พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 343 เอียวฮงทำข้าสาหัสนัก!
บทที่ 343 เอียวฮงทำข้าสาหัสนัก!
แคว้นเกงจิ๋ว อำเภอลำหยง เมืองหลู่หยาง
อ้วนสุดยังไม่ทราบข่าวเรื่องกองทัพซุนเกี๋ยนพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ เขาให้ความสนใจกับเรื่องเมืองซวนจ่าวมากกว่า
อ้วนเสี้ยวได้ส่งจดหมายหลายฉบับถึงอ้วนสุด บอกกล่าวให้รีบกรีธาทัพไปยังซวนจ่าวโดยเร็วที่สุด เพื่อไปบรรจบกันที่นั่นและร่วมกันยกทัพบุกเข้าโจมตีด่านเฮาโลก๋วน
ในตอนแรก อ้วนสุดรู้สึกคลางแคลงสงสัยว่าเหตุใดอ้วนเสี้ยวจึงจะทำสงครามเพื่อประโยชน์ส่วนรวมโดยไม่มีเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว ต่อมาเขาก็ตระหนักได้ว่าผู้ที่เฝ้าด่านเฮาโลก๋วนนั้นไม่ใช่ใครอื่น… แต่เป็นเล่าเจี้ยง ศัตรูตัวฉกาจของอ้วนเสี้ยว!
“ทุกท่าน ลูกอนุของตระกูลข้าผู้นั้นขอร้องให้ข้ายกทัพไปซวนจ่าว เพื่อเคลื่อนกำลังพลเข้าตีเฮาโลก๋วน ไม่ทราบว่าทุกท่านมีความเห็นอย่างไร?”
ตอนนี้แม้ว่าเราจะรั้งทัพ ไม่เคลื่อนไหว ผู้คนในใต้หล้าก็ใช่ว่าจะพูดอะไรออกมาได้ อย่างไรเสีย ซุนเกี๋ยนก็บุกเข้าโจมตีด้านต้ากู่ อ้วนสุดก็ถือว่าได้สร้างผู้บุกเบิกและแบบอย่างที่ดีให้แก่บรรดาขุนศึกในใต้หล้าแล้ว
หากแต่จดหมายของอ้วนเสี้ยวมีคำอ้อนวอนมากมาย และนี่คือจุดที่อ้วนสุดสับสนไม่น้อย ด้วยพี่ชายต่างมารดาไม่เคยปฏิบัติตัวเช่นนี้มาก่อน
“นายท่าน เวลานี้มิใช่ว่าเราควรมุ่งความสนใจไปยังท่านเจ้าเมืองซุนหรอกรึ? ท่านเจ้าเมืองซุนส่งคนมากกว่าสิบกลุ่มเพื่อมาขอให้เร่งการส่งเสบียง เขาย่อมต้องรู้สึกกังวลอย่างยิ่งเป็นแน่ แล้วเหตุใดเราถึงไม่ส่งเสบียงไปให้เขาเล่า?”
เอียมเซียงลุกขึ้นยืนอีกครั้ง แม้ว่าเขาจะพูดแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วนแล้วก็ตาม! ตั้งแต่ครั้งแรกที่ซุนเกี๋ยนส่งคนมาขอเสบียง เขาก็แนะนำให้สนับสนุนโดยเร็วที่สุด ทั้งยังบอกให้ส่งกองกำลังเสริมไปให้หากจำเป็น อย่างไรก็ตาม อ้วนสุดกลับไม่ฟัง หนำซ้ำยังคุมขังม้าเร็วที่มาสงสารขอให้เร่งส่งเสบียงด้วย!
“เรื่องนั้น… เรื่องนั้น… เดี๋ยวจะทำการส่งไปทันที!”
วาจาของอ้วนสุดอึก ๆ อัก ๆ เขาใช้ข้ออ้างว่าเดี๋ยวจะส่งออกไปทันทีนี้ทุกครั้งไป
“นายท่าน เสบียงอาหารและหญ้าแห้งนั้นสำคัญอย่างยิ่ง จะมัวมาล้อเล่นอยู่ได้อย่างไร?”
เอียมเซียงไม่เชื่อมาตั้งแต่ต้นแล้ว ด้วยเขากล่าวถึงเรื่องนี้มาอย่างน้อยสิบครั้ง แล้วก็เป็นสิบครั้งที่อ้วนสุดใช้ข้อแก้ตัวแบบเดิม!
เอียวฮง*[1] ซึ่งอยู่ท่ามกลางฝูงชน เมื่อเห็นว่าอ้วนสุดมองมาที่ตนก็รีบก้าวออกไปทันที
“เอียมจ่างสื่อ ท่านเองไม่ควรทำให้นายท่านลำบากใจ เป็นข้าเองที่ไม่ให้นายท่านส่งเสบียงไปให้ซุนเกี๋ยน”
“เพราะเหตุใด?”
ใบหน้าของเอียมเซียงพลันบิดเบี้ยว เห็นได้ชัดว่าไม่เข้าใจอย่างยิ่ง
“หมาในโฉดชั่วอย่างตั๋งโต๊ะนั่นก็ดี เสือดาวเหี้ยมโหดอย่างซุนเกี๋ยนก็ดี ไม่ว่าจะเป็นหมาในหรือเสือดาว ต่างก็เป็นอันตรายต่อเราทั้งนั้น แทนที่จะปล่อยให้เสือดาวมาแทนที่หมาใน มิสู้ให้ทั้งหมาในและเสือดาวเจ็บหนักทั้งคู่ดีกว่าหรือ”
“ถึงตั๋งโต๊ะจะเป็นที่น่ารังเกียจก็ตาม ทว่าซุนเกี๋ยนก็ใช่ว่าจะจัดการได้โดยง่าย! เขาเป็นนักฆ่าในสนามรบ ทั้งยังห้าวหาญไร้เทียมทาน หากเราปล่อยให้เขาบุกตีเข้าไปในลกเอี๋ยง เช่นนั้นมิเท่ากับว่าเขาจะกลายเป็นตั๋งโต๊ะคนที่สองหรอกหรือ เมื่อถึงเวลานั้นเขายังจะฟังนายท่านอยู่หรือไม่?”
“ในความเห็นของข้า มิสู้ปล่อยให้ซุนเกี๋ยนประสบกับความพ่ายแพ้ เพื่อที่เขาจะได้ทุ่มเททั้งกายใจยอมจำนนต่อนายท่านดีกว่า”
เอียวฮงเอ่ยพร้อมลูบเคราของตัวเองเบา ๆ อย่างภาคภูมิ ค่อนข้างมั่นใจในแผนการของตัวเองยิ่ง
คิดไม่ถึงว่าเอียมเซียงกลับไม่ยอมรับมันอย่างสิ้นเชิง เขาเอ่ยหักล้างเอียวฮงทันที
“เหลวไหล! คนไร้ปัญญาผู้นี้จะทำให้นายท่านเสียการเสียงาน!”
เอียวฮงขมวดคิ้วแน่น เขาเคารพเอียมเซียงมาโดยตลอด ไม่คาดคิดเลยว่าอีกฝ่ายจะสบประมาทเขาเช่นนี้
“ท่านเอียม เหตุใดถึงเสียมารยาทถึงเพียงนี้?”
อ้วนสุดไม่สามารถมองไปทางอื่นได้ เอียวฮงเป็นผู้วางยุทธศาสตร์คนแรกที่ติดตามเขา เขาย่อมไม่สามารถนั่งนิ่งเฉยดูเงียบ ๆ อยู่ได้
“นายท่าน ท่านเลอะเลือนแล้ว จริงอยู่ที่ซุนเกี๋ยนนั้นห้าวหาญ แต่ถึงแม้ว่าจะบุกโจมตีเข้าไปในราชธานีลกเอี๋ยงได้ แล้วอย่างไรต่อ คนไร้ฐานอำนาจในเมืองหลวงเขาจะทำอะไรได้? เขาก็ยังคงล่องลอยอยู่บนผิวน้ำโดยไร้ราก! หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากนายท่าน เขาก็ไม่มีอะไรเลย ทหารสองหมื่นในมือของซุนเกี๋ยน แม้ว่าเขาจะเอาชนะตั๋งโต๊ะได้จริง ๆ แต่เมื่อถึงเวลานั้นจะเหลืออยู่สักกี่คน?”
เอียมเซียงผิดหวังอย่างมากกับอ้วนสุดและเอียวฮง ใครกันคาดคิดว่าพวกเขาจะไม่เข้าใจตรรกะง่าย ๆ แบบนี้เสียด้วยซ้ำ!
“นายท่าน ซุนเกี๋ยน ผู้นี้มิได้เป็นตัวแทนของแคว้นเกงจิ๋ว แต่เขาเป็นตัวแทนของนายท่าน! หากซุนเกี๋ยนเป็นผู้นำทัพในการเข้าโจมตีราชธานีลกเอี๋ยง ต่อกรกับทรราชตั๋งโต๊ะได้ ไม่ใช่ว่าบรรดาขุนนางจะมองท่านใหม่หรือ? ในทางกลับกัน หากซุนเกี๋ยนถูกตีแตกพ่ายแพ้ตายในสนามรบ เรื่องที่ว่านายท่านต้องสูญเสียกองกำลังไปกว่าสองหมื่นนายนั่นไม่พูดถึง แต่พวกเจ้าเมืองต่าง ๆ เล่า พวกเขาจะมองนายท่านอย่างไร? ไหนจะอ้วนเสี้ยวที่จะหัวเราะเยาะนายท่านอีก! นายท่านจะสูญเสียความเชื่อถือของวีรบุรุษในทั้งใต้หล้านี้ไปเพียงเพราะชายคนเดียว! ”
ถ้อยคำของเอียมเซียงเปรียบเสมือนวาจาแห่งพระพุทธองค์ให้ผู้ฟังตรัสรู้ในบัดดล ทำให้อ้วนสุดแหวกออกจากมวลเมฆหมอก ได้เห็นท้องฟ้าจรัสแสง!
อ้วนสุดตื่นตะลึงนิ่งค้าง และออกมาจากความโง่งมของตัวเองในทันที
ถูกต้อง! รากฐานของซุนเกี๋ยนอยู่ที่เมืองเตียงสา ชีวิตของทุกคนในครอบครัวของเขานั้นยากที่จะรักษาไว้ แล้วจะกล้าตั้งตนเป็นตั๋งโต๊ะคนที่สองได้อย่างไร? ยิ่งไปกว่านั้น ซุนเกี๋ยนเกิดมาในครอบครัวยากจน แม้ว่าเขาจะอ้างว่าเป็นผู้สืบเชื้อสายของซุนวู แต่จริง ๆ แล้ว ครอบครัวของเขานั้นแม้เคยรุ่งเรืองก็ตกอับลงมานานแล้ว กระทั่งจุดยืนก็ยังด้อยกว่าพื้นเพครอบครัวร่ำรวยในท้องถิ่นของตั๋งโต๊ะเสียด้วยซ้ำไป
คนอย่างพวกซุนเกี๋ยนไหนเลยจะสามารถเป็นใหญ่ในราชธานีลกเอี๋ยงได้!
หากซุนเกี๋ยนเอาชนะตั๋งโต๊ะได้จริง ๆ อ้วนสุดเองก็สามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้เพื่อมุ่งตรงเข้าลกเอี๋ยงจากด่านต้ากู่ได้ทันที
อ้วนสุดต่างหากคือตั๋งโต๊ะคนที่สองตัวจริง!
น่าเสียดาย มาคิดได้ตอนนี้ก็สายเกินไปแล้วมิใช่หรือ
“เอียวฮงทำข้าเจ็บแสบนัก มันเล่นข้าแล้ว!”
อ้วนสุดตบต้นขา พลันรู้สึกชังตัวเองนักที่ไม่ฟังเอียมเซียง
“เร็ว รีบไปจัดสรรส่งเสบียงอาหารให้ซุนเกี๋ยนทันที พร้อมส่งกำลังเสริมไปสนับสนุนเขาด้วยคนอีกห้าพันนาย!”
เอียมเซียงส่ายหัว พลางทอดถอนหายใจไม่หยุดหย่อน
“สายไปแล้ว สายไปแล้ว มาถึงตอนนี้ ซุนเกี๋ยนก็ขาดแคลนเสบียงมาหลายวันนัก แม้ว่าจะส่งเสบียงอาหารไปตอนนี้ ใช้เวลากว่าสองสามวันก็ยังไปไม่ถึงค่ายของเขา ทหารของซุนเกี๋ยนเองเป็นมนุษย์ ไหนเลยจะอดรนทนอยู่โดยไม่มีอาหารตกถึงท้องได้?”
อ้วนสุดทั้งเสียใจทั้งโกรธตนเองในความผิดที่ทำลงไปอย่างถึงที่สุด จนอดไม่ได้ที่จะจับจ้องไปยังเอียวฮงซึ่งอยู่ข้าง ๆ หากไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายยุยง มีหรือที่ตนจะตัดสินใจอย่างโง่เขลาถึงเพียงนี้!
“เอียว…”
ในขณะที่เขากำลังจะโยนความผิดทั้งหมดไปให้เอียวฮง ทหารนายหนึ่งก็รุดเข้ามา ก่อนคุกเข่าลงบนพื้นด้วยท่าทีหวั่นวิตกเกินกว่าปกติ
“เรียนนายท่าน ลิโป้ฉวยจังหวะในยามค่ำคืนลอบบุกโจมตีค่ายของท่านเจ้าเมืองซุน กองทัพของท่านเจ้าเมืองซุนขาดแคลนเสบียงและไม่เหลือเรี่ยวแรงเตรียมตัวป้องกัน เหตุนี้เองศัตรูจึงตีค่ายจนแตกพ่าย ท่านเจ้าเมืองซุนสูญเสียกองทัพไปมากกว่าหมื่นนาย และกำลังนำกองทัพที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่พันนายมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองหลู่หยาง”
จบเห่แล้ว
ซุนเกี๋ยนพ่ายแพ้!
อ้วนสุดราวถูกฟ้าผ่าเข้ากลางใจ ที่ต้องห่วงตอนนี้ไม่ใช่คนทั้งใต้หล้าจะมองเขาอย่างไร แต่อ้วนเสี้ยวจะหัวเราะเยาะเขาขนาดไหนต่างหาก เพียงเพราะซุนเกี๋ยนยังไม่ตาย คิดว่าเจ้านั่นจะเงียบปากอย่างนั้นหรือ?
“เอียวฮง ทุกอย่างเป็นเพราะเจ้า! เจ้าว่ามาซิว่าตอนนี้เราควรทำอย่างไร?”
อ้วนสุดไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากโยนความผิดทุกอย่างไปให้คนต้นคิด
เอียวฮงหวาดกลัวมาก เขารีบคุกเข่าลงกับพื้นแล้วโขกศีรษะคำนับซ้ำ ๆ
“นายท่านโปรดไว้ชีวิตข้า โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย! ข้าน้อยยอมภักดีพลีกายถวายชีวิตให้นายท่าน!”
อ้วนสุดเป็นคนหูเบา เอียวฮงเป็นคนสนิท ทั้งยังมีความสัมพันธ์กับเขาโดยตรง และเพียงร้องขออภัยอย่างสุดกำลัง ความโกรธนั้นก็มลายหายไปไม่น้อย
ในท้ายที่สุดแล้ว ไพร่พลที่สูญเสียไปก็ไม่ใช่กองทัพของอ้วนสุดเสียเมื่อไร อ้วนสุดเพียงแต่กลัดกลุ้มกับผลที่จะตามมาก็เท่านั้น ไม่ได้รู้สึกเสียใจกับซุนเกี๋ยน
“ลุกขึ้นเถิด ยามนี้เจ้าคิดหาทางมาก็พอ ท่านเอียม ท่านคิดเห็นว่าอย่างไร?”
เอียมเซียงจนปัญญา เห็นได้ชัดว่าอ้วนสุดและเอียวฮงเป็นผู้สร้างปัญหา เตือนอะไรไม่เคยฟัง สุดท้ายแล้วก็เป็นเขาที่ต้องเข้ามาแก้ไข
หนึ่งวันต่อมา ซุนเกี๋ยนนำไพร่พลที่เหลืออยู่กลับมาถึงเมืองหลู่หยาง
สถานการณ์จริงเลวร้ายยิ่งกว่าที่อ้วนสุดคาดการณ์ไว้ กองทัพของซุนเกี๋ยนเหลือเพียงราว ๆ สองพันนาย และเกือบทุกคนยังได้รับบาดเจ็บสาหัส!
เมื่อเปรียบเทียบกับท่าทางที่สง่างามเมื่อไม่นานมานี้ ซุนเกี๋ยนในเวลานี้ดูน่าหดหู่กว่าเดิมมาก ไร้ซึ่งรัศมีเปล่งประกายของวีรบุรุษผู้กำชัยไปสิ้น หลงเหลือไว้เพียงความโกรธเกรี้ยวไม่ยินยอม
“เหวินไถ มานั่งก่อนสิ! ดื่มสุราปลอบขวัญสักจอก”
ซุนเกี๋ยนยืนนิ่ง ไม่ขยับเขยื้อนแต่อย่างใด สายตาของเขาจ้องเขม็งไปยังอ้วนสุดอย่างเย็นขา ทำให้สีหน้าเต็มใจต้อนรับของอ้วนสุดแปรเปลี่ยนเป็นไม่สบอารมณ์ขึ้นมาโดยพลัน
[1] เอียวฮง (杨弘) เลขาธิการของอ้วนสุด อารักขาเจ้านายหนีเมื่อคราวโจโฉบุก