ้าเลนเต้
แม้แต่ตั๋งโต๊ะที่รู้เรื่องนี้มานานแล้ว ยังตกใจเมื่อเห็นความมุ่งมั่นของเล่าเจี้ยงด้วยตาตัวเอง!
[1] เอียวปิว (杨彪) ชาวเมืองหัวะอิน มณฑลส่านซี เป็นขุนนางผู้ใหญ่ที่โลดแล่นอยู่ท่ามกลางสงครามการเมืองในราชสำนักสมัยพระเจ้าเหี้ยนเต้ เขาเป็นบิดาของเอียวสิ้ว หนึ่งในกุนซือผู้ทำหน้าที่ตรวจบัญชีทรัพย์สินให้วุยก๊กของโจโฉ
[2] สุมาหอง (司马防) บิดาของสุมาอี้ บรรพบุรุษของตระกูลสุมาแห่งราชวงศ์จิ้น และยังเป็นขุนนางที่ปรึกษาในกรมราชเลขาธิการ ผู้เสนอชื่อให้โจโฉดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการเขตภาคเหนือในราชธานีลกเอี๋ยง
[3] อ้องอุ้น (王允) ขุนนางในกรมการศึกษา เป็นผู้ออกอุบายให้ลิโป้แตกหักกับตั๋งโต๊ะ และมีบทบาทในวรรณกรรมสามก๊กเป็นบิดาบุญธรรมของเตียวเสี้ยน แสงจันทร์หลบโฉมสุดา หนึ่งในสี่ยอดพธู