พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 364 สามพี่น้องร่วมสาบานแห่งสวนท้อจริงหรือ
บทที่ 364 สามพี่น้องร่วมสาบานแห่งสวนท้อจริงหรือ
บทที่ 364 สามพี่น้องร่วมสาบานแห่งสวนท้อจริงหรือ?
ลิโป้รีบหันมองไป ปรากฏว่าเป็นเล่าเจี้ยงพาขุนพลของตัวเองมาอยู่ข้างกายเขาแล้ว
“ขุนพลพิทักษ์”
อย่างไรเสีย เล่าเจี้ยงก็มาที่นี่เพื่อช่วยเขา ลิโป้ย่อมไม่อาจเสียมารยาท และเป็นฝ่ายประสานมือคารวะทักทายก่อน
“ลำบากแม่ทัพลิแล้ว เชิญท่านกลับยังกองทัพแล้วพักผ่อนสักหน่อยเถิด!”
เล่าเจี้ยงพยักหน้าเล็กน้อย แน่นอนว่าด้วยท่าทีเต็มเปี่ยมด้วยมิตรไมตรี
“ขอบคุณท่านมาก!”
ลิโป้ไม่ลังเล กุมบังเหียนพร้อมเตือนน่องควบม้าของตนกลับไปยังกองทัพทันที เขาไม่ต้องการเผชิญหน้ากับทั้งกวนอูและเตียวหุยในเวลาเดียวกันเลยจริง ๆ
“โจรกบฏเล่าเจี้ยง เจ้ามีแผนการร้ายอะไรอีก? นับตั้งแต่ได้พบเจ้า พวกเราสามพี่น้องก็ไม่เคยมีชีวิตที่ดีอีกเลย!”
เตียวหุยชี้ปลายทวนอสรพิษมายังเล่าเจี้ยง พร้อมเริ่มก่นด่าสาปแช่ง
“โอ้ สามพี่น้องงั้นรึ? พวกเจ้าเป็นพี่น้องร่วมสาบานกันหรือไง?”
เล่าเจี้ยงตกใจเล็ก ๆ เขาจำได้อย่างชัดเจนว่าครั้งแรกที่เขาได้พบกับสามสหายเล่าปี่ กวนอู และเตียวหุย เขาเอ่ยถามอย่างเจาะจงจนรู้ว่าคำสาบานเป็นพี่น้องกันของเล่าปี่ กวนอู และเตียวหุย ตามวรรณกรรมสามก๊กนั้นเป็นเรื่องน่าขบขันไร้มูลความจริงสิ้นดี!
เล่าปี่ไม่สนใจวาจาว่าร้ายของเล่าเจี้ยง ทว่ากลับเป็นฝ่ายคารวะก่อนอย่างนอบน้อม
“คารวะขุนพลพิทักษ์ มิได้พบกาลนานหลายปี ท่านสบายดีหรือไม่?”
เล่าเจี้ยงไม่ได้สุภาพตอบ แต่กลับเหน็บแนมเขาแทน
“พอแล้ว อย่าได้ทำเสแสร้งเช่นนี้! ใช้ได้เลยนี่เจ้าโจรหูยาน เจ้าโกหกข้ามาตั้งแต่สองสามปีก่อน! มิใช่ว่าเจ้าบอกว่าพวกตนไม่ได้สาบานตนเป็นพี่น้องกันหรอกรึ”
เล่าปี่ขบขัน ไม่มีน้ำโหกับการถูกเรียกขานว่าโจรหูยานแต่อย่างใด
“หลังจากแยกทางกับขุนพลพิทักษ์เมื่อหลายปีก่อน ข้าก็รู้สึกมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าถ้อยคำของขุนพลพิทักษ์นั้นสมเหตุสมผล จึงเสนอเรื่องสาบานตนเป็นพี่น้องกับกวนอูและเตียวหุย ไม่คาดคิดว่าหุนเตี๋ยงและเอ๊กเต๊กเองก็มีความตั้งใจเดียวกัน พวกเราทั้งสามประสานเป็นหนึ่ง ประจวบเหมาะกับอยู่ที่สวนท้อพอดี จึงจุดธูปแล้วตั้งสัตย์สาบานว่าจะเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดกัน!”
เล่าเจี้ยงอดเบิกตากว้างขึ้นมาไม่ได้ ซ้ำยังแคลงใจว่าเล่าปี่ตั้งใจล้อเล่นกับตน
นี่เป็นเรื่องบังเอิญงั้นหรือ เพียงเพราะเขาเอ่ยถามขึ้นมาประโยคเดียวจึงคิดจะสาบานตนเป็นพี่น้องร่วมสายเลือด? ทั้งยังบังเอิญอยู่ในสวนท้อเสียด้วย?
“เจ้าคงไม่ได้แกล้งข้าอยู่หรอกนะ”
“ขุนพลพิทักษ์พูดอะไร?”
ครานี้ถึงทีเล่าปี่ประหลาดใจ ด้วยนึกไม่ถึงว่าเล่าเจี้ยงจะกล่าวเอ่ยถ้อยคำเช่นนั้นออกมา
“เอาเถิด เอาเถิด เจ้าโจรหูยาน อย่าหลอกลวงผู้คนภายใต้ร่มธงของราชวงศ์ฮั่น ข้าจะบอกเจ้าให้นะ เจ้าอย่าได้หาญกล้าคิดฝันถึงเรื่องนี้! เจ้าจะไม่ได้รับความยินยอมหรือคำอนุญาตจากใครทั้งนั้น โดยเฉพาะพระบรมราชานุญาตจากฝ่าบาท!”
คราวนี้ หลังจากเล่าปี่ได้ยินวาจาของเล่าเจี้ยง เขาก็รู้สึกย่ำแย่ลงจริง ๆ
“ขุนพลพิทักษ์ ข้าปฏิบัติต่อท่านด้วยความเคารพมาโดยตลอด ท่านจะปฏิบัติต่อข้าดีขึ้นสักนิดไม่ได้หรือ?”
“ดีงั้นรึ? เจ้าสมควรได้รับการปฏิบัติอย่างดีจากข้าหรือ? ขอบคุณที่เจ้ายังเรียกตัวเองว่าสายเลือดของราชวงศ์ฮั่น เรื่องสถานะของเจ้านั้นจริงหรือไม่ ข้าจะยังไม่พูดถึงในตอนนี้ เจ้าเรียกตัวเองว่าเป็นสายเลือดของราชวงศ์ฮั่นแต่เจ้ากลับเข้าร่วมพวกกบฏพวกนี้ตั้งตนเป็นปรปักษ์ต่อราชสำนัก นี่เรียกสายเลือดราชวงศ์ฮั่นหรือ? นี่คือการจงรักภักดีต่อฝ่าบาทหรือ?”
เล่าเจี้ยงพยายามพูดแทงใจเล่าปี่ในทุกคำ ผลักเข้าหา ‘กลุ่มกบฏ’ ในทุก ๆ ประโยค เพียงเพื่อบีบอีกฝ่ายให้ตายโดยสิ้นเชิง
อย่างไรก็ตาม เล่าปี่ไม่ตกหลุมพรางนี้ ทั้งยังพยายามต่อสู้ด้วยเหตุผล ชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อปกป้องตัวเองจากเล่าเจี้ยงอย่างเต็มที่
“ขุนพลพิทักษ์ ท่านเองก็เป็นข้าเก่าเต่าเลี้ยงของพระเจ้าเลนเต้ผู้ล่วงลับไปแล้ว ทั้งยังมีกองทัพเกรียงไกรอยู่ในมือ แล้วเหตุใดท่านถึงไปเข้าร่วมกับกบฏกำเริบเสิบสานอย่างตั๋งโต๊ะเล่า? แม่ทัพอ้วนและเจ้าเมืองทุกท่านล้วนไม่อาจทนกับพฤติกรรมอันป่าเถื่อนของตั๋งโต๊ะได้ พวกเขาจึงลุกขึ้นเพื่อปราบปรามทรราช และนำสันติสุขกลับคืนสู่ใต้หล้า นี่ไม่ใช่กลุ่มโจรกบฏที่ขุนพลพิทักษ์ว่าอย่างแน่นอน!”
เล่าเจี้ยงอดชื่นชมเล่าปี่ในใจไม่ได้ ชายผู้นี้มักจะหลบเลี่ยงจุดบอด แล้วผลักไสต้นตอทั้งหมดไปไว้ที่ตั๋งโต๊ะ โดยรักษาความชอบธรรมและความยุติธรรมไว้ข้างตนเอง
น่าเสียดายที่เล่าปี่มาพบกับเล่าเจี้ยง ซึ่งเคยได้เห็น ‘ขุนนางภักดี’ ภายใต้ร่มธงของผู้สัตย์ซื่อต่อราชบัลลังก์มานักต่อนักแล้ว ย่อมไม่หวั่นไหวกับวาจาพวกนั้น
“เจ้าโจรหูยาน เจ้าเห็นด้วยตาตัวเองหรือว่าท่านผู้สำเร็จราชการตั๋งทำอะไร เจ้าเคยสัมผัสมันด้วยตัวเองหรือ? เจ้าเพียงได้ยินมาเท่านั้น! เจ้าเอาแต่พ่นออกมาซ้ำ ๆ ว่าสนับสนุนฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่นและทำลายล้างกบฏ แต่ในใจของเจ้าคิดอย่างนั้นจริง ๆ หรือ?”
แววตาของเล่าปี่หนักแน่น ก่อนยกมือขวาขึ้นกล่าวคำสาบาน
“ข้า เล่าปี่ ขอสาบานต่อต่อสวรรค์ว่าหากอุดมการณ์ในใจข้ามิใช่เพื่อสนับสนุนฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่นและทำลายล้างกบฏ ก็ขอให้ข้าไม่ตายดี!”
เป็นอีกครั้งที่ความชื่นชมฉายแววอยู่ในดวงตาของเล่าเจี้ยง เขาต้องยอมรับว่าเล่าปี่มีความสามารถในการโน้มน้าวใจจริง ๆ หากเขาไม่ได้มีความรู้เรื่องประวัติศาสตร์เป็นอย่างดี ก็จะต้องเชื่อคำพูดของเล่าปี่เป็นแน่
“เจ้าโจรหูยาน เลิกทำหน้าซื่อใจคดเสียที! ดวงตาของข้าสามารถมองเจ้าออกอย่างทะลุปรุโปร่ง มองแวบเดียวก็เห็นถึงความสกปรกโสมมในจิตใจของเจ้าแล้ว ไม่ว่าเจ้าจะมีวาทศิลป์ดีเลิศมาจากไหน แต่ความทะเยอทะยานอันแรงกล้าในก้นบึ้งหัวใจของเจ้าก็ไม่อาจเล็ดลอดสายตาของข้าไปได้!”
เล่าปี่สีหน้าสงบนิ่ง เขาสงบสุขุมเป็นอย่างยิ่ง ทั้งไม่ได้แก้ต่างแต่อย่างใด ให้ความรู้สึกว่าเป็นคนยึดมั่นในคุณธรรม ย่อมไม่กลัวคำครหาใด ดังคำเปรียบว่าตัวตรงมั่นไม่หวั่นเงาเฉเฉียง
หากแต่ร่างกายสั่นเทิ้มเล็กน้อยอย่างที่ไม่มีใครสังเกตเห็นนั้น ล้วนแล้วแต่อยู่ในสายตาของนักท่องเวลาทั้งหมด
ถึงตอนนี้ เล่าเจี้ยงยิ่งมั่นใจมากขึ้นว่าเล่าปี่ล้วนเสแสร้ง ทั้งคุณธรรมล้ำเลิศ ความจงรักภักดีต่อฝ่าบาท ความห่วงใยที่มีต่อประชาราษฎร์ ทุกการกระทำไม่ได้มาจากเจตนารมณ์ของลูกหลานสกุลเล่าในการค้ำจุนราชวงศ์ฮั่น แต่เพื่อตอบสนองความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ของเล่าปี่!
ครอบครองเมืองน้อยใหญ่ เข้ายึดดินแดน ขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองแคว้น เป็นอ๋องแห่งรัฐ และแม้กระทั่งเป็นจักรพรรดิ!
นักท่องเวลารู้เรื่องราวชีวิตของว่าที่เจ้าจ๊กก๊ก หนึ่งในผู้ยืนหยัดในสงครามสามก๊กมาหมดแล้ว
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเล่าปี่จึงเต็มใจที่จะเทหมดหน้าตัก!
“เล่าเจี้ยง เจ้าคนทรยศ พี่ชายของข้าเอ่ยเช่นนั้นแล้ว แต่เจ้ายังคงไม่ยอมรามือ! เจตนาของเจ้าแท้จริงแล้วคืออะไรกัน? เจ้าเองก็เป็นสมาชิกของราชวงศ์ฮั่น แต่ก็ส่งเสริมให้ท้ายตั๋งโต๊ะกระทำการชั่วช้า! หากพี่ชายของข้ามีกองทัพอยู่ในมือเหมือนเช่นเจ้า ตั๋งโต๊ะไหนเลยจะกล้าสร้างความวุ่นวายให้เมืองหลวง!”
เตียวหุยโกรธมาก ในความคิดของเขา การที่เล่าปี่อดทนซ้ำแล้วซ้ำเล่านั้นไม่เพียงแต่ไม่ได้รับความเคารพจากเล่าเจี้ยง แต่ยังถูกกระทบกระทั่งด้วยวาจาว่าร้ายอยู่ซ้ำ ๆ! แม้ว่าเล่าปี่จะกล่าวสาบานต่อสวรรค์ ทว่าก็ไม่อาจได้รับการยอมรับอยู่ดี!
ความประทับใจที่เล่าเจี้ยงมีต่อเตียวหุยนั้นแย่มาก เดิมเขาเคยคิดว่าเตียวหุยเป็นสุภาพบุรุษผู้สง่างาม หรืออย่างน้อยก็เป็นคนมีการศึกษา ใครกันคาดคิดว่าเขาจะคนชั้นต่ำอย่างแท้จริง!
“คนขายเนื้อเมืองตุ้นกุ๋น เจ้าจะไปเข้าใจอะไร! เจ้าเชื่อไหมว่าหากเล่าปี่มีกองทัพในมือหลายหมื่นนาย เขากล้าที่จะขับไล่ฝ่าบาทออกจากบัลลังก์ แล้วตั้งตนขึ้นเป็นจักรพรรดิด้วยเสียด้วยซ้ำ!”
“ถุ้ย!”
เตียวหุยถ่มน้ำลายอย่างเดือดดาล และเขาจะไม่สุภาพเกรงใจใครเช่นพี่ใหญ่
“เล่าเจี้ยง ข้ามองเห็นได้เลยว่าเจ้าเองก็หมือนกับตั๋งโต๊ะ พวกเจ้าล้วนเป็นจอมโจรกบฏ!”
เล่าเจี้ยงหัวเราะเยาะ ทันใดนั้นเขาก็ตระหนักขึ้นมาได้ว่า ยามพูดคุยกับคนอย่างเตียวหุยจะต้องก่นด่าสาปแช่งเขา ดูถูกเขา และเหยียบย่ำเขาซึ่งหน้าอย่างหยาบช้า
“เจ้าเป็นเพียงคนฆ่าหมู่ มีคุณสมบัติอะไรถึงมายืนคุยกับแม่ทัพอย่างข้าได้ รีบออกไปจากที่นี่เสีย! ข้าคือขุนพลพิทักษ์ ส่วนนี่คือสามมหาขุนพล แล้วเจ้าเป็นใครกันถึงคู่ควรจะมียืนอยู่ต่อหน้าข้า?”
ดังคาด เมื่อกล่าวถ้อยคำอันดูถูกเหยียดหยามเช่นนี้ออกไป โทสะของเตียวหุยก็พลันลุกโชน ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความโกรธแค้น
“โจรกบฏเล่าเจี้ยง… เจ้า… เจ้ารังแกคนอื่นมากเกินไปแล้ว!”
“ออกไปจากที่นี่เสีย!”
เล่าเจี้ยงเบื่อหน่ายที่จะมองเตียวหุย และตะโกนตรงไปทางอ้วนเสี้ยว
“อ้วนเปิ่นชู ข้าได้เห็นแล้วว่าพวกหัวมังกุท้ายมังกรของเจ้านั้นล้วนไร้ประโยชน์! คนหนึ่งเป็นคนโกหก คนหนึ่งเป็นคนฆ่าหมู อีกคนเป็นคนขายพุทรา! ตระกูลอ้วนซึ่งมีสืบเชื้อสายขุนนางมาถึงสี่ชั่วอายุคนคาดไม่ถึงว่าจะใช้คนเช่นนี้ ช่างน่าขันเสียจริง!”
ใบหน้าของอ้วนเสี้ยวนั้นนิ่งสงบ ด้วยคาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่าเล่าเจี้ยงจะด่าทอกันอย่างเคย
“เล่าเจี้ยง เลิกใช้กลอุบายโง่ ๆ ของเจ้าเสียทีเถอะ! เล่าเหี้ยนเต๊กในฐานะสมาชิกราชวงศ์ฮั่นได้กลายมาเป็นหนึ่งในวีรบุรุษของเราแล้ว! กวนอูและเตียวหุยเองก็เป็นแม่ทัพคนใหม่!”
อ้วนเสี้ยวคิดว่าตนตอบโต้ได้ดีมาก ใครกันคาดคิดว่านี่จะเป็นไปตามใจปรารถนาของเล่าเจี้ยงโดยตรง
“อ้วนเปิ่นชู เจ้าไว้วางใจฆ่าหมูเช่นนี้ เท่ากับว่าผู้ใต้บังคับบัญชาของเจ้าล้วนนั้นไร้ค่ากว่าคนฆ่าหมูเสียด้วยซ้ำงั้นหรือ?”
อ้วนเสี้ยวตกตะลึง วาจาของเล่าเจี้ยงทำให้เขายืนขึ้นทันที!
ตนอับจนหนทางจะแก้ตัว หากเขาตอบว่าใช่ เช่นนั้นก็จะทำให้กองทัพพันธมิตรขุ่นเคือง! หากเขาปฏิเสธ นั่นก็หมายความว่าสามพี่น้องเล่ากวนเตียวนั้นเป็นขยะไร้ประโยชน์?
“ไอ้โจรเล่าเจี้ยง อย่ามัวกล่าวว่าจาเหลวไหล กินคมทวนของเตียวหุยเสียเถอะ!”
ในที่สุด ความอดทนของเตียวหุยก็มาถึงขีดจำกัด เขาอยากจะเข้าไปแทงเล่าเจี้ยงให้ตายเสียเดี๋ยวนี้!
“เจ้าน่ะหรือ?”