พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 327 ตั๋งโต๊ะจำยอมตัดใจจากของรัก
บทที่ 327 ตั๋งโต๊ะจำยอมตัดใจจากของรัก
เมืองลกเอี๋ยง จวนผู้สำเร็จราชการ
เป็นเวลาสามวันแล้วที่ตั๋งโต๊ะไม่ได้เข้าประชุมในท้องพระโรง ซึ่งเท่ากับว่าการประชุมขุนนางในตอนเช้าต้องหยุดชะงักไปเป็นเวลาสามวัน!
ข่าวที่ว่าอ้วนเสี้ยวเคลื่อนพลเตรียมก่อกบฏได้มาถึงจวนผู้สำเร็จราชการนานแล้ว และแม้แต่ประกาศระดมพลปราบปรามโจรชั่วของอ้วนเสี้ยวก็ถูกวางไว้บนโต๊ะของตั๋งโต๊ะ!
“เป็นดังถ้อยคำของเล่าเจี้ยง ตระกูลอ้วนนี้เป็นลูกหมาป่าที่เลี้ยงไม่เชื่อง! เราควรสังหารอ้วนเสี้ยว อ้วนสุดไปตั้งแต่แรก!”
ตอนนี้ตั๋งโต๊ะรู้สึกเสียดายอย่างสุดซึ้ง ด้วยในตอนนั้น คิดแต่จะหาทางเอาชนะตระกูลอ้วนรุ่นพ่อทุกวิถีทาง ตนจึงไม่ได้คำนึงถึงความร้ายกาจของอ้วนเสี้ยวอ้วนสุดแต่อย่างใด ยิ่งเรื่องที่พวกเขาสองคนแอบหลบหนีไปจากลกเอี๋ยงอย่างลับ ๆ โดยพลการนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง ซ้ำร้ายยังเลื่อนตำแหน่งให้ทั้งสองด้วยซ้ำไป โดยแต่งตั้งให้อ้วนสุดเป็นแม่ทัพหลัง และแต่งตั้งให้อ้วนเสี้ยวเป็นเจ้าเมืองปุดไฮ!
ตอนนี้แทนที่จะได้รับความซาบซึ้งในบุญคุณ แต่กลับได้รับข่าวว่าพวกเขากลับลุกฮือระดมพลเพื่อมาสังหารตัวเองเสียอย่างนั้น!
“นายท่าน ในเมื่อเรื่องราวดำเนินมาจนถึงวันนี้แล้ว จะพูดอะไรก็สายไปเสียทั้งสิ้น สิ่งที่ควรคิดโดยเร็วที่สุดคือแผนการรับมือ”
ลิยูส่ายหน้าพร้อมถอนหายใจซ้ำ ๆ เขาเคยชักแม่น้ำทั้งห้ามาพูดหว่านล้อมหลายคราแล้ว แต่มิได้ยืนกรานหนักแน่นให้ตั๋งโต๊ะลงมือกับคนสองผู้นั้นแห่งตระกูลอ้วน จนเป็นผลให้เกิดหายนะขึ้นในวันนี้!
“รากเหง้าของตระกูลอ้วนนั้นหยั่งลึก บรรดาลูกศิษย์และลูกน้องเก่าของพวกเขากระจายอยู่ทั่วทุกสารทิศ กองทัพของอ้วนเสี้ยวนี้จะต้องได้รับการสนับสนุนส่งเสริมอย่างมากมายเป็นแน่! ทว่าโชคดีที่เมื่อปีที่แล้ว เราได้ตระเตรียมเจ้าเมืองและเจ้าผู้ครองแคว้นไว้ไม่น้อย คงจะพอต้านทานให้ได้สักพักหนึ่ง”
ความหวังเดียวของตั๋งโต๊ะในตอนนี้คือการที่อ้วนเสี้ยวและอ้วนสุดปะทะเข้ากับพวกเจ้าเมืองและเจ้าผู้ครองแคว้นที่ตนจัดเตรียมไว้ เพื่อที่ต่างฝ่ายต่างทำลายกองกำลังของกันและกันให้หมดไป หากเป็นเช่นนี้ ตั๋งโต๊ะจะสามารถนั่งอยู่ในลกเอี๋ยงได้อย่างมั่นคง และรอให้สองพี่น้องตระกูลอ้วนอ่อนแรงกำลังลง จากนั้นค่อยกำราบพวกเขาให้สิ้นในคราวเดียว
อย่างไรเสีย จางจื่อ เจ้าเมืองลำหยง และฮันฮกผู้ครองแคว้นกิจิ๋วต่างก็ได้รับการแต่งตั้งจากตั๋งโต๊ะ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการเตรียมพร้อมล่วงหน้าแล้ว!
“ข้าก็หวังเช่นนั้น…”
สีหน้าของลิยูกลัดกลุ้มอย่างยิ่ง ด้วยเขาไม่คิดว่าแผนการของพ่อตาจะได้ผล หนำซ้ำยังอคติกับแผนนี้มาโดยตลอด
“เหวินโหยว ข้าเข้าใจดีว่าเป็นในตอนนั้นข้าไม่ฟังเจ้า จึงนำมาสู่หายนะในครานี้ แต่อย่าตำหนิกันเลย ตระกูลอ้วนเป็นผู้นำตระกูลขุนนางเก่าแก่ เราย่อมไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงไม่เป็นศัตรูกับพวกเขาได้”
ลิยูฝืนยิ้ม… เขาน่ะหรือจะกล้าตำหนิตั๋งโต๊ะ! ตั้งแต่ตั๋งโต๊ะรั้งตำแหน่งผู้สำเร็จราชการ นิสัยใจคอก็ยิ่งอำมหิตมากขึ้นเรื่อย ๆ
ยามนี้กุนซือพ่วงตำแหน่งลูกเขยที่ร่วมหัวจมท้ายกันมานานยังแทบไม่อยากเชื่อสายตา ว่าแค่ระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น ท่านพ่อตาที่เคารพจะพลิกฟ้าเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือได้ขนาดนี้ วีรบุรุษผู้นำทัพพิทักษ์ชายแดน ปกป้องต้าฮั่นจากเหล่าชนเผ่า บัดนี้กลายเป็นทรราชใจเหี้ยมไปแล้ว!
“นายท่านล้อเล่นแล้ว กุนซือเช่นข้าจะกล้ากล่าวโทษท่านได้อย่างไร เพียงแต่ในเวลานี้มีบางสิ่งที่เราต้องรีบดำเนินการโดยเร็วที่สุด!”
ตั๋งโต๊ะถาม “สิ่งใดรึ?”
ลิยูว่าไป “หากพี่น้องตระกูลอ้วนเคลื่อนพลก่อกบฏ เช่นนั้นอ้วนหงุยซึ่งยังคงอยู่ในลกเอี๋ยงย่อมต้องเป็นผู้คอยประสานอยู่เบื้องหลังอย่างไม่ต้องสงสัย! หากไม่กำจัดออกไปโดยเร็วที่สุด จะต้องก่อให้เกิดเภทภัยครั้งใหญ่เป็นแน่”
กุนซือทรราชตัดสินใจแล้วว่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เขาจะต้องทุ่มเทแรงใจและมันสมองอย่างถึงที่สุด เพื่อไม่ให้ปลาหลุดรอดแห หอกข้างแคร่หลุดรอดมือไปได้อีก!
“ฆ่าอ้วนหงุยทิ้งหรือ?”
“ไม่ใช่ขอรับ เราต้องกวาดล้างอ้วนหงุย อ้วนฮอง ตลอดจนตระกูลอ้วนทั้งหมดให้สิ้นซาก! รวมถึงปลดพวกเขาออกจากตำแหน่งขุนนางทั้งหมด!”
คิ้วของตั๋งโต๊ะขมวดแน่น ดวงตาสั่นไหว เห็นได้ชัดว่าลังเลมากกับข้อเสนอแนะนี้
“เหวินโหยว ข้าคาดการณ์ว่าเมื่อเราสังหารอ้วนหงุยแล้ว ก็ถือเป็นการแตกหักกับตระกูลอ้วนโดยสิ้นเชิงแล้วกระมัง…”
“นายท่าน! เจ้าสองพี่น้องตระกูลอ้วนรุ่นหลังนั่นจะบุกตีฝ่าประตูเมืองเข้ามาอยู่แล้ว! ท่านลองไตร่ตรองดูให้ดีเถิดว่าหากอ้วนเสี้ยวอ้วนสุดโจมตีเมืองลกเอี๋ยง พวกเขาจะตั้งตัวเป็นอิสระจากเราหรือไม่? พวกเขาจะปล่อยให้เรามีชีวิตรอดอย่างนั้นหรือ?”
ลิยูหดหู่ใจนัก ทั้งที่ตั๋งโต๊ะนั้นมีอารมณ์ฉุนเฉียวมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่นิสัยกลับไม่เด็ดขาดมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยเช่นกัน บ่อยครั้งที่มักจะรู้สึกกังวลถึงผลได้ผลเสียเกินไป
ตั๋งโต๊ะหรี่ตาลง พลางขบคิดคำพูดของลิยูอยู่นาน จนที่ในที่สุดก็ตัดสินใจ พร้อมกำหมัดแน่น
“ได้! ทำตามที่เหวินโหยวบอก ข้าจะส่งคนไปจับกุมตัวอ้วนหงุยและคนตระกูลอ้วนไม่ว่าจะหัวหงอกหัวดำมาขังคุกให้หมดเดี๋ยวนี้!”
ลิยูรั้งไว้ “ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ตอนนี้เราเพียงต้องส่งคนไปเฝ้าจับตาดูเอาไว้ รอให้มีประชุมขุนนางในช่วงสองสามวันนี้ นายท่านจะต้องประหารอ้วนหงุยต่อหน้าสาธารณชน! เพื่อป้องปรามบรรดาขุนนาง!”
ตั๋งโต๊ะพยักหน้าเบา ๆ พร้อมเผยสีหน้าโหดเหี้ยมอำมหิต ในเมื่อตัดสินใจแน่แล้วว่าจะทำ เขาย่อมไม่สนใจว่าจะทำเกินกว่าเหตุไปหรือไม่!
“ต้องฆ่าใครอีกไหม? เจ้าบอกมาเถิด! วันพรุ่งนี้ เราจะล้างเมืองลกเอี๋ยงด้วยโลหิต!”
ดวงตาเล็ก ๆ ของลิยูกลอกไปมาไม่หยุด บางครั้งคิ้วของเขาก็ขมวดแน่นและบางคราคลายลง เห็นได้ชัดว่าลังเลเช่นกัน
“โอ๊ย! นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว เจ้ายังไม่รีบบอกข้ามาอีก!”
เมื่อเห็นว่าลิยูอึก ๆ อัก ๆ จะพูดแต่ก็ไม่พูด ตั๋งโต๊ะจึงเร่งรัดอีกฝ่าย
“นายท่าน ในหนังสือระดมพลของอ้วนเสี้ยว เน้นย้ำถึงเรื่องที่ว่านายท่านราชการปลดลูกคนโตทิ้งแล้วแต่งตั้งลูกคนเล็ก แต่งตั้งองค์ชายรองเล่าเหียบขึ้นเป็นจักรพรรดิ เถลิงนามว่าพระเจ้าเหี้ยนเต้! พวกเขากรีธาทัพตามพระราชประสงค์สุดท้ายของฝ่าบาทผู้ล่วงลับที่ซุกซ่อนเอาไว้ แล้วสถาปนาธงชัยขององค์ชายใหญ่เล่าเปียนขึ้นมาใหม่ มิสู้สังหารองค์ชายเล่าเปียนเสีย ให้การระดมผลครั้งนี้ไร้เหตุผล”
“ไม่ได้!”
ตั๋งโต๊ะเอ่ยปฏิเสธข้อเสนอของลิยูที่จะฆ่าเล่าเปียนทันที โดยไม่เสียเวลาด้วยซ้ำ
“ทำไมเล่า?”
เมื่อเห็นแววตาสับสนของลิยูแล้ว ตั๋งโต๊ะก็พลันทำตัวไม่ถูก อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ อยู่นานแต่ก็ไม่อธิบายออกมา ได้แต่เบือนหน้าหนีกุนซือของตัวเอง “เหวินโหยว เล่าเปียนผู้นี้ ยังไม่ฆ่าก่อนได้หรือไม่?”
ลิยูตอบสนองโดยพลัน แววตาของเขายิ่งเต็มไปด้วยความผิดหวังมากขึ้น
“นายท่านอาลัยอาวรณ์ต่อพระนางโฮไทเฮาสินะ!”
ใบหน้าของตั๋งโต๊ะพลันขึ้นสี อีกฝ่ายพูดแทงทะลุความคิดของเขาโดยตรง!
“เหวินโหยว ข้าไม่อาจทิ้งพระนางโฮไทเฮาได้จริง ๆ เจ้าไม่รู้หรอกว่ามันรู้สึกเช่นไร…”
“นายท่าน! เหตุการณ์ตอนนี้เป็นเช่นไรแล้ว? หากพระนางโฮไทเฮาเข้าร่วมกับพวกขุนนางใหญ่ ร่วมมือกับสองพี่น้องตระกูลอ้วน เมื่อถึงเวลานั้น จะมาเสียใจทีหลังก็สายไปแล้ว!”
ลิยูผิดหวังอย่างยิ่ง ตั๋งโต๊ะเคยเด็ดขาด ฟังคำกุนซือ และตัดสินใจได้ถูกต้องเสมอ ทั้งยังมีจิตใจแข็งแกร่งดั่งหินผาผู้นั้นไปไหนเสียแล้ว?
นับตั้งแต่นายท่านเริ่มคบค้าสมาคมกับพระนางโฮไทเฮา ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง! เขาอยู่ในห้องบรรทมของพระนางตลอดทั้งวัน โดยไม่สนใจเรื่องราชธานีลกเอี๋ยงเลยแม้แต่น้อย
พูดกันตรง ๆ หากลิยูไม่ใช่ลูกเขยของตั๋งโต๊ะก็คงจะแปรพักตร์ไปนานแล้ว! ถึงขั้นตั๋งโต๊ะต้องถูกกุนซือผู้นี้ลอบสังหารในแบบที่ไม่รู้ว่าตัวเองตายอย่างไรด้วยซ้ำไป!
บางทีตั๋งโต๊ะอาจรู้สึกถึงวิกฤตกาลขึ้นมาจริง ๆ หรือบางทีอาจรู้สึกถึงความเคลือบแคลงในสายตาของลิยู ท้ายที่สุดเขาก็ตั้งสติสำนึกตัวได้
“เข้าใจแล้ว! เหวินโหยวข้าขอฝากทุกอย่างไว้กับเจ้า ตัดสินใจเองได้เลย ส่วนเรื่องของข้า… อย่าได้ถามอีก…”
ในที่สุดลิยูก็เผยรอยยิ้มบางออกมา ตนเชื่อว่าตราบใดที่นายท่านยังยอมรับฟังเขา ทุกอย่างล้วนยังไม่ถึงจุดจบ!
“น้อมรับคำสั่ง! ทว่าในเมืองลกเอี๋ยงของเรายังมีอีกภัยที่ซ่อนอยู่ นายท่านอย่าได้หลงลืมไป”
“เจ้าหมายถึงเล่าเจี้ยงใช่ไหม?”
ตั๋งโต๊ะพยักหน้ารับ เข้าใจในทันที
ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา เล่าเจี้ยงหยุดลั่นกลองรบ ไม่แม้แต่จะออกมานอกค่าย ทำให้ตั๋งโต๊ะค่อย ๆ ลืมเลือนถึงการดำรงอยู่ของคนผู้นี้
“ถูกต้องขอรับ เขาเป็นดั่งปลายมีดคมกริบที่คอยทิ่มแทงอยู่ในอก ลูกน้องใต้บังคับบัญชาของเล่าเจี้ยงนั้นซุ่มฝึกทหารให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ทั้งยังมีกองกำลังถึงสี่หมื่นนาย! หากเป็นศัตรูกัน ย่อมต้องเอาเราถึงตายเป็นแน่ แต่หากเขาเป็นพันธมิตร ก็จะเป็นความช่วยเหลือที่ดียิ่ง”
สี่หมื่น! หากไม่ใช่เพราะลิยูเอ่ยเตือนสติ ตั๋งโต๊ะคงจะลืมตัวเลขนี้แล้ว เพราะเล่าเจี้ยงปรากฏตัวน้อยเกินไป!
“โอ้! ข้าเองก็คิดไม่ตกว่าเล่าเจี้ยงมีความเห็นอย่างไร เอาอย่างนี้แล้วกัน เจ้าไปเยี่ยมเล่าเจี้ยงในนามของข้า ดูว่าเขาต้องการอะไร พอจะสามารถดึงให้เข้าร่วมกับฝ่ายเราได้หรือไม่! หากเขาต้องการอะไรที่ไม่ได้มากเกินไปนัก ก็ตอบตกลงเสีย!”
ตั๋งโต๊ะไม่เชื่อเลยสักนิดว่าเล่าเจี้ยงไม่สนใจอำนาจแล้วจริง ๆ หากเป็นเช่นนั้นเหตุใดอีกฝ่ายไม่ลาออกแล้วกลับไปนอนเล่นอยู่บ้านเกิดเสียเลยล่ะ? จะยึดทหารกว่าสี่หมื่นนายไว้ในมือเพื่ออะไร?
การทำเช่นนี้ย่อมมีจุดประสงค์เดียวเท่านั้นคือ รอเวลาสุกงอมค่อยเก็บเกี่ยว รอราคาสูงแล้วค่อยขาย!
ทางนั้นต้องรอเวลาลงมืออยู่แน่ ๆ
“ขอรับ ข้าจะไปเยี่ยมเยียนขุนพลพิทักษ์เดี๋ยวนี้!”
“เดี๋ยวก่อน!”
ทันทีที่ลิยูหันหลังไป ตั๋งโต๊ะซึ่งอยู่ข้างหลังก็เอ่ยรั้งเขาไว้
“เหวินโหยว การประชุมขุนนางในอีกสามวันข้างหน้า เจ้าหาทางให้เล่าเจี้ยงเข้าร่วมให้ได้”
“น้อมรับคำสั่ง!”