พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 48 เจ้าเถียงสู้ข้าได้หรือ
บทที่ 48 เจ้าเถียงสู้ข้าได้หรือ
โฮงีสมกับศิษย์สืบทอดของเตียวก๊ก ในยามวิกฤตนี้ เขาตัดสินใจเสียสละตัวเอง แล้วปล่อยให้หัวหน้าลัทธิโพกผ้าเหลืองหนีเอาตัวรอด
โฮงีกวาดตามองทุกคนอย่างสุขุม และเปล่งเสียงเคร่งขรึมถามออกมา “พี่น้องทั้งหลาย แม่ทัพแห่งสวรรค์คือความหวังของคนทั้งโลก ยามนี้ท่านแม่ทัพประสบกับอันตราย พวกเราควรจะทำอย่างไร?”
“ปกป้องท่านแม่ทัพแห่งสวรรค์สุดชีวิต!”
“ปกป้องท่านแม่ทัพแห่งสวรรค์สุดชีวิต!”
“ปกป้องท่านแม่ทัพแห่งสวรรค์สุดชีวิต!”
คนหลายร้อยคนพากันตะโกนเสียงดัง นัยน์ตาไม่มีความหวั่นเกรงเลยแม้แต่น้อย
“ดี! สมกับเป็นชาวลัทธิโพกผ้าเหลือง พวกเราทำเพื่อคนทั้งโลก แม้ตายก็ไม่เสียใจ!”
โฮงีพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ขวัญกำลังพุ่งสูงขึ้นเช่นนี้ ต้องโจมตีศัตรูได้แน่!
“ฆ่า!”
“ฆ่า!”
“ฆ่า!”
ถึงอย่างไรก็เป็นทหารองครักษ์ของเตียวก๊ก หาใช่ทหารโพกผ้าเหลืองทั่วไปจะเทียบได้ ภายใต้สถานการณ์ตกเป็นรองเช่นนี้กลับระเบิดแรงใจมหาศาลออกมา แต่ไม่นาน เล่าเจี้ยงก็นำทหารม้าบุกสังหารเข้ามาถึงเบื้องหน้า
พวกโฮงีต่างจ้องศัตรูด้วยแววตาวาวโรจน์ หลังชนฝาหน้าพุ่งชน เตรียมรบจนตัวตาย
ทว่าเล่าเจี้ยงไม่ได้พุ่งเข้าสังหารโดยตรงอย่างที่คาดเดาไว้ กลับหยุดอยู่ตรงหน้าทัพ
ด้วยการปลุกกำลังใจจากโฮงี เหล่าองครักษ์โพกผ้าเหลืองต่างมุ่งมั่นที่จะตายร่วมกับศัตรู
เขากลั้นหายใจ รอสบโอกาสโจมตีผู้บัญชาการหนุ่ม เพื่อแสดงความภักดีต่อหัวหน้า
แต่เล่าเจี้ยงจะปล่อยให้เขาได้สมดั่งใจหรือ?
แน่นอนว่าไม่!
โฮงีอยู่บนที่สูง เมื่อทหารม้าทางการบุกเข้าไปใกล้ก็หยุดลง แม้ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่เท่าเทียมกัน เด็กหนุ่มก็ไม่รู้สึกว่าอยู่เหนือกว่า
ตั้งแต่เตียวก๊กหลบหนีไปจนถึงอีกฝ่ายปลุกขวัญกำลังใจ ล้วนอยู่ในสายตาเล่าเจี้ยงทั้งหมด เขารู้แล้วว่ามิอาจไล่โจมตีเตียวก๊กได้แล้ว
ต้นไม้ในป่าหางม้าสลับซับซ้อน ภูมิประเทศไม่ราบเรียบ ไม่เอื้อต่อการโจมตีของทหารม้า
ข้างกายเล่าเจี้ยงมีทหารม้าเพียงพันนาย ซึ่งเป็นชีวิตจิตใจของเขา จะไม่มีทางเข้าปะทะกับโฮงีโดยตรงเด็ดขาด
ผู้บัญชาการหนุ่มถือดาบควบอยู่บนหลังม้า มองกองทัพโพกผ้าเหลืองตรงเบื้องหน้าด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม เขารู้จุดแข็งจุดอ่อนของศัตรูเป็นอย่างดี จึงได้เตรียมแผนรับมือเอาไว้แล้ว
เล่าเจี้ยงต้องการแค่ถ่วงเวลา… แต่จะไม่เข้าปะทะกับกองทัพโพกผ้าเหลือง
อย่างไรเสียก็ตามเตียวก๊กไปไม่ได้แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนโจมตี!
ในตำราพิชัยสงครามกล่าวว่า ‘ลั่นกลองแรกปลุกใจฮึกเหิม ลั่นกลองสองความฮึกเหิมเริ่มถดถอย ลั่นกลองสามความฮึกเหิมหมดสิ้น’ ทำสิ่งใด ต้องทำให้สำเร็จด้วยความมุ่งมั่นในอึดใจเดียว ยิ่งเลื่อนออกไปหลายครั้งจะยิ่งเป็นผลเสีย
ทหารองครักษ์ของเตียวก๊กกำลังเลือดเดือดพล่านเพราะการกระตุ้นของโฮงี อยากเอาชีวิตมาแลกกับการหลบหนีของเตียวก๊ก
เล่าเจี้ยงขี่ม้าอยู่ด้านหน้าสุด ไม่ได้เข้าบุกโจมตีแต่อย่างใด ตรงกันข้าม เขาปล่อยให้พวกโฮงีอึดอัดยิ่งนัก
เมื่อโทสะที่อยู่ภายในใจระบายที่ไหนไม่ได้ สุดท้ายก็จะค่อยๆ หดหายไป
หัวที่ร้อนก็จะค่อย ๆ สงบลง ก่อให้ความกลัวกัดกินทีละน้อย!
เล่าเจี้ยงจับจุดนี้ได้ ถึงเผชิญหน้ากับกองทัพโพกผ้าเหลือง โดยไม่บุกเข้าโจมตี
“พวกเจ้าเป็นใคร ริอาจมาขวางทางข้า?”
เล่าเจี้ยงมองโฮงีอย่างเหยียดหยาม น้ำเสียงดูไม่จริงจังนัก
ฝ่ายตรงข้ามกำลังเลือดร้อน อยากตายเสียเต็มประดา จึงก่นด่าผู้บัญชาการหนุ่มอย่างกราดเกรี้ยว
“ไอ้โจรหมา ข้าเป็นถึงโฮงีศิษย์สืบทอดแม่ทัพแห่งสวรรค์ หากอยากได้หัวข้าก็เข้ามาเลยสิ!”
“เจ้าไอ้ทหารต่ำต้อยไร้ชื่อเสียง คู่ควรให้ข้าต้องลงมือเองด้วยรึ?” เล่าเจี้ยงแหงนหน้าหัวเราะ น้ำเสียงดูแคลนยิ่ง “แค่ลูกน้องข้าคนเดียว ก็ปลิดชีวิตเจ้าง่ายดายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากแล้ว!”
“เจ้า!” โฮงีไม่อยากเสียเวลาคุยกับเล่าเจี้ยงให้มากความ จึงก่นด่า และพยายามยั่วโมโห “ไอ้โจรหมา อย่าเก่งแต่ปาก แน่จริงก็เข้ามา!”
“ฮ่าฮ่าฮ่า” เล่าเจี้ยงยกดาบใหญ่ขึ้น ชี้ไปทางโฮงีอย่างแข็งกร้าว “เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร ขนาดโปไฉที่เอ่งช้วนเก่งกล้าสามารถ แล้วเป็นอย่างไร? ก็ยังถูกข้าตัดหัว!”
“ข้าใช้อุบายเล็กน้อย กองทัพใหญ่นับแสนก็ถูกข้าสังหารราบเป็นหน้ากอง แม้แต่เกราะก็ไม่เหลือไว้”
“ยามนี้แค่คนไม่กี่ร้อยคนของเจ้า ไม่พอให้ข้าได้ขัดฟันเล่นหรอก!”
ผู้บัญชาการหนุ่มหัวเราะร่ายั่วโทสะ
“เจ้าคือเล่าเจี้ยงงั้นรึ”
โฮงีสั่นไปทั่วร่าง ภายในใจรู้สึกปั่นป่วนขึ้นทันใด
ไม่คิดเลยว่าคนที่สังหารโปไฉจะอายุยังน้อยปานนี้!
“ใช่แล้ว ในเมื่อรู้จักชื่อข้าแล้ว ยังไม่ยอมจำนนอีก?”
ผู้บัญชาการหนุ่มยกมุมปาก
“ถุย!”
โฮงีพ่นน้ำลายออกมา ท่าทางหยิ่งผยองของเล่าเจี้ยงทำให้เขาสะอิดสะเอียนนัก
“เจ้าสังหารทหารโพกผ้าเหลืองของข้า วันนี้ข้าจักฆ่าเพื่อปลอบประโลมวิญญาณของพวกเขาที่อยู่บนสวรรค์”
เล่าเจี้ยงรู้สึกขบขัน แต่แค่นน้ำเสียงแข็งกร้าวเติมเชื้อไฟเข้าไปอีก
“แค่อุบายเล็กๆ น้อยๆ ของเจ้าคิดจะสังหารข้า มา! ข้าต่อให้เจ้าออกมาต่อสู้หนึ่งต่อหนึ่ง!”
ที่สุดแล้วเสียงก่นด่าของโฮงีก็ไร้ผล ทั้งยังถูกยั่วโมโหจนหน้าดำหน้าแดง
พลโพกผ้าเหลืองผู้นี้จะกล้าปะทะหนึ่งต่อหนึ่งได้อย่างไรกัน แค่ได้เห็นรูปร่างกำยำของเล่าเจี้ยงก็ชวนให้รู้สึกเวียนหัวแล้ว
เล่าเจี้ยงกับโฮงีต่างก็นิ่งค้างกันอยู่อย่างนั้น ทหารทั้งสองฝ่ายเองก็มองเจ้านายทั้งสองปะทะฝีปากกันอยู่เช่นเดิม
แต่ผู้บัญชาการหนุ่มไม่แยแส หลังจากผ่านการปลูกฝังในศตวรรษที่ 21 การก่นด่ากันสำหรับเขาถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย
เขาถึงขั้นรู้สึกว่าตัวเองสามารถด่าอีกฝ่ายให้ตายได้ ทว่ามันจะทำลายภาพลักษณ์ตนเองมากเกินไป
โฮงีสะอิดสะเอียนเล่าเจี้ยงจนอยากสำรอก ด่าก็ด่าไม่ชนะ จะสู้ก็ยิ่งไม่กล้า
พลโพกผ้าเหลืองผู้นี้ไม่รู้ตัวเลยว่าหลงกลเล่าเจี้ยงไปแล้ว บัดนี้เขาคิดถึงแต่ตัวเอง จนลืมสิ้นซึ่งทหารองครักษ์ที่อยู่เบื้องหลัง
ทหารองครักษ์แต่ละคนที่หัวร้อนอยากสู้กับศัตรูอย่างสุดชีวิตภายใต้การกระตุ้นของโฮงี
เมื่อนานเข้า หัวที่ร้อนก็ค่อย ๆ สงบลง
ครั้นมองเล่าเจี้ยงที่สังหารกลุ่มโพกผ้าเหลืองในเอ่งช้วน กับนายพลเกราะดำที่ดูอลังการ ก็อดใจเสาะขึ้นมาไม่ได้
พลังใจที่พลุ่งพล่านเมื่อครู่สงบลงเสียแล้ว ทั้งยังมีหลายคนเผยสีหน้าหวาดกลัวออกมา
เล่าเจี้ยงยกยิ้มมุมปาก โฮงีถูกเขาหลอกแล้ว บัดนี้ตนทำลายขวัญกำลังใจของพวกองครักษ์โพกผ้าเหลืองได้สำเร็จ
ครั้นบรรลุเป้าหมาย โอกาสในการบุกโจมตีก็มาเยือน!
“ไอ้คนขลาดเขลา แค่นี้ก็ไม่กล้าเข้ามา เช่นนั้นก็รอข้าจัดการเจ้าเถิด ทหารทุกนายจงฟัง บุก!”
เสียงไพร่พลจากกองทัพหลวงโห่ร้อง เล่าเจี้ยงนำทัพบุกเข้าไปหาโฮงี
เตียวอุย และไทสูจู้ก็นำทหารม้าทั้งหมดพันนายรุกคืบเข้าไป
การโจมตีของทหารม้าหนึ่งพันนาย อย่าว่าแต่ทหารองครักษ์ใจเสาะเหล่านี้เลย แม้แต่โฮงีที่เห็นยังสั่นกลัว
เดิมเขาเป็นแค่ที่ปรึกษาคนหนึ่ง วรยุทธ์ไม่เอาไหน หากไม่ใช่เพราะพร้อมสู้จนตัวตาย เขาคงไม่กล้าบุกเข้าไปกลางทุ่งสังหารแน่นอน!
การถ่วงเวลาของเล่าเจี้ยง ทำให้แรงใจทั้งหมดหายไปแล้ว
เมื่อเห็นผู้บัญชาการหนุ่มใกล้เข้ามา โฮงีก็เข่าอ่อน สั่นสะท้านไปทั้งร่าง จนกลายเป็นลูกแกะที่รอเชือด
เล่าเจี้ยงไม่สนว่าอีกฝ่ายจะมีปฏิกิริยาอย่างไร ชายเกราะทองเชื้อสายราชวงศ์ฮั่นควบม้าทะยานไปเบื้องหน้า ยกดาบใหญ่ในมือขึ้นฟาดฟัน
“ว้าก! ว้าก! ว้าก!!!”
ขุนพลโพกผ้าเหลืองมองดาบใหญ่ที่เหวี่ยงไปมาก็ตกใจจนกรีดร้องลั่นสนามรบ
เพียงแต่มันสายเกินไป เล่าเจี้ยงตวัดดาบลงมา แยกโฮงีออกเป็นสองท่อน!
เขาไม่มีหยุดพัก และพุ่งเข้าใส่ทหารโพกผ้าเหลืองอย่างสุดกำลัง
ราวกับเมื่อครู่เป็นแค่การฆ่าไก่ป่าตัวหนึ่งตายเท่านั้น!
โฮงีนั้นไร้ตัวตนในสายตาเล่าเจี้ยง ทว่ากลับเป็นแกนนำในใจของทหารองครักษ์ของเตียวก๊ก
เดิมทีพวกทหารองครักษ์ต่างก็หวาดกลัวอยู่แล้ว ครั้นเห็นโฮงีถูกบั่นเป็นสองท่อน เลือดแดงฉานไหลนอง ยิ่งทำให้สมองของพวกเขาตื้อชาไปหมด
ในระหว่างที่เหม่อลอยไร้สติอยู่นั้น ทหารม้าทัพหลวงก็ไล่ฆ่ามาถึงแล้ว!
เตียนอุยแปลงร่างเป็นเครื่องจักรสังหาร ควบม้าบุกทะลวง แยกกองทัพโพกผ้าเหลืองออก
การบุกทะลวงนี้ คร่าคนไปหลายร้อยคน
ทหารองครักษ์ที่เหลือตะเกียกตะกายหลบหนี ลูกน้องใต้บังคับบัญชาเล่าเจี้ยงไร้คนบาดเจ็บล้มตาย