พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 50 ผู้บัญชาการเล่าช่างเป็นเสาหลักของบ้านเมืองจริง ๆ
บทที่ 50 ผู้บัญชาการเล่าช่างเป็นเสาหลักของบ้านเมืองจริง ๆ
อีกด้านหนึ่ง พวกเล่าปี่ทั้งสามคนกำลังพยายามตีฝ่ากองทัพ อยู่ท่ามกลางวงล้อมศัตรูอย่างยากลำบาก
ภายใต้การบัญชาของแม่ทัพซุนต๋องแห่งกองกำลังเสริมฝ่ายโจรโพกผ้าเหลือง กองกำลังของสามพี่น้องแห่งทัพอาสาจึงถูกล้อมปิดไว้จนหมด
พวกเจ้าสามคนห้าวหาญมีพลังมิใช่หรือ? ข้าจักคอยดูว่าพวกเจ้าจะยืนหยัดไปได้นานแค่ไหน!
ต่อให้มีคนมากมาย ข้าก็จะขยี้พวกเจ้าให้ตายเสีย!
แม่ทัพซุนต๋องมองพวกเล่าปี่สามคนด้วยสายตาเย็นยะเยือก ในใจเยาะเย้ยไม่หยุด
เมื่อครู่ การจู่โจมฉับพลันของพวกเล่าปี่สามคนทำให้ซุนต๋องไม่ทันระวัง ไม่เพียงกองกำลังตัวเองที่เกือบแตกพ่ายเท่านั้น แม้แต่กองทัพหลวงก็ฟื้นคืนกำลังใจในการรบขึ้นมาด้วย
เมื่อนึกถึงความยุ่งยากที่ทั้งสามคนหามาให้ตัวเอง แม่ทัพโพกผ้าเหลืองก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างโมโห
ซุนต๋องถึงขั้นคิดวิธีทรมานหลังจากจับพวกเขาสามคนได้แล้ว จึงจะคลายความชิงชังได้!
“ท่านแม่ทัพตายแล้ว!”
น้ำเสียงร้อนรนได้ขัดความคิดของซุนต๋อง เขามองไปทางลูกน้องใต้บังคับบัญชาอย่างขุ่นเคือง
“ไอ้โง่! ใครตาย? บิดาเจ้าสิที่ตาย!”
“ท่านแม่ทัพ แม่ทัพแห่งสวรรค์ถูกเล่าเจี้ยงฆ่าตายแล้ว ตอนนี้ตีทัพหลักแตกแล้ว และกำลังบุกสังหารมาทางเรา”
ครั้นทหารโพกผ้าเหลืองที่อยู่รอบ ๆ ได้ยินคำพูดนี้ พลันร่างสั่นสะท้านขึ้นมา คนทั้งหมดมองไปทางซุนต๋องอย่างกังวล
เตียวก๊กคือจิตวิญญาณของกลุ่มโพกผ้าเหลือง หากจิตวิญญาณถูกทำลาย เช่นนั้นร่างกายจะยังดำรงอยู่เพียงลำพังได้หรือ?
แม่ทัพแห่งสวรรค์ถูกสังหารแล้ว?
ด้วยฝีมือเล่าเจี้ยงอย่างนั้นรึ?
เล่าเจี้ยงอยู่ที่แคว้นอิจิ๋วไม่ใช่หรือ?
เป็นไปไม่ได้ …เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!
ซุนต๋องยืนอยู่บนที่สูง ก่อนรีบทอดมองออกไปไกล
“คนผู้นี้ปล่อยข่าวลือทำให้คนเข้าใจผิด ปั่นป่วนจิตใจของกองทัพข้า ข้าจะจัดการฆ่ามันเสีย!”
ซุนต๋องตะโกน ชักกระบี่ออกมา เตรียมจะแทงเขาให้ตาย
“พี่น้องทั้งหลาย กองทัพหลวงอ่อนแอลงแล้ว ฆ่าพวกมันให้หมด!”
วิธีการอันบ้าดีเดือดของซุนต๋องทำให้ทหารตกใจกลัวอย่างมาก ทุกคนไม่กล้าขยับใด ๆ อีก และทำการบุกโจมตีของพวกเขาต่อไป
กุบกับ! กุบกับ! กุบกับ!
เสียงเกือกม้าดังสะเทือนเลื่อนลั่น ได้ดึงดูดความสนใจของกองทัพโพกผ้าเหลือง
เล่าเจี้ยงในตอนนี้ฝ่าทะลวงทัพหลังของเตียวก๊กมาได้แล้ว และกำลังบุกโจมตีมาถึงหน้าทัพซุ่มโจมตีของกลุ่มโพกผ้าเหลือง
“ท่านแม่ทัพ! แย่แล้ว! ทหารม้าของทัพศัตรูบุกเข้ามาแล้ว!”
“เอ๊ะ? ท่านแม่ทัพล่ะ?”
“ท่านแม่ทัพ! ท่านอยู่ไหน?”
“ไอหยา! ท่านแม่ทัพหนีไปแล้ว รีบหนีเอาตัวรอดกันเถิด!”
ไม่มีร่องรอยของซุนต๋อง แม้แต่ทหารองครักษ์ที่ติดตามยังหายไป
เมื่อครู่ ตอนที่ซุนต๋องทอดมองออกไปไกลก็เห็นเล่าเจี้ยงบุกโจมตีเข้ามาแล้ว และเพื่อให้ตัวเองหลบหนีได้สะดวก จึงโกหกทหารและก่อกวนขวัญกำลังใจของทหาร
เมื่อเห็นทหารจะเข้าไปสู้ในสนามรบอีกครา ซุนต๋องก็รีบหลบหนีไป
ในเมื่อผู้บัญชาการหนีไปแล้ว ทหารจะอยู่ต่อสู้ทำบ้าอะไรอีก!
ขวัญกำลังใจของกองทัพโพกผ้าเหลืองพังทลายอย่างขีดสุด และหลบหนีกันจ้าละหวั่น!
เมื่อขวัญกำลังใจของกองทัพฝ่ายหนึ่งพังทลาย ตอนจบก็ไม่มีอะไรต้องสงสัยอีก
สนามรบเปลี่ยนจากชะงักงันไปสู่การโถมกระหน่ำโจมตีทันที ยุทธภูมิดั่งไฟลามป่าไม้ ทหารนับหมื่นของกองทัพโพกผ้าเหลืองเริ่มหลบหนีเอาชีวิตรอดครั้งใหญ่
ฉากนี้ ‘งดงาม’ กว่าที่อำเภอผิงเซียงเสียอีก คนนับหมื่นร่ำไห้ร้องเรียกพ่อแม่ หนีตายหัวซุกหัวซุน
เล่าเจี้ยงไม่สนการหลบหนีไปของซุนต๋องเลยแม้แต่น้อย เขาถึงขั้นไม่สนคนไร้ชื่อผู้นี้เลยด้วยซ้ำ!
ทว่าแค่คนที่ไร้ชื่อคนหนึ่ง ต่อจากนี้อีกไม่นาน เขาก็จะได้ชื่อว่าจัดการแม่ทัพคนหนึ่งได้!
เล่าเจี้ยงรู้สึกต่อต้านกับการสังหารหมู่มาก จึงแค่ไล่โจมตีพอเป็นพิธีเท่านั้น ก่อนกลับไปยังป่าหางม้า
“นายกองปราบโจรเล่าเจี้ยง คารวะท่านรองแม่ทัพโลติด”
โลติดรีบก้าวไปข้างหน้า สองมือพยุงเล่าเจี้ยงขึ้น
“หากไร้ซึ่งกองกำลังของผู้บัญชาการเล่า โลติดคงตายและมิอาจหลบหนีโทษทัณฑ์ตัวเองได้!”
“โปรดรับการคำนับจากโลติดด้วย”
น้ำเสียงของแม่ทัพสายบุ๋นดูตื่นเต้นมาก และกุมมือคำนับไปทางผู้บัญชาการหนุ่มทันที
เล่าเจี้ยงตกใจ เขายังไม่บรรลุนิติภาวะเลยด้วยซ้ำ จะกล้ารับการคำนับจากแม่ทัพผู้โด่งดังได้อย่างไร
“ท่านรองแม่ทัพโลติดรีบลุกขึ้นเร็ว ข้าน้อยไม่กล้ารับไว้!”
พูดจบก็ก้มตัวหน้าผากแนบพื้น คารวะอีกฝ่าย
โลติดมองไปทางเล่าเจี้ยงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกมากมาย และพยักหน้าไม่หยุด
“กงเหว่ยกับอี้เจินบอกว่าผู้บัญชาการเล่าเก่งทั้งบุ๋นและบู๊ ทำเป็นหมดทุกอย่าง! เริ่มแรกข้านั้นยังแคลงใจ แต่ยามนี้ได้เห็น สมกับคำร่ำลือจริง ๆ!”
“นับถือ! นับถือ! สมกับเป็นวีรบุรุษหนุ่ม!”
เล่าเจี้ยงถูกโลติดพยุงขึ้น และเผยรอยยิ้มเป็นมิตรออกมา
“ท่านแม่ทัพโลติดห้ามขบขันข้าเป็นอันขาด! ข้าน้อยเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง ไม่คู่ควรให้ท่านแม่ทัพโลติดชื่นชมเช่นนี้หรอก!”
ความนอบน้อมถ่อมตัวของเล่าเจี้ยงทำให้แม่ทัพสายบุ๋นยิ่งชื่นชอบ และชมเชยอีกครั้ง
ในระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังชมกันอยู่นั้นเอง ก็มีเสียงไม่ค่อยเป็นมิตรดังขึ้น
“หึ! มีแค่เล่าเจี้ยงมีคุณงามความดี พวกเราสมควรเสี่ยงชีวิตบุกเข้าโจมตีแล้ว!”
“หากไม่ใช่เพราะเราสามคนทำให้กองทัพโพกผ้าเหลืองกลัว มีหรือท่านจะรอดจนผู้บัญชาการเล่ามาถึง!”
เด็กหนุ่มเกราะทองมองไปทางคนพูดอย่างตกใจระคนประหลาดใจ เขานับถือความปากกล้าของอีกฝ่ายจริง ๆ
โลติดเข้มงวดในการปกครองกองทัพมาก ไม่คิดเลยว่าจะมีคนกล้าโต้แย้งซึ่งหน้าเช่นนี้
คนที่สะท้อนอยู่ในแววตาของเล่าเจี้ยงคือชายที่แข็งแรงทรงพลังคนหนึ่ง
เห็นแค่ว่าคนผู้นี้รูปร่างสูงแปดกว่าฉื่อ หน้าตาดุร้าย มีหนวดเคราดุจเสือ เสียงดังดุจฟ้าคำราม ทำให้ผู้คนรอบข้างต่างตกใจ
“เอ๊กเต๊ก หยุดพูดจาส่งเดชได้แล้ว!”
ชายที่กำลังดุด่าคนของตนก็ดึงดูดความสนใจของเล่าเจี้ยงเช่นกัน
คนผู้นี้ผิวขาวเกลี้ยงเกลา ติ่งหูยาว มือแขนเรียวงาม มีรูปลักษณ์สง่าผ่าเผย
และยังมีอีกคนที่น่าดึงดูดยิ่งกว่าทั้งสอง ผู้มีหนวดเครายามสองฉื่อ หน้าแดงปลั่งดุจพุทรา ริมฝีปากแดงดุจทาชาด ดวงตารูปนกการเวก คิ้วโก่งโค้ง และมีรูปลักษณ์สง่าผ่าเผย มือถือง้าวใหญ่ ดูน่าเกรงขามยิ่งนัก
ครั้นเห็นดวงหน้าแดงปลั่งหนวดเครายาว เล่าเจี้ยงก็รู้ตัวตนของทั้งสามคนทันที
คือเล่าปี่ กวนอู และเตียวหุยนั่นเอง!
รูปร่างหน้าตาของทั้งสามท่านมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจริง ๆ
เล่าเจี้ยงแอบรู้สึกตกใจ เขาในชาติก่อนชอบเรื่องราวของอาณาจักรจ๊กก๊กที่เล่าได้สนุกอยู่ไม่น้อย และนิยมชมชอบสามคนนี้นัก
โลติดกวาดตาผ่านเตียวหุยผู้ปากกล้าอย่างเงียบงัน โดยพื้นฐานเขาชังคนจำพวกสมองกล้ามที่สุด จึงโมโหขึ้นมาทันที!