พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 6 แต่งกลอนสอนให้ใฝ่รู้อีกครั้ง
บทที่ 6 แต่งกลอนสอนให้ใฝ่รู้อีกครั้ง
“เจี้ยงเอ๋อร์ รีบมาคารวะท่านลุงซัวของเจ้าเร็ว”
“ลุงซัวของเจ้าเป็นนักปราชญ์มีชื่อเสียง ยากจะหาใครเทียบได้!”
เล่าเอี๋ยนรีบกวักมือเรียกเล่าเจี้ยงเข้ามา ซัวหยงเป็นผู้มีความรู้มากในโลกนี้ หากสามารถคำนับเป็นศิษย์เขาได้ จะเป็นประโยชน์กับบุตรชายอย่างมาก
เล่าเจี้ยงย่อมรู้อยู่แก่ใจ จึงวิ่งเหยาะ ๆ มาหาซัวหยง และโค้งตัวคำนับ
“ข้าน้อยเล่าเจี้ยง คารวะท่านลุงซัว!”
“อืม ไม่เลว!”
ซัวหยงพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม มองเล่าเอี๋ยนพลางเอ่ยชม
“มีข่าวลือว่าหลานเป็นเด็กอัจฉริยะที่หาได้ยากในรอบร้อยปี พอได้เห็นวันนี้ สมกับคำร่ำลือจริง ๆ!”
เล่าเอี๋ยนรู้สึกภูมิใจมาก ทว่ายังโบกมืออย่างเจียมเนื้อเจียมตัว
“เขาแค่แสนรู้มากไปหน่อยเท่านั้น จะสมกับฉายาเด็กอัฉริยะได้อย่างไร! ทั้งยังหายากในหนึ่งร้อยปีอีก!”
“คำทำนายของสวี่จื่อเจียงหาใช่คำเท็จ!”
“ได้ยินว่าหลานสร้างกลอนเจ็ดขึ้นมาหรือ?”
ซัวหยงมองเล่าเจี้ยงด้วยความอ่อนโยน เขาชื่นชมในพรสวรรค์ของเด็กชายไม่น้อย จึงใช้โอกาสนี้ได้ประจักษ์ดูสักครั้ง
เล่าเจี้ยงกุมมือคำนับ ก่อนเอ่ย
“ลุงสวี่เส้าให้หลานทายท่าน หลานไม่อยากล่วงเกิน จึงจงใจตอบกลับด้วย ‘โลกทั้งใบ ขุ่นมัว เหลือเพียงข้า ไพร่ฟ้า เมาเมรัย เหลือข้าตื่น’”
“ลุงสวี่ถามปณิธานของหลาน หลานตอบกลับไปว่า ‘หากมิสมถะก็มิอาจแจ้งในปณิธาน หากมิสงบก็มิอาจตรองการณ์ไกล’ ขอรับ”
ซัวหยงเองก็ตะลึงกับคำกลอนสองบทนี้เช่นกัน เนิ่นนานกว่าจะพึมพำออกมา
“หลานมีพรสวรรค์ สมกับคำเล่าลือยิ่งนัก”
“ฮ่าฮ่าฮ่า พี่ซัวหยง พี่ไม่ต้องชมเขาหรอก”
“เมื่อครู่เขายังสอนข้า ‘ในตำรา ซ่อนไว้ ซึ่งเรือนทอง ในหนังสือ มีซึ่ง กัลยา’ อยู่เลย”
“ข้าถามเขาเหตุใดถึงใช้คำว่ากัลยา เขากลับบอกข้าวิชาความรู้ไร้ขอบเขตเรียนไม่รู้จบ ยังต้องเรียนให้มาก ๆ!”
“เจ้าเด็กนี่! ไม่รู้จักผู้ใหญ่ไม่รู้จักเด็ก!”
ซัวหยงเห็นเล่าเอี๋ยนก่นด่าเล่าเจี้ยงยกใหญ่ด้วยความขุ่นเคือง ก็ส่ายหัวไปมาอย่างระอา
เล่าเอี๋ยนมองบุตรชายราวกับตำหนิ ทว่าในดวงตาล้วนเปี่ยมล้นด้วยความภาคภูมิใจ และเพียงอยากโอ้อวดพรสวรรค์ของเล่าเจี้ยงของตัวเองแค่นั้น
มีหรือนักปราชญ์ซัวหยงจะดูไม่ออก…
“หลานชาย บทกลอนสองบทนี้ยังไม่สมบูรณ์ใช่หรือไม่ ยังมีต่ออีกหรือเปล่า?”
“ใช่ขอรับ ยังมีต่อ”
เล่าเจี้ยงเหลือบมองซัวหยงอย่างเลื่อมใส สมกับเป็นนักปราชญ์ แม้จะไม่เคยสัมผัสกลอนเจ็ด แต่แค่มองแวบเดียวก็ดูออกว่ามีบทต่อไป
“หลานจะกรุณาสอนได้หรือไม่?”
“มิกล้าขอรับ ขอท่านลุงซัวโปรดชี้แนะด้วย!”
“จะร่ำรวย ไม่ต้อง ซื้อที่นา พืชธัญญา มีได้ ในหนังสือ”
“จะสร้างบ้าน ไม่ต้อง ก่อแปขื่อ ในหนังสือ ซ่อนไว้ ซึ่งเรือนทอง”
“จะเดินทาง ไม่ต้อง ถามบ่าวไพร่ รถเทียมม้า หาได้ จากหนังสือ”
“จะหาคู่ ไม่ต้อง ห่วงพ่อสื่อ ในหนังสือ มีซึ่ง กัลยา”
“เกิดเป็นชาย อยากใช้ ให้คุ้มค่า ต้องฝึกฝน หกตำรา ให้ชำนาญ”
“เป็นคำกลอนที่ดี…” ซัวหยงรีบเอ่ยถาม “มีชื่อหรือไม่?”
“คำกลอนนี้มีชื่อว่า กลอนสอนให้ใฝ่รู้!”
ซัวหยงอ่านเงียบ ๆ สองครั้ง ก่อนจะถอนหายใจออกมา
“บทกลอนสอนให้ใฝ่รู้ของหลานเป็นบทกลอนที่ไม่เคยมีมาก่อนจริง ๆ! ทว่าน่าเสียดาย… เฮ้อ”
ตอนแรกเล่าเอี๋ยนตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่บุตรชายแสดงพรสวรรค์ออกมาอีกครั้ง แต่คำว่าน่าเสียดายของซัวหยงทำให้เขางุนงงยิ่งนัก
“พี่ซัวหยง เหตุใดถึงเสียดายหรือ?”
ซัวหยงส่ายหน้าอย่างระอา ก่อนถอนหายใจสองสามครั้ง
“แม้กลอนสอนให้ใฝ่เรียนจะดีมาก ทว่าชาวนาไร้โอกาสเล่าเรียนหนังสือ มันไม่น่าเสียดายหรอกหรือ?”
เล่าเอี๋ยนมองซัวหยงอย่างแปลกประหลาด และรู้สึกเคืองอยู่ในใจ ชาวนาเหล่านี้จะเรียนหนังสืออะไรกัน?
เล่าเจี้ยงมองซัวหยงด้วยความเคารพเลื่อมใส และเอ่ยถาม
“ท่านลุงซัว ผู้คนไม่สามารถเรียนหนังสือได้หรือ?”
ซัวหยงส่ายหน้า มองเล่าเจี้ยงพร้อมกล่าว
“ความเป็นอยู่ปากท้องของผู้คนกลายเป็นปัญหา จะเอาเงินที่ไหนมาซื้อหนังสือ? ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงการเรียนหนังสือเลย”
เล่าเอี๋ยนเห็นบรรยากาศอึดอัด ก็รีบเปลี่ยนเรื่อง
“เหตุใดพี่ซัวหยงถึงมาอยู่ที่นี่ได้เล่า?”
“ข้าได้ล่วงเกินซือถู*[1] หลิวเหอ เกือบตายอยู่ในคุก!”
“โชคดีที่จงฉางซือ*[2] หลู่เฉียงช่วยขอร้องแทนข้า จึงได้รอดพ้นความตายมา ตอนนี้เลยถูกฝ่าบาทเนรเทศมาทางเหนือ”
“ไม่คิดเลยว่าหลิวเหอจะไม่ยอมปล่อยข้าไป ไล่ล่าตามสกัดข้ามาตลอดทาง เตียวก๊กก็น่าจะเป็นคนที่เขาไหว้วานมา”
“โชคดีที่จวินหลางปรากฏตัว ช่วยชีวิตครอบครัวข้าไว้! ฮูหยิน พาเอี๋ยมเอ๋อร์ออกมาเถิด ไม่เป็นอะไรแล้ว”
ซัวหยงตะโกนเรียกไปทางรถม้า พลันมีสตรีคนหนึ่งจูงเด็กคนหนึ่งเดินออกมา
เล่าเจี้ยงมองตรงไปยังเด็กหญิงคนนั้น ด้วยดวงตานิ่งค้าง
นางมีดวงตากลมโตสีดำดุจไข่มุกสองดวงฝังประดับอยู่ คิ้วโค้งมนทั้งสองบางเรียวยาว ผิวขาวใสขับดวงหน้างดงามให้นวลเด่น บอบบางชดช้อยเหมือนเทพธิดาตัวน้อยก็มิปาน
ซัวเอี๋ยม*[3] เป็นซัวเอี๋ยมจริง ๆ!
น่ารักตั้งแต่เด็กขนาดนี้ เติบโตมาจะเหลือหรือ?
“จวินหลางเป็นเจ้าเมืองลำหยงมิใช่หรือ? เหตุใดจึงมาอยู่ในที่แห่งนี้?”
คำพูดของซัวหยงเรียกสติเล่าเอี๋ยน จนรีบก้มหน้าทันที
บทสนทนาของนักปราชญ์แห่งยุคคนหนึ่งกับลูกชายอัจฉริยะ สร้างความน้อยเนื้อต่ำใจในความกระจอกของท่านเจ้าเมือง ทำให้เล่าเอี๋ยนแสดงความสามารถอย่างถึงที่สุด
“ฝ่าบาททรงแต่งตั้งให้ข้าไปเป็นผู้ตรวจการแคว้นกิจิ๋ว ด้วยเหตุนี้จึงพาครอบครัวเดินทางมาเข้ารับตำแหน่ง”
“เป็นเช่นนี้นี่เอง ยินดีด้วยจวินหลาง”
“พี่ซัวหยง ด้านหน้าไม่ไกลนี้ก็เป็นเมืองห้าวเฉิงของแคว้นกิจิ๋วแล้ว สู้พักที่นั่นก่อนเสียสองวัน แล้วค่อยออกเดินทางก็ยังมิสาย”
เมื่อเห็นเล่าเอี๋ยนเชื้อเชิญด้วยใจจริง ซัวหยงรู้สึกลำบากใจเล็กน้อย เขาอยากตอบตกลงทว่าก็ลังเล
“จวินหลาง ตอนนี้ข้าได้ล่วงเกินหลิวเหอไปแล้ว เกรงว่าจะทำให้เจ้าลำบาก!”
“พี่ซัวหยงโปรดวางใจ ข้ากับหลิวเหอเป็นเชื้อพระวงศ์ฮั่นเช่นเดียวกัน ทั้งยังมีมิตรภาพต่อกัน คาดว่าเขาไม่ทำร้ายข้าหรอก!”
“ไปเถิด พี่ซัวหยง ท่านข้าอำลากันตั้งแต่ที่ลกเอี๋ยง ไม่ได้เจอกันมานานโขแล้ว!”
“เช่นนั้น ข้าขอรบกวนเจ้าแล้ว!”
[1] ซือถู รับผิดชอบราชการฝ่ายพลเรือน อบรมสอนสั่งให้ราษฎรอยู่ในศีลธรรมจรรยา ดูแลการปกครองใกล้เคียงเฉิงเซี่ยงในอดีต แต่ไม่ได้มีอำนาจมากเท่า
[2] จางฉางซือ เป็นตำแหน่งขุนนางฝ่ายวังหลวงที่ถวายงานใกล้ชิดองค์จักรพรรดิ ต่อมาในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออกได้เปลี่ยนเป็นขันที
[3] บุตรสาวที่โด่งดังที่สุดของซัวเอี๋ยม มีนามรองว่า เหวินจี เป็นกวีและนักดนตรีที่มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์