พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 55 กลยุทธ์ลับมักแก้ได้ยากเสมอ
บทที่ 55 กลยุทธ์ลับมักแก้ได้ยากเสมอ
เล่าเจี้ยงกวาดสายตามองทุกคน และเริ่มเล่าสิ่งที่เขารู้เกี่ยวกับลัทธิโพกผ้าเหลือง
“ต้นกำเนิดของลัทธิโพกผ้าเหลืองอยู่ที่แคว้นกิจิ๋ว ส่วนกลุ่มโพกผ้าเหลืองส่วนใหญ่ในฮ่อปักล้วนมารวมตัวกันอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของสามพี่น้องเตียวก๊ก”
“ทั้งสามคนมีทหารและพลเรือนใต้บังคับบัญชาอยู่หลายเรือนแสน และของที่ปล้นสะดมมาส่วนใหญ่ก็ถูกส่งไปไว้ที่อำเภอกงจ๋ง”
“ไม่ทราบว่าทุกท่านสังเกตเห็นหรือไม่ กำลังรบของกองทัพโพกผ้าเหลืองที่เตียวก๊กระดมพลด้วยตัวเองน่าสะพรึงกลัวมาก!”
ทุกคนต่างพยักหน้าเบา ๆ พวกเขาต่อสู้กับผู้นำลิทธิโพกผ้าเหลืองมาหลายหน จึงเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง!
ครั้งนี้กำลังรบของศัตรูแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด!
“ข้อเสียของกองทัพเราคือมีกำลังทหารน้อยเกินไป แทบไม่ถึงเศษเสี้ยวของกองทัพโพกผ้าเหลืองด้วยซ้ำ ทั้งยังไม่มีกำลังเสริมชั่วคราวอีกด้วย”
ทุกคนอดทอดถอนใจไม่ได้ งานรื่นเริงกลายเป็นบรรยากาศหดหู่ยิ่งนัก
ในแง่ความสามารถทางการรบ กองทัพโพกผ้าเหลืองด้อยกว่ากองทัพหลวงอยู่มากโข แต่เนื่องจากความต่างของจำนวนคนนั้นมีมากเกินไป จึงทำได้แค่เฝ้ารักษากำแพงเมืองไว้ให้มั่นเท่านั้น
ทุกคนเข้าใจความจริงข้อนี้ ไม่เช่นนั้นคงไม่ต่อสู้ยืดเยื้อกับกลุ่มโพกผ้าเหลืองมานานนับหลายเดือน โดนล้อมโดนขังกันเป็นว่าเล่น
“สิ่งที่ผู้บัญชาการเล่ากล่าว พวกเรารู้ซึ้งแล้ว”
วาจาของเล่าปี่แฝงไปด้วยความขุ่นเคือง ทัพอาสาเองก็ต้องตีฝ่าวงล้อมอย่างยากลำบากกันอยู่หลายครา
เล่าเจี้ยงโบกมือให้ บ่งบอกให้เขาใจเย็น ๆ
“ทุกท่านทราบถึงข้อดีของกองทัพเราหรือไม่?”
เล่าปี่ยกยิ้ม รีบฉวยโอกาสตอบอย่างแข็งขัน
“ขุนพลของกองทัพเราห้าวหาญเกรียงไกร แต่ละคนสู้หนึ่งต่อหนึ่งร้อยได้”
ทุกคนมองไปที่ชายหน้าหยกด้วยสายตาเหยียดหยาม
เป็นแค่เจ้าชาติทอเสื่อขายรองเท้ายังจะกล้าพูดออกมาได้ หากหนึ่งต่อร้อยได้จริง โจรโพกผ้าเหลืองไม่ถูกกำจัดไปนานแล้วหรอกหรือ?
แม้ทุกคนจะไม่ชอบกองทัพโพกผ้าเหลือง ทว่าก็ไม่เคยกล้าอวดดีขนาดนี้!
โลติดไม่ชายตามองศิษย์ไม่ได้ความด้วยซ้ำ ในใจของรองแม่ทัพ เล่าปี่นั้นไม่สำคัญเลยแม้แต่น้อย
“ผู้บัญชาการเล่า ไม่ต้องไปสนใจคำพูดไร้สาระ เจ้าพูดต่อเลย”
ทันทีที่โลติดพูดคำนี้ออกมา ใบหน้าของเล่าปี่พลันแดงก่ำ อับอายแทบอยากมุดดินหนี
เล่าเจี้ยงเหลือบมองชายหน้าหยกด้วยความนับถือ ไม่คิดเลยว่าชายคนนี้จะหน้าหนาได้ขนาดนี้! ยังมีหน้าอยู่ที่นี่ต่ออีก
“ข้อดีของกองทัพเราอยู่ที่อาณาเขตกว้างใหญ่ มีประชากรจำนวนมาก มีเสบียงและหญ้าเติมเสริมให้ไม่ขาด แม้จะไม่ดีเท่ากองทัพโพกผ้าเหลืองในทันที ทว่านานวันเข้า กองทัพโพกผ้าเหลืองย่อมเทียบไม่ได้อย่างแน่นอน!”
สิ้นเสียงของเล่าเจี้ยง เล่าปี่รู้สึกเหมือนรู้แจ้งก็ไม่ปาน
จริงด้วย! เหตุใดข้าถึงคิดไม่ได้
ขณะที่นักท่องเวลายิ้มย่อง เขากำลังขโมยบทบาทในหน้าประวัติศาสตร์ของท่านรองแม่ทัพ
ทุกคนเองก็เหมือนกับตื่นขึ้นมาจากความฝันเช่นกัน ดวงตาสว่างไสว และอดพยักหน้าตามไม่ได้
“แม้กองทัพโพกผ้าเหลืองจะมีคนมาก ทว่าทหารแลพลเรือนต่างอยู่ที่นี่ทั้งหมด และล้มตายลงไปเรื่อย ๆ!”
“ด้วยปากท้องหลายแสนปากทุกวัน ไม่ว่าเสบียงจะมากแค่ไหน ก็มิอาจทนต่อความอัตคัด และทำได้แต่นั่งกินนอนกินสมบัติเก่าจนหมดเท่านั้น!”
“หากกองทัพเราเร่งเข้าโจมตี พวกกลุ่มโพกผ้าเหลืองต้องคลุ้มคลั่ง และต่อต้านอย่างแข็งขันแน่นอน”
“ทว่าหากเอาแต่ล้อมไว้ไม่โจมตี นานวันเข้า กลุ่มโพกผ้าเหลืองจะสับสนอลหม่าน ถึงเวลานั้นกองทัพเรารอซ้ำในยามข้าศึกอ่อนแรง จะไม่ชนะหรือ!”
เล่าเจี้ยงมั่นใจในกลยุทธ์ของตัวเองยิ่งนัก ตามประวัติศาสตร์ โลติดก็บุกโจมตีเตียวก๊กด้วยวิธีนี้
น่าเสียดายที่โลติดทำให้สิบขันทีขุ่นเคือง จึงถูกพาตัวกลับไปยังเมืองหลวง และเกือบมีภัยถึงชีวิต ไม่เช่นนั้นกลุ่มโพกผ้าเหลืองคงถูกจัดการเร็วกว่านี้หลายเดือนแล้ว!
“กองทัพเราจำนวนสามหมื่นคน จะปิดล้อมกงจ๋งซึ่งมีผู้คนหลายเรือนแสนได้อย่างไร? หากทัพศัตรูโจมตีเข้ามา จะทำเยี่ยงไร?”
เตียวหุยรู้สึกว่าเล่าเจี้ยงพูดไปเรื่อย มันมีหลักคนน้อยล้อมคนมากที่ไหนกัน!
“ตอนนี้กลุ่มโพกผ้าเหลืองเพิ่งพ่ายแพ้ ขวัญกำลังใจย่ำแย่ หากเราเดินทัพในเวลานี้ กลุ่มโพกผ้าเหลืองย่อมไม่กล้าออกมารบกับกองทัพของเราแน่!”
“กองทัพเราปิดสามด้านและเปิดด้านเดียว สร้างป้อมปราการที่กว้างขวาง แม้โจรโพกผ้าเหลืองออกมาสู้รบ ก็ไม่มีทางชนะ”
“ทั่วทั้งฮ่อปักมีกองกำลังทหารจำนวนมากมาเสริมไม่ขาด หากกองหนึ่งพ่ายกองหนึ่งมาเสริม จะไม่ชนะได้อย่างไร!”
เตียวหุยยังคงไม่ยอมแพ้ ถามขึ้นมาว่า “ปิดล้อมสามด้าน เปิดแค่ด้านเดียว? หากกลุ่มโพกผ้าเหลืองกรูกันหนีออกมาทางประตูเดียวล่ะ จักทำอย่างไร?”
เล่าเจี้ยงมองเตียวหุยเหมือนมองคนโง่ ในตาเปี่ยมไปด้วยความไม่พอใจ
“เจ้าฆ่าหมูมากเกินไปหรือไร? ถึงได้กลายเป็นคนสมองหมูไปแล้ว?”
“ฮ่าฮ่าฮ่า!”
เตียวหุยถลึงตามองทุกคนที่หัวเราะ เขาหันไปหาผู้บัญชาการหนุ่มอย่างแค้นเคือง และกำลังจะเปิดปากด่า
“หยุด!”
เล่าปี่เอาลูกน้องไปเก็บที่มุมห้อง และกระซิบอธิบายให้ฟังเสียงเบา
“เสบียงส่วนใหญ่ของกลุ่มโพกผ้าเหลืองอยู่ในกงจ๋ง การละทิ้งเมืองและจากไปคือการทำลายตัวเอง”
โลติดมองเล่าเจี้ยงดีขึ้นไปอีก คาดไม่ถึงเลยว่าเขาจะใจตรงกับตัวเอง
“คำพูดของผู้บัญชาการเล่าตรงกับความเห็นของข้ามาก พรุ่งนี้ขอให้ขุนพลทุกท่านตรวจนับทหาร อีกสามวันเดินทางไปยังกงจ๋ง เมื่อถึงตอนนั้นขุดคูน้ำให้กว้าง ปิดล้อมเตียวก๊กเอาไว้”
เมื่อเห็นว่าโลติดตัดสินใจแล้ว เล่าเจี้ยงก็เปิดเผยข่าวใหญ่อีกอย่างหนึ่งออกมา
“ทุกท่านอาจจะไม่รู้ แต่เตียวก๊กกำลังป่วยหนัก ความตายของเขาใกล้เข้ามาแล้ว!”
“อะไรนะ!”
ทันทีที่เขาพูดแบบนี้ ทุกคนที่นั่งอยู่ต่างตกใจ แม้แต่โลติดยังเบิกตากว้างมองผู้บัญชาการหนุ่ม
“พูดจริงหรือ?”
ความเป็นตายของเตียวก๊กสำคัญอย่างยิ่ง เขาคือเสาหลักของกองทัพโพกผ้าเหลือง หากตายขึ้นมา ต้องก่อให้เกิดคลื่นลูกใหญ่เป็นแน่!
เล่าเจี้ยงพยักหน้าอย่างหนักแน่น และส่งสายตายืนยันไปให้โลติด
“เวลาสั้นหน่อยก็หนึ่งเดือน ยาวหน่อยก็หลายเดือน เตียวก๊กจะตาย!”
โลติดก็เข้าใจทันใด และนึกถึงฉากที่ศัตรูกระอักเลือดอยู่เบื้องล่างกำแพงเมืองขึ้นมาทันที
“ไม่น่าเล่า ตอนอยู่เมืองผิงเซียงถึงหลอกข้าได้สำเร็จ เตียวก๊กผู้นี้กำลังป่วยหนักและกระอักเลือดอยู่จริง ๆ!”
“หากเตียวก๊กตาย ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องเตียวโป้กับเตียวเหลียง! หากสามคนนี้ตาย กลุ่มโพกผ้าเหลืองต้องถูกปราบปราม ใต้หล้าก็จะกลับมาผาสุก!”
เล่าเจี้ยงมองโลติดราวกับมองผู้ไร้เดียงสา พลางแอบกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ
การก่อกบฏของกลุ่มโพกผ้าเหลืองเป็นแค่จุดเริ่มต้น เจ้ายังขาดความเข้าใจในโลกของความเป็นจริง
กลียุคจริง ๆ มันจะอุบัติขึ้นหลังจากนี้…
อย่างไรก็ตาม เขาไม่กล้าพูดส่งเดช และแสดงออกว่าเห็นด้วยอย่างเต็มที่
“ถูกต้อง เราไม่สามารถเร่งรีบเพื่อความสำเร็จอย่างรวดเร็วได้ สิ่งที่เราต้องทำคือปิดล้อมกงจ๋งเอาไว้ และรอให้เตียวก๊ก ตาย”
โลติดถือจอกสุราขึ้นมา และเอ่ยยกยอเล่าเจี้ยงอีกครั้ง
“ผู้บัญชาการเล่าช่างมีสายตาเฉียบแหลมยิ่งนัก ข้าเทียบไม่ได้จริง ๆ”
“รองแม่ทัพโลติดอย่าหยอกล้อข้าอีกเลย! ท่านรองแม่ทัพวางแผนกลยุทธ์ไว้ก่อนแล้ว ข้าเพียงถ่ายทอดแทนท่านรองแม่ทัพก็เท่านั้น!”
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ผู้บัญชาการเล่าสมกับเป็นคนเก่งกล้าอัจฉริยะของราชวงศ์ฮั่นเราจริง ๆ!”
“ข้าน้อยมิบังอาจ!”
ตามคำขอของโลติด เล่าเจี้ยงได้เล่าเรื่องราวตั้งแต่จากเมืองหลวงลกเอี๋ยงมาจนถึงตัดหัวโปไฉอีกครั้ง ขุนพลทุกคนต่างเลื่อมใสผู้บัญชาการหนุ่มคนนี้มากยิ่งขึ้น
งานเลี้ยงดำเนินไปจนดึกดื่น จนกระทั่งเล่าเจี้ยงเมาจนฟุบไปกับพื้น ครั้งนี้เขาเมามากจริง ๆ
ในตอนเที่ยงวันที่สอง เด็กหนุ่มก็ค่อย ๆ ตื่นขึ้นมา
“โอ๊ย ปวดหัวชะมัด! ต่อไปจะดื่มมากขนาดนี้ไม่ได้แล้ว ใครก็ได้เข้ามาที!”
ปากทางเข้ามีข้ารับใช้สองคนเข้ามา ปรนนิบัติช่วยเล่าเจี้ยงอาบน้ำแต่งตัว ในเวลานี้เองไทสูจู้ก็เดินเข้ามา
“นายท่าน รองแม่ทัพโลติดให้ท่านไปหาเขาหลังจากที่ท่านตื่นแล้ว”
“หืม? จืออี้เองหรือ พอดีเลย เจ้าไปเรียกฮั่นเซิงกับเอ้อร์ไหลมา แล้วไปพร้อมกับข้า”
“รับทราบ”
เล่าเจี้ยงพาทั้งสามคนไปหาโลติด เขาจะอำลาจากรองแม่ทัพไปแล้ว ถึงอย่างไรก็มีเรื่องที่สำคัญกว่าต้องทำ
“คารวะรองแม่ทัพโลติด”
เล่าเจี้ยงกุมมือโค้งคำนับ
“ผู้บัญชาการเล่าไม่ต้องมากพิธีหรอก”
เล่าเจี้ยงเห็นว่าพวกเล่าปี่สามคนก็อยู่ด้วย จึงกุมมือทำความเคารพ
“พี่เล่า พี่กวน พี่เตียว”
เล่าปี่กับกวนอูคารวะกลับ มีเพียงเตียวหุยเท่านั้นที่พ่นลมหายใจแรงออกมา จนผู้เป็นนายต้องขออภัยซ้ำอีกรอบ
มาถึงตอนนี้ นักท่องเวลาเริ่มนึกถึงฉายาที่คนรุ่นหลังตั้งให้ชายหน้าหยกขึ้นมา ‘เล่าปี่ ผู้พนมมือสิบทิศ’ หากไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ เขาคงเข้าใจไปว่า… เป็นเพราะเตียวหุยทำให้เขาต้องขอโทษคนไปทั่วแน่ ๆ
ขณะที่โลติดกำลังจะพูด จู่ ๆ ทหารองครักษ์ก็เข้ามารายงาน
“รายงานท่านรองแม่ทัพ ราชทูตมาถึงเมืองแล้ว ตอนนี้กำลังรออยู่นอกจวนขอรับ”
“หืม?”