พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 35 กลยุทธ์ของเล่าเจี้ยง
บทที่ 35 กลยุทธ์ของเล่าเจี้ยง
“ไร้ประโยชน์ ไร้ประโยชน์นัก!”
โฮจิ๋นตะโกนไปพลาง ทุบโต๊ะระบายโทสะไปพลาง
ความพ่ายแพ้ของแม่ทัพจูฮีในครานี้ทำให้พระเจ้าเลนเต้ผิดหวังในตัวเขาอย่างมาก และหัวหน้าขันทีเตียวเหยียงกับขันทีคนอื่น ๆ ก็ยังมาซ้ำเติมอีก
“ท่านแม่ทัพใหญ่ มีเรื่องอันใดไยจึงโกรธเกรี้ยวเช่นนี้?”
ภายในห้องเกิดเสียงดังมากเกินไป ทำให้หลายคนจึงกรูกันเข้ามาหา
โฮจิ๋นเงยหน้าขึ้นมอง เห็นชายรูปงามคนหนึ่ง ก็ค่อย ๆ สงบอารมณ์ร้ายของตัวเองลง
“เปิ่นชู มา นั่งลงก่อน!”
“เมิ่งเต๋อกับกงต๋า พวกเจ้าก็นั่งลงด้วยสิ”
ผู้มาเยือนคืออ้วนเสี้ยว โจโฉ และซุนฮิวตามลำดับ
“ท่านแม่ทัพใหญ่ มีเรื่องอันใดถึงได้โมโหขนาดนี้?”
แม่ทัพใหญ่โฮจิ๋นตบโต๊ะอย่างแรง และเอ่ยด้วยความโกรธ
“จูฮีผู้นี้เป็นแม่ทัพมีชื่อเสียงเสียเปล่า ไม่คิดเลยว่าจะพ่ายแพ้ให้กับเจ้าแม่ทัพโจรโปไฉ!”
“ทำให้ข้าอับอายต่อหน้าฝ่าบาท!”
“ที่น่าชังยิ่งกว่าคือไอ้พวกขันทีพวกนั้นถือโอกาสนี้ซ้ำเติม!”
“มันทำให้ข้าโกรธยิ่งนัก!”
อ้วนเสี้ยวถามด้วยสีหน้าสงสัย
“ท่านแม่ทัพใหญ่ จูฮีเป็นแม่ทัพผ่านศึกในสนามรบ เหตุใดถึงพ่ายแพ้แก่โปไฉเร็วขนาดนี้?”
โจโฉกับซุนฮิวมองมาด้วยสีหน้าสงสัยเช่นกัน เหตุการณ์นี้น่าตกใจเกินไป
โฮจิ๋นเองก็คร้านจะอธิบาย และโยนรายงานความพ่ายแพ้ให้กับลูกน้อง
อ้วนเสี้ยวและคนอื่น ๆ รีบทำความเข้าใจ เพื่อให้เข้าใจเรื่องราวโดยคร่าว
“รองแม่ทัพจูผู้นี้ก็ประมาทเกินไป! ไม่คิดเลยว่าจะเข้าปะทะกับศัตรูมากกว่าสิบเท่าโดยตรง!”
โจโฉอดไม่ได้ที่จะอุทานอย่างตกใจออกมา ในความคิดของเขา จูฮีอวดเก่งเกินไปแล้ว
เมื่อโฮจิ๋นได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย ก็ยิ่งมีสีหน้าหงุดหงิดมากขึ้น
“ท่านแม่ทัพใหญ่ไม่ต้องกังวล ตอนนี้รองแม่ทัพจูกับรองแม่ทัพฮองฮูสงได้มารวมตัวเข้าด้วยกันแล้ว ต้องมีกลยุทธ์แน่”
ทันทีที่อ้วนเสี้ยวออกความเห็น ก็ทำให้โฮจิ๋นโล่งใจยิ่งนัก อารมณ์ก็ดีขึ้นมาก
ตามบันทึกในประวัติศาสตร์ โจโฉเป็นลูกหลานของขันที ภูมิหลังของเขาทำให้ไม่ได้รับการปฏิบัติที่ดีจากโฮจิ๋นมากนัก
แต่อ้วนเสี้ยวแตกต่างออกไป ชายผู้นี้เกิดในตระกูลอ้วนแห่งยีหลำที่ดำรงตำแหน่งขุนนางมาสี่ยุคสมัย รูปร่างหล่อเหลาแข็งแรง โฮจิ๋นให้ความสำคัญอย่างมาก
“ตามความเห็นของพวกเจ้า เราควรทำอย่างไรกันดี?”
นี่คือสิ่งที่โฮจิ๋นกังวลมากที่สุด หากฮองฮูสงแพ้ให้กับโปไฉอีก เขาที่เป็นแม่ทัพใหญ่คงมาถึงจุดสูงสุดแล้ว
“ท่านแม่ทัพใหญ่ ข้ายินดีนำทัพไปช่วยรองแม่ทัพทั้งสองปราบศัตรู!”
“หืม?”
เมื่อโฮจิ๋นเห็นโจโฉขอออกรบ ก็รู้สึกยินดีทันที
แม้เขาจะไม่ค่อยชื่นชอบโจโฉ แต่ก็ยอมรับในความสามารถของอีกฝ่ายอย่างมาก
“ได้! เมิ่งเต๋อ ข้าแต่งตั้งให้เจ้าเป็นนายกองทหารม้า นำทหารม้าสามพันนาย เดินทางไปปราบศัตรูที่เมืองเอ่งช้วน!”
“รับบัญชา!”
ณ ค่ายกองทัพโพกผ้าเหลือง นอกฉางชี เมืองเอ่งช้วน
พวกไทสูจู้สามคนรู้สึกกังวลอย่างมากตั้งแต่เข้ามาในค่ายโพกผ้าเหลือง ทว่าเล่าเจี้ยงมีท่าทางมั่นใจมาโดยตลอด
นับตั้งแต่โปไฉเอาชนะจูฮี และปิดล้อมเมืองฉางชีได้ ก็มีผู้คนมากมายเข้ามารับใช้ทุกวัน
ทัพหนึ่งพันกว่าคนของเล่าเจี้ยงไม่เป็นจุดสนใจเลยแม้แต่น้อย แถมยังถูกจัดไปอยู่ภายใต้การบัญชาของหัวหน้าชั้นผู้น้อยแบบลวก ๆ ด้วย
เล่าเจี้ยงใช้เงินจำนวนมากเพื่อติดสินบนหัวหน้าชั้นผู้น้อย จึงได้รับมอบหมายให้ลาดตระเวนในค่าย
หลายครั้งที่เดินผ่านกระโจมกลางของแม่ทัพ เตียนอุยอยากเข้าไปจัดการโปไฉให้มันจบ ๆ เสีย! ทว่าก็ถูกเล่าเจี้ยงห้ามไว้
ฆ่าโปไฉเป็นเรื่องง่าย แต่หากฆ่าแล้วอยากรอดออกไปก็คงยาก
กองทัพโพกผ้าเหลืองกรีฑาทัพโจมตีเมืองหลายสิบครั้งก็ไร้ความคืบหน้า เพราะถูกฮองฮูสงกับจูฮีอาศัยคูเมืองสกัดเอาไว้
“นายท่าน เรามาอยู่ที่นี่นานกว่าหนึ่งเดือนแล้ว ทหารโพกผ้าเหลืองยิ่งมารวมตัวกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้มีคนอยู่แสนห้าแสนหกคนแล้ว”
น้ำเสียงของไทสูจู้ค่อนข้างกังวล นี่เพิ่งผ่านไปแค่เดือนกว่า ๆ แต่กลุ่มโพกผ้าเหลืองกลับมีคนม้าเพิ่มมามากกว่าครึ่ง
“อย่าได้เอะอะไป พวกเขามารวมตัวกันได้ยิ่งดี จะได้ประหยัดเวลาให้เราไม่ต้องเที่ยวไปปราบทุกสารทิศ!”
“ข้ามีแผนจะเอาชนะศัตรูแล้ว ตอนนี้เหลือแค่รอเวลาแล้ว!”
ความมั่นใจของเล่าเจี้ยงไม่ได้ทำให้ไทสูจู้โล่งใจได้ ถึงอย่างไรความต่างของจำนวนทหารก็ไม่สามารถแก้ไขได้
“แผนของนายท่านคืออะไรกันแน่?”
“แม้โจรโพกผ้าเหลืองจะมีจำนวนมาก แต่ผู้บัญชาการกลับไม่รู้ยุทธวิธีเลยแม้แต่น้อย ทั้งโง่เขลาเหมือนหมู!”
หลังจากพูดจบก็กระทืบเท้า และยิ้มอย่างดูแคลน
“โจรโพกผ้าเหลืองตั้งค่ายโดยใช้หญ้าแห้ง ซึ่งนี่เป็นสิ่งต้องห้ามในการรบ!”
“แค่รอให้ลมพัดมา แล้วเผามันด้วยไฟ ศัตรูจะถูกทำลายโดยไม่ต้องโจมตี และเมื่อนั้นก็จะจับโปไฉได้”
เป็นเช่นนี้นี่เอง ดวงตาของทุกคนเป็นประกาย และเข้าใจในทันที
“แผนของนายท่านเยี่ยมยอดนัก!”
ใบหน้าของเล่าเจี้ยงแดงเล็กน้อย ในใจก็ขอโทษฮองฮูสงที่อยู่ไม่ไกลซ้ำ ๆ
ก่อนหน้านี้เขาคัดลอกบทกวีที่แต่งขึ้นไม่กี่ร้อยปีต่อมา ทว่ายามนี้ เขากลับลอกกลยุทธ์ในการเอาชนะศัตรูมาจากฮองฮูสงในเมืองฉางชีโต้ง ๆ เลย
“อากาศร้อนมาหลายวันแล้ว เกรงว่าภายในสองสามวันจะมีลมแรง พวกเจ้าไปเตรียมตัวไว้ก่อน”
“เมื่อถึงตอนที่ลมพัดมา ให้จุดไฟได้! ฮองฮูสงเป็นแม่ทัพมีชื่อ หากเห็นไฟลุกขึ้นมา จะไม่นั่งดูเฉย ๆ แน่!”
“พวกเราแค่ต้องโบกธงโห่ร้อง สร้างความวุ่นวาย แล้วรอโอกาสฆ่าโปไฉ!”
“รับทราบ!”
ขุนพลทั้งสามคนตอบตกลงด้วยสีหน้าปีติยินดี แบบนี้นี่เอง ที่แท้นายท่านก็มีแผนในใจมาตลอด
ครั้นเกิดเพลิงไหม้ขึ้น แม้กองทัพโพกผ้าเหลืองจะมีมากแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์!
เล่าเจี้ยงเดินออกมาจากกระโจม แล้วมองไปโดยรอบ ความรู้สึกเศร้าพลันผุดขึ้นในอก
หากเกิดไฟไหม้ขึ้น ไม่รู้ว่าจะมีคนจมอยู่ใต้ทะเลเพลิงกี่คน!
คนมีเมตตามิอาจนำทัพได้! เส้นทางที่ข้าเลือกถูกกำหนดให้มีภูเขาซากศพและทะเลนองเลือดอยู่ใต้ฝ่าเท้าแล้ว…
นี่จะเป็นก้าวแรกในการขึ้นสู่อำนาจ
ชีวิตของข้าถูกกำหนดให้เป็นดั่งเปลวเพลิงนี้ที่ยิ่งโหมไหม้ ก็ยิ่งรุ่งเรืองขึ้น
เพื่อปวงชนในแผ่นดิน ข้าจะลังเลไม่ได้!
เมื่อคิดได้ดังนี้ ดวงตาของเล่าเจี้ยงคล้ายกับมีเปลวไฟลุกโชติช่วงขึ้นมา
ตามที่เขาคาดไว้ ในคืนนั้นเกิดลมพัดแรงขึ้นมากะทันหัน
ภายในกระโจมของผู้บัญชาการเล่า สามขุนพลติดอาวุธครบมือ
ตอนนี้ลมแรงโหมพัด โอกาสที่จะเอาชนะศัตรูมาถึงแล้ว เล่าเจี้ยงเริ่มออกคำสั่ง
“ฮั่นเซิง เจ้านำกองกำลังสี่ร้อยคนของเจ้าไปจุดไฟทางใต้ จืออี้ เจ้านำคนสี่ร้อยคนไปจุดไฟทางเหนือ”
“จำไว้ หลังจากไปไหม้แล้ว ให้ตะโกนว่ากองทัพหลวงเข้าโจมตี ก่อเหตุจราจลขึ้น”
“คืนนี้สายลมพัดแรง เมื่อเปลวไฟเริ่มลุกขึ้น ก็ไม่มีทางดับได้!”
“กองทัพโพกผ้าเหลืองล้วนเป็นพวกคนถ่อย หลังจากไฟลุกไหม้จะต้องตื่นตระหนก และวิ่งหนีเอาชีวิตรอดแน่”
“เมื่อฮองฮูสงกับจูฮีเห็นค่ายกลุ่มโพกผ้าเหลืองเกิดเพลิงไหม้ จะต้องถือโอกาสโจมตีแน่นอน!”
“ส่วนกลุ่มโพกผ้าเหลืองพวกนั้นก็ปล่อยพวกมันไป เป้าหมายของเราคือโปไฉ!”
“เมื่อโปไฉเห็นสถานการณ์สงบลงแล้ว จะต้องเดินทางไปเมืองลำหยงแน่ หลังจากวางเพลิงกันเสร็จแล้ว พวกเจ้าทั้งสองไปดักซุ่มโจมตีที่ป่าทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองต้าจ้าย”
“ข้ากับเอ้อร์ไหลจะไปหาโปไฉด้วยตัวเอง และแกล้งทำเป็นนำทางเขาไปที่ลำหยง เมื่อถึงเวลานั้นก็รุมมันเสีย ห้ามปล่อยโปไฉไปเด็ดขาด”
“รับทราบ!”
สามขุนพลคารวะรับคำสั่ง
เล่าเจี้ยงคิดอย่างรอบคอบอีกครั้ง คิดแผนการออกมาครั้งแรกนี้จะต้องไม่มีคำว่าผิดพลาดเด็ดขาด
“หลังออกจากต้าจ้ายแล้ว ให้ถอดผ้าโพกหัวสีเหลืองออก เพื่อเลี่ยงความสับสนวุ่นวายจนสังหารกันเอง”
“เอ้อร์ไหล เจ้ารีบไปรวบรวมทหารที่เหลือ และแบ่งซ่อนตัวอยู่กระโจมใกล้ ๆ หลังเกิดความวุ่นวายขึ้น ให้ตามข้าไป ‘คุ้มกัน’ โปไฉ”
เตียนอุยรู้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะชักช้าไม่ได้ จึงรีบเร่งไปเตรียมตัว