พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 366 กวนอูและเตียวหุยพ่ายแพ้ย่อยยับ
บทที่ 366 กวนอูและเตียวหุยพ่ายแพ้ย่อยยับ
“ไอ้คนฆ่าหมู ข้าจะสังหารเจ้าเอง!”
เตียนอุยกระวนกระวายใจขึ้นมาโดยพลัน สำหรับเขา ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าความปลอดภัยของเล่าเจี้ยง
เขาพลันเหวี่ยงทวนคู่อย่างบ้าคลั่ง อยากจะทุบเตียวหุยให้หมดท่าในบัดดล
“ฮ่า ๆ ๆ ไอ้อัปลักษณ์ ฝันไปเถอะ!”
สิ่งที่แม้แต่เตียนอุยยังฉุกคิดขึ้นมาได้ แล้วเตียวหุยจะไม่เข้าใจได้อย่างไร เขายิ่งปล่อยอีกฝ่ายไปไม่ได้ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เตียวหุยก็กัดฟันยืนหยัดขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องยืดเวลาออกไปจนกว่าเล่าเจี้ยงจะถูกปราบ
ในเวลานี้ แม้สีหน้าของจูล่งจะดูสงบ แต่ในใจของเขาก็ร้อนรนไม่แพ้กัน แม้กวนอูจะอ่อนกำลังลงในช่วงหลัง แต่ก็ใช่ว่าจะเอาชนะได้ด้วยการโจมตีเพียงสองสามครั้ง หากกวนอูต้องการขัดขวางเขาก็ย่อมทำได้สำเร็จ
“เจ้าโจรหน้าแดง หากเจ้าไม่มีวิธีอื่น ข้าก็ไม่สนใจเล่นกับเจ้าแล้ว”
กวนอูตระหนักดีถึงความได้เปรียบที่ฝ่ายตนมีอยู่ในขณะนี้ ขอเพียงเขาสามารถสกัดกั้นจูล่งไว้ได้ ผู้ชนะในท้ายที่สุดก็คือกองกำลังพันธมิตรอย่างแน่นอน
“ดี ข้าจะทำให้เจ้าเห็นฤทธิ์เดชสามเพลงง้าวของข้า!”
หากจูล่งต้องการจะไป กวนอูย่อมไม่อาจหยุดยั้งอีกฝ่ายได้ แต่เพื่อให้ได้รับชัยชนะ จึงตัดสินใจยอมเสี่ยงใช้สามเพลงง้าวซึ่งเคยใช้กดดันลิโป้มาก่อนหน้านี้
“อย่าพูดไร้สาระให้มากความ ข้าจะให้โอกาสเจ้าเพียงสามเพลงรบเท่านั้น”
ก่อนหน้า จูล่งได้สังเกตการประลองระหว่างลิโป้และกวนอูจากนอกสนามรบอยู่ตลอด เขาจึงรู้ถึงไพ่ใบสุดท้ายของกวนอูเป็นอย่างดี
ดวงตาของกวนอูจ้องเขม็ง ความโกรธพลันปะทุขึ้น สำหรับเขานี่เป็นการเยาะเย้ยกันอย่างซึ่งหน้า
“ตายเสียเถอะ!”
กวนอูใช้กระบวนท่าเดิมซ้ำอีกครั้ง ม้าศึกของเขากระโดดสูงดั่งใจ มือขวาไถลไปจนสุดปลายด้ามง้าว ก่อนออกแรงเหวี่ยงอย่างเหี้ยมโหด
เคร้ง!
เสียงกึกก้องดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับไอสังหารไร้เทียมทานที่ระเบิดออกมาจากตัวกวนอู
ใบหน้าปลั่งเผยให้เห็นถึงความพึงใจ ง้าวของเขาปะทะกับทวนของจูล่งโดยไม่สูญเสียกำลังใด ๆ นี่แสดงให้เห็นว่าจูล่งไม่สามารถหลบหนีจากการโจมตีระดับนี้ได้อีก
“เจ้าสารเลว ดูเพลงง้าวที่สองของข้าให้ดี!”
ร่างกายของกวนอูพลันเปี่ยมล้นด้วยความพลัง เขาเหวี่ยงเพลงง้าวที่สองออกไป ฟันเข้าที่จูล่งอีกครั้ง
เคร้ง!!
ในครั้งนี้เสียงอาวุธปะทะกันรุนแรงยิ่งขึ้น ดังจนกลบการประลองของอีกสี่คนที่เหลือ
กวนอูยกยิ้มอย่างเก็บอาการ เมื่อเห็นว่ายามตนเหวี่ยงง้าวเข้าปะทะทวนของจูล่งอย่างแรงอีกครั้ง แต่คู่ต่อสู้ของเขาก็ยังคงตั้งรับเท่านั้น
เพลงง้าวสุดท้าย กวนอูรู้ดีว่าเขาเหลือเพียงเพลงรบเดียว
หากเพลงรบนี้ไม่สามารถเอาชนะจูล่งได้ กวนอูจะไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะปั่นป่วนจูล่งแล้ว หรือแม้แต่ตัวเขาเองก็ตกอยู่ในความเสี่ยงนัก
ตอนนี้เขาขี่หลังเสือแล้วยากจะลง*[1] กวนอูจึงทำได้เพียงทำการโจมตีที่ทรงพลังที่สุดเท่านั้น
“เจ้าสารเลว เพลงง้าวที่สามของข้าไม่เคยมีใครรับได้เลย นอกเสียจากจอมโจรลิโป้ ตายเสียเถอะ!”
กวนอูไม่ได้สังเกตว่าท่าทางของจูล่งนั้นเปลี่ยนไปเช่นกัน ถึงขั้นมีไอสังหารรุนแรงในแววตาของเขาเสียด้วยซ้ำ
“ไอ้โจรหน้าแดง เจ้าเองก็ลองลิ้มรสเพลงทวนเหวี่ยงเอกภพของข้าดูบ้าง”
ทันทีที่กวนอูเหวี่ยงง้าวในเพลงรบที่สามออกมา เพลงทวนที่แข็งแกร่งที่สุดของจูล่งก็พุ่งออกไปข้างหน้าแล้ว
ง้าวและทวนเบียดเสียดกันในทันที ส่งผลให้เกิดเสียงอันแสบแก้วหู พร้อมประกายไฟที่แวบวับขึ้นมากลางอากาศ
จูล่งถือทวนเคียงกาย นั่งอยู่บนหลังอาชา ในขณะที่กวนอูนั่นกระเด็นล่องไปพร้อมกับง้าวอันใหญ่ของเขา
เพลงง้าวที่สามของกวนอูนั้นมีอานุภาพเทียบได้ถึงระดับของเพลงง้าวที่หกในกระบวนท่าง้าวเจ็ดมังกรฟ้าของลิโป้ แต่จูล่งนั้นแข็งแกร่งจนสามารถรับหกเพลงง้าวนั้นได้ด้วยตัวคนเดียว
กระบวนท่าเหวี่ยงเอกภพของจูล่งนั้นด้อยกว่าเพลงง้าวที่เจ็ดของลิโป้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น และแน่นอนว่าแข็งแกร่งกว่าสามเพลงง้าวของกวนอูมาก
พลังมหาศาลที่เกิดจากการปะทะกันของอาวุธล้วนสร้างแรงกดทับไปยังมือของกวนอู หากกวนอูปล่อยอาวุธออกจากมือเหมือนที่จูล่งเคยทำ ก็จะสามารถลดความเสียหายให้เหลือน้อยที่สุดได้อย่างแน่นอน
น่าเสียดายที่กวนอูถือทิฐิ ยอมกระเด็นไปพร้อมกับอาวุธของตนมากกว่า
เตียวหุยนั้นไม่ค่อยเข้าใจนักว่าเกิดอะไรขึ้น หางตาของเขาเห็นชายคนหนึ่งลอยขึ้นไปในอากาศแล้วหล่นลงกับพื้นอย่างแรง เมื่อลองมองดูดี ๆ ก็พบว่านั่นคือพี่รองของเขา
“พี่รอง!”
“เจ้าคนฆ่าหมู! เจ้ายังกล้าเหลียวซ้ายแลขวาอีกรึ ตายเสียเถอะ!”
จูล่งเอาชนะกวนอูได้แล้ว เตียนอุยไหนเลยจะพ่ายแพ้ได้ เตียนอุยพลันเปลี่ยนวิธีการโจมตีและใช้พละกำลังอันแรงกล้าฟาดทวนคู่ของเข้าไปยังเตียวหุยพร้อมกันทั้งสองอัน!
แรงกำลังที่ใช้โจมตีครั้งนี้รุนแรงอย่างมาก เตียวหุยรู้สึกว่าแขนทั้งสองข้างของเขาเรี่ยวแรงหดหายไปในบัดดล เดิมคิดว่าตนจะต้านทานการโจมตีได้ ในขณะที่กำลังอ้าปากจะเยาะเย้ย ใครกันจะคาดคิดว่าเหตุการณ์จะพลิกผันอย่างฉับพลันเช่นนี้
ม้าศึกของเตียวหุยเข่าอ่อนทรุดลงพื้นแล้วล้มลงไปด้านข้าง
ฉากนี้ช่างคุ้นตาเสียจริง ครั้งหนึ่งลิโป้ก็ถูกเตียนอุยฟาดจนขาอาชาศึกของเขาหักเหมือนกัน
“โอ๊ย! บัดซบ!”
เตียวหุยด่าทอด้วยความโกรธ ทว่าเขาก็ตอบสนองอย่างรวดเร็ว รีบกระโดดออกไปก่อนที่ม้าศึกของตนจะล้มลง หลบเลี่ยงการถูกทับม้าศึกล้มทับ จากนั้นจึงม้วนตัวออกห่างจากเตียนอุย
“เจ้าคนฆ่าหมู เจ้าจบเห่แล้ว!”
เตียนอุยจะปล่อยโอกาสอันดีนี้ไปได้อย่างไร เขาเตรียมพร้อมจะตรงเข้าไปปราบเตียวหุยด้วยทวนคู่ ในตอนนั้นเองก็พลันได้ยินเสียงของจูล่ง
“เอ้อร์ไหล ไม่ต้องไล่ตามไป รีบมาทางนี้เร็วเข้า!”
เตียนอุยรีบหันมองไปจึงพบว่าเตียวเลี้ยวไม่อาจต้านทานไว้ได้แล้ว และจูล่งก็กำลังรุดไปช่วยเขา
“บ้าเอ๊ย!”
เตียวหุยใช้ประโยชน์จากช่องว่างนี้รีบวิ่งหนีออกมา เตียนอุยไหนเลยจะยินยอมให้เตียวหุยวิ่งหนีไปอย่างง่ายดายเช่นนั้น รีบล้วงเข้าไปในแขนเสื้อแล้วดึงง้าวเล็กออกมา
“ไอ้คนฆ่าหมู อย่าคิดว่าจะหนีรอดไปได้!”
ฟึ่บ!
เสียงตวัดผ่านอากาศดังขึ้น ก่อนง้าวเล็กจะพุ่งเข้าที่ไหล่ของเตียวหุย!
เตียวหุยหันมองเตียนอุยด้วยความเคียดแค้น แล้วหนีกลับเข้าไปยังกองทัพพันธมิตรอีกครั้ง
“พี่ใหญ่! รีบไปเร็ว!”
กวนอูพยายามลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ไม่กล้าเอาม้าศึกของตนไปเสียด้วยซ้ำ เขาสาวเท้าออกวิ่งเข้าไปยังกองทัพที่ตั้งอยู่ พร้อมส่งเสียงตะโกนกล่าวบอกให้เล่าปี่รีบหนีไปโดยเร็วที่สุด
เล่าปี่ไม่ต้องการคำเตือนด้วยซ้ำ ทันทีที่เห็นว่ากวนอูพ่ายแพ้ เขาก็ตั้งใจจะล่าถอยอยู่แล้ว จึงเริ่มโต้กลับอย่างสุดแรง
เล่าเจี้ยงอยู่ในอาการตื่นตระหนก เขารู้แต่วิธีบุก แต่รู้วิธีตั้งรับเสียที่ไหนกัน ในขณะที่ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก เล่าปี่ก็แสร้งทำเป็นกวัดแกว่งกระบี่ก่อนฉวยจังหวะล่าถอยออกไปทันที ตะบึงม้าหนีอย่างสุดชีวิตกลับเข้าไปในกองทัพ
สามพี่น้องเล่าปี่ กวนอู และเตียวหุยถอนตัวไปสิ้น ทิ้งงันเหลียงและบุนทิวไว้ในสนามรบ?
งันเหลียงและบุนทิวกำลังร้อนใจยิ่ง จูล่งและเตียนอุยเป็นบุคคลที่พวกเขาไม่สามารถรับมือได้ หากพวกเขาถูกทั้งสองร่วมกันบุกโจมตี อย่าได้คิดหวังว่าจะล่าถอยออกไปได้
ทั้งสองฉวยโอกาสในตอนที่จูล่งและเตียนอุยยังไม่มาถึงตัว สู้โต้กับเตียวเลี้ยวและไทสูจู้ แล้วเริ่มควบม้าหนี
ในการรบครั้งนี้ กองกำลังพันธมิตรพ่ายแพ้ย่อยยับและเสียขวัญกำลังใจอีกครั้ง
เล่าเจี้ยงรีบหันกลับมาและตะโกนไปทางตั๋งโต๊ะ
“หากไม่บุกตอนนี้ แล้วจะบุกตอนไหนเล่า!?”
การเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันในสนามรบนั้นไม่ได้ทำให้ตั๋งโต๊ะคืนสติกลับมา เมื่อเขาได้ยินเสียงตะโกนของเล่าเจี้ยง ก็พลันรีบชักดาบขึ้นมาจากเอว
“ทหารทุกนายฟังคำสั่ง บุกโจมตี!”
ด้วยคำสั่งของตั๋งโต๊ะ ทหารม้าใต้บังคับบัญชาของเขาตอบสนองอย่างรวดเร็ว กองทัพหมาป่า และกองพลหมีทะยานล้วนตอบรับคำสั่งทันที รีบรุดไปยังฝ่ายกองกำลังพันธมิตร
อ้วนเสี้ยวตื่นตระหนกสุดขีด รีบหนีไปที่ค่ายโดยพลัน ด้วยเพราะอ้วนเสี้ยวนั้นอยู่หน้าสุด หากเขาไม่หนี เหล่าทหารม้าของศัตรูก็จะพุ่งเข้ามาประจันหน้าเขาทันที
อ้วนเสี้ยวหนีไปแล้ว แล้วพวกขุนพลและเจ้าเมืองน่ะหรือจะรั้งอยู่เพื่อสั่งการทัพ ต่างพากันรีบหนีกลับไปยังค่ายทีละคน ๆ
ทหารเหล่านั้นเสียขวัญกำลังใจเพราะพ่ายแพ้ในการประลองระหว่างแม่ทัพอยู่แล้ว ขุนพลและผู้บัญชาการยังหนีไปอีก ก็ยิ่งไม่มีแก่จิตแก่ใจตั้งรับต้านทานมากมายนัก กระบวนทัพหน้าจึงตกอยู่ในความสับสนวุ่นวายทันที ก่อนที่ทหารม้าจะสังหารพวกเขาได้ ทหารของกองทัพพันธมิตรก็รีบสลายตัว!
“รีบหนีไป! ทหารเสเหลียงมาสังหารเราแล้ว!!”
[1] ขี่หลังเสือแล้วลงยาก (骑虎难下) หมายถึง เมื่อทำการบางอย่างแล้วพบอุปสรรคใหญ่ แต่ถูกสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องดำเนินต่อไปจนถึงที่สุด โดยไม่อาจหยุดกลางคันได้