พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 75 กำไรมหาศาลที่ทำให้เล่าเจี้ยงตื่นเต้น
บทที่ 75 กำไรมหาศาลที่ทำให้เล่าเจี้ยงตื่นเต้น
หลังจากฟังเรื่องราวต้นสายปลายเหตุที่ลิยูเล่ามาแล้ว เล่าเจี้ยงค่อนข้างเชื่ออยู่
ตั๋งโต๊ะมาจากครอบครัวร่ำรวยในแคว้นเลียงจิ๋ว ฝึกฝนพิชัยยุทธ์มาตั้งแต่เด็ก เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ก็ทำศึกกับชนเผ่าเชียงมานานหลายปี มีความกล้าหาญมาก
ร่างกายกำยำล่ำสันของตั๋งโต๊ะ แค่มองแวบเดียวก็รู้แล้วว่าไม่ใช่คนธรรมดา
แต่เมื่อเทียบกับเล่าเจี้ยงที่ฝึกฝนมาหลายปี ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน
ตั๋งโต๊ะอาศัยความอาจหาญของเขา คิดทำการใหญ่โดยไม่คำนึงถึงความเป็นไปได้ ตอนนี้มีทั้งทหารทั้งขุนพล จะทนเมินเฉยงานใหญ่ขนาดนี้ได้อย่างไร!
เมื่อเห็นตั๋งโต๊ะเอาแต่ส่ายหัวถอนหายใจ เล่าเจี้ยงอดกล่าวปลอบใจไม่ได้
“แพ้ชนะเป็นเรื่องธรรมดาในการทำศึก แม่ทัพตั๋งโต๊ะไม่ต้องเสียใจหรอก!”
คล้ายกับตั๋งโต๊ะไม่ได้ยินคำพูดของเล่าเจี้ยง ยังคงเศร้าโศกอยู่กับตัวเอง
ลิยูมองไปที่ผู้บัญชาการหนุ่มด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย ในคำพูดแฝงไปด้วยความหม่นหมองอย่างมาก
“ท่านแม่ทัพไม่รู้หรือ ผู้บัญชาการทัพกลางของราชสำนักอยู่ที่นี่ และต้องรายงานสถานการณ์ตามความเป็นจริง ครานี้สูญเสียทหารไปมาก เกรงท่านพ่อตาคงหลบหนีความตายไม่พ้น!”
ไม่มีทาง เจ้าจะตายไม่ได้! เล่าเจี้ยงตกตะลึงอยู่ในใจ เขาจะปล่อยให้ตั๋งโต๊ะตายตอนนี้ไม่ได้
ประวัติศาสตร์จะเปลี่ยนไปแบบพลิกฟ้าจนยากจะควบคุม!
แต่ทันใดนั้นก็นึกขึ้นมาได้ ในจดหมายเหตุสามก๊ก ตั๋งโต๊ะปิดล้อมเมืองเซี่ยชวีหยางมานานหลายเดือนโดยไม่สูญเสียทหารใด ๆ เพียงกลับไปพร้อมกับความล้มเหลวเท่านั้น และยังถูกลงโทษหนักอีก
หากเขาไม่ได้ติดสินบนสิบขันที จะรอดหรือไม่นั้นยังพูดยาก
ตอนนี้สูญเสียทหารไปมาก จะถูกลงโทษประหารชีวิตหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ได้
เล่าเจี้ยงกลุ้มใจอย่างหนัก เพราะเขาไม่อยากแบ่งคุณงามความดีที่ฆ่าเตียวก๊กได้ให้กับตั๋งโต๊ะ
“ตอนนี้หัวหน้าโจรโพกผ้าเหลืองเตียวก๊กตายแล้ว บางทีฝ่าบาทอาจจะอารมณ์ดี ละเว้นโทษตายให้ก็ได้!”
เล่าเจี้ยงเอ่ยหยั่งเชิงออกมาก่อน ถึงอย่างไรตั๋งโต๊ะก็มีคนอยู่ในราชสำนัก ขอแค่เต็มใจจ่ายเงิน น่าจะละเว้นโทษประหารได้!
ดวงตาเล็กของลิยูเคลื่อนไปมาสองครั้ง มองผู้บัญชาการหนุ่มตรงหน้าอย่างคาดหวัง
“ท่านแม่ทัพสร้างผลงานใหญ่เช่นนี้ พอจะแบ่งให้กับพ่อตาข้าบ้างได้หรือไม่?”
ทว่าหลังจากที่ลิยูพูดเช่นนี้ก็หน้าแดงออกมา กระทั่งตัวคนพูดยังรู้สึกไร้ยางอาย
เหตุใดเล่าเจี้ยงต้องแบ่งให้ตั๋งโต๊ะด้วย เดิมทีผู้บัญชาการหนุ่มมาที่นี่เพื่อช่วยเหลือ แต่เรากลับทิ้งอีกฝ่ายแล้วหลบหนีเสียเอง
เล่าเจี้ยงเหลือบมองเขา คิดในใจว่ากุนซือผู้นี้หน้าด้านจริง ๆ กล้าพูดออกมาได้!
ตัวเองทิ้งกองทหารแล้วหนีจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด
ตอนนี้ข้าช่วยเจ้าแล้ว ไม่เพียงแต่ให้รางวัล ยังต้องแบ่งผลงานให้ด้วย!
เมื่อเห็นท่าทางของเล่าเจี้ยง ลิยูก็รู้สึกใจฝ่อไปครู่หนึ่ง ทว่าเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหน้าด้านขอ
“หากท่านแม่ทัพไม่ช่วยเราสองคน เราสองคนตายแน่!”
ตั๋งโต๊ะสงบลงบ้างแแล้ว ก่อนเอ่ยกับเล่าเจี้ยงเสียงเบา
“ใช่แล้วน้องชาย ขอแค่เจ้าสามารถช่วยพี่ได้สักครั้ง มีอะไรสั่งการ เจ้าว่ามาได้เต็มที่เลย! พี่ติดหนี้น้ำใจเจ้าครั้งหนึ่ง!”
เล่าเจี้ยงหรี่ตา เห็นได้ชัดว่ากำลังประมาณความคุ้มค่าอยู่
น้ำใจของแม่ทัพจากบูรพาทิศมีประโยชน์อย่างแน่นอน อย่างไรในอนาคต ตั๋งโต๊ะก็จะเข้าครอบงำอำนาจราชสำนักอยู่ช่วงหนึ่ง ต้องช่วยเล่าเจี้ยงได้แน่
แต่… วันหน้าเขาจะคิดบัญชีหรือเปล่า?
ตั๋งโต๊ะไม่ใช่สุภาพบุรุษที่มีคุณธรรม แต่เป็นคนถ่อยที่ละโมบคนหนึ่งเท่านั้น
ผู้ถูกสาปแช่งสิบทิศ… คือฉายาที่คนรุ่นหลังมอบให้
จริงสิ!
ดวงตาเล่าเจี้ยงพลันเปล่งประกายขึ้นมา เขานึกถึงคนคนหนึ่ง ก่อนถามกุนซือของอีกฝ่าย
“ข้ายินดีช่วยท่านแม่ทัพตั๋งโต๊ะ เพียงแต่มีเรื่องหนึ่งที่อยากขอความช่วยเหลือจากท่านลิยู”
“ท่านแม่ทัพว่ามาได้เลย หากข้าทำได้ จะไม่ปฏิเสธแน่นอน!” กุนซือหนุ่มให้คำมั่น
“ท่านลิยูไม่ต้องทำเช่นนี้ ข้าแค่อยากรู้จักคนผู้หนึ่ง แต่ไม่มีลู่ทางเชื่อมต่อ จึงอยากขอให้ท่านช่วยแนะนำด้วย!”
“หืม? ผู้บัญชาการเล่าอยากรู้จักผู้ใดหรือ?”
ลิยูได้ฟังก็รู้สึกงุนงงมาก เขารู้จักแค่คนในบ้านเกิดเล็ก ๆ ของตัวเอง อีกทั้งเขาไม่ค่อยได้สนใจด้วย
“คนผู้นี้แซ่กา ชื่อเซี่ยง นามรองเหวินเหอ เขามาจากอำเภอกู่สาง เมืองอู่เว่ย ท่านลิยูน่าจะคุ้นเคยอยู่บ้าง!”
เล่าเจี้ยงเอามือเท้าคาง มองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าตื่นเต้น
ลิยูมองเล่าเจี้ยงด้วยสายตางุนงง แสดงท่าทีไม่แน่ใจ และไม่ตอบออกมา
“เหวินโหยว เจ้ารู้จักคนผู้นี้ไหม?”
ตั๋งโต๊ะกังวลขึ้นมา ตอนนี้บุคคลผู้นี้เกี่ยวพันกับชีวิตความเป็นตายของเขา!
เนิ่นนานกว่าบุตรเขยจะพยักหน้า
“กาเซี่ยง*[1] เป็นทายาทเจี่ยอี้ ตระกูลเจี่ยตั้งรกรากอยู่ในเมืองอู่เว่ย และเป็นตระกูลนักปราชญ์ขงจื๊อเก่าแก่ เพียงแต่เขาเป็นคนของตระกูลเจี่ยสายรอง ครอบครัวยากจนข้นแค้น ตอนนี้เขาอายุสามสิบเจ็ดแล้ว ไม่กี่ปีก่อนได้เป็นเสี้ยวเหลียน แต่เพราะป่วยจึงลาออก ตอนนี้เอ้อระเหยลอยชายอยู่ที่บ้าน”
เล่าเจี้ยงดีใจ น้ำเสียงตื่นเต้นเล็กน้อย
“ใช่แล้ว คนคนนี้แหละ! ท่านช่วยแนะนำให้ข้ารู้จักหน่อยได้หรือไม่?”
ตั๋งโต๊ะจ้องลิยูด้วยดวงตาเบิกกว้าง กลัวว่าบุตรเขยจะพูดปฏิเสธออกมา
“เฮ้อ…”
ลิยูถอนหายใจพร้อมยิ้มอย่างขมขื่น ดูเหมือนไม่แนะนำจะไม่ได้แล้ว ทางตั๋งโต๊ะคงไม่ปล่อยตัวเองผ่านไปแน่
“ท่านผู้บัญชาการมาหาถูกคนแล้ว หลายปีก่อนกาเซี่ยงเป็นหนี้บุญคุณข้าหนึ่งครั้ง คนผู้นี้ฉลาดเหนือผู้คน เดิมทีข้าคิดว่าจะใช้บุญคุณนี้ชักชวนคนผู้นี้มาอยู่กับพ่อตา”
เมื่อตั๋งโต๊ะได้ยินเช่นนี้ก็กังวลใจ ใกล้จะตายอยู่แล้วชักชวนคนมีความสามารถอะไรอีก?
“ข้ามีลูกเขยก็พอแล้ว เจ้ารีบแนะนำเขาให้ผู้บัญชาการเล่าเร็ว ๆ เถิด!”
“ช่างเถิด ในเมื่อเป็นเช่นนี้ข้าจะเขียนจดหมายให้เขามาพบท่านแม่ทัพ ทว่าท่านแม่ทัพจะเก็บคนผู้นี้ไว้หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับตัวท่านแม่ทัพเองแล้ว”
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ตกลง ขอแค่ท่านลิยูพาเขามาได้ ข้าน้อยก็พอใจแล้ว!”
เล่าเจี้ยงดีใจมาก ไม่คิดเลยว่าจะได้กำไรมหาศาลขนาดนี้!
กาเซี่ยงผู้นี้ไม่แสดงฝีมือออกมาง่าย ๆ แต่เมื่อเขาแสดงฝีมือออกมา ต้องกวาดราบใต้หล้าได้อย่างแน่นอน ซึ่งสอดคล้องกับความคิดในการบัญชาทหารของเล่าเจี้ยงมาก
อีกทั้งกาเซี่ยงยังเก่งเรื่องวางแผนร้ายด้วย หากได้รับความช่วยเหลือจากเขา หากมีคนวางแผนร้ายต่อเล่าเจี้ยง ไม่มีทางรอดพ้นสายตาเขาแน่!
ในอนาคตเรียกจูกัดเหลียง นามรองขงเบ้งมาหาอีกครั้ง เมื่อทั้งสองคนรวมตัวกัน ใครในใต้หล้าจะเป็นศัตรูด้วย!
เมื่อคิดถึงสิ่งเหล่านี้ เล่าเจี้ยงพลันยิ้มแก้มปริออกมา
“อะแฮ่ม”
ตั๋งโต๊ะกระแอมไอเบา ๆ เพื่อเตือนเล่าเจี้ยงว่าถึงเวลาต้องทำตามสัญญาแล้ว
“อืม ๆ”
เล่าเจี้ยงได้สติกลับมา ก่อนเน้นเสียงอืมออกมาสองครั้งเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอาย
“เรื่องของแม่ทัพตั๋งโต๊ะปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าเอง!”
ตั๋งโต๊ะเห็นผู้บัญชาการหนุ่มพยักหน้าตกลง ก็รู้สึกโล่งใจในที่สุด
“แบบนี้ดีจริง ๆ แบบนี้ดีจริง ๆ!”
ลิยูก้มหน้ารู้สึกเสียดายอย่างต่อเนื่อง กาเซี่ยงมีความสามารถมากขนาดนี้ ผลักไสไปให้เล่าเจี้ยงแบบนี้เลยหรือ
“ผู้บัญชาการเล่า ในความเห็นเจ้าเราควรจะกรีธาทัพบุกอย่างไรหรือ?”
เล่าเจี้ยงไม่ตอบตั๋งโต๊ะ แต่ชี้ไปยังลิยูที่อยู่ด้านข้าง
“ท่านลิยูเป็นบัณฑิตเฉลียวฉลาด ข้าจะอวดรู้วางแผนแทนได้อย่างไร!”
“เอ๊ะ” ลิยูรีบโบกมืออย่างรวดเร็ว “ข้าน้อยแค่มีความรู้นิดหน่อยเท่านั้น ไม่ค่อยเก่งในเรื่องการเดินทัพและการต่อสู้สักเท่าไร ขอเชิญท่านผู้บัญชาการเล่าชี้แนะด้วย!”
“ก็ได้ ข้าจะบอกความเห็นของข้าให้ฟัง”
เล่าเจี้ยงพยักหน้าให้ทั้งสองคน “ตอนนี้กองทัพเราเพิ่งพ่ายมา มีทหารบาดเจ็บล้มตายสาหัส โชคดีที่เตียวก๊กตายแล้ว เตียวโป้กับเตียวเหลียงต้องถอยทัพไปรักษาเมืองเซี่ยชวีหยางแน่ เราสามารถยึดอำเภอกงจ๋งได้ ตอนนี้รวบรวมกำลังพล และรอการสนับสนุน”
ตั๋งโต๊ะไม่ค่อยพอใจเล็กน้อย ตามความเห็นของเขา ตอนนี้เตียวก๊กถูกตัดหัวแล้ว ควรรีบกรีธาทัพบุกสิ
“เหตุใดไม่บุกโจมตีเตียวโป้กับเตียวเหลียงไปเลยเล่า? บุกโจมตีเข้าไปต้องชนะแน่ไม่ดีหรือ?”
‘เจ้าโง่!’ เล่าเจี้ยงสบถในใจ ทว่าปากยังคงอธิบายให้ตั๋งโต๊ะฟัง
“คราวนี้เตียวก๊กตายในสนามรบ พวกกลุ่มโพกผ้าเหลืองที่เหลือต้องมารวมตัวกันที่เมืองเซี่ยชวีหยางแน่ ทว่าทหารที่รบได้นั้นมีไม่ต่ำกว่าหนึ่งแแสนคน! พวกเรามีไม่ถึงสามหมื่นคน จะรับมือกับศัตรูได้เยี่ยงไร?”
“ยิ่งไปกว่านั้นเตียวก๊กตายในสนามรบ ทหารโพกผ้าเหลืองกลายเป็นทหารที่ลุกขึ้นต่อต้านเพราะถูกบีบ! สิ่งที่ต้องรู้คือคนที่ถูกบีบให้ลุกขึ้นมาสู้ ย่อมได้รับชัยชนะ! ดังนั้นหากเราบุกโจมตีในเวลานี้ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร!”
“ข้าได้ยินมาว่ารองแม่ทัพฮองฮูรบชนะทหารโพกผ้าเหลืองในเมืองตองกุ๋นแล้ว อีกไม่นานต้องมาเสริมกำลังที่ฮ่อปักแน่ เราแค่ต้องรอทัพของแม่ทัพฮองฮู ถึงเพลานั้นร่วมมือกัน ต้องชนะได้แน่!”
ตั๋งโต๊ะมองไปทางลิยู นัยน์ตาแฝงไปด้วยการสอบถาม
เขาต้องการโจมตีทำลายกลุ่มโพกผ้าเหลืองโดยตรง ก่อนที่ราชสำนักจะลงโทษเขา ถึงตอนนั้นจะได้ใช้ผลงานมาลดโทษได้
ลิยูส่ายหน้าเล็กน้อย สิ่งที่เล่าเจี้ยงพูดนั้นสมเหตุสมผลมาก หากเราโจมตีตอนนี้จะพ่ายแพ้มากกว่าได้ชัยชนะแน่!
“ดูเหมือนคงต้องเป็นเช่นนี้แล้ว”
ตั๋งโต๊ะพยักหน้าอย่างผิดหวัง
[1] กาเซี่ยง นักปราชญ์ที่มีประสบการณ์สูงและมีสติปัญญาเป็นเลิศ โลดแล่นอยู่ในสงครามชิงอำนาจช่วงต้นสามก๊ก เดิมเป็นคนของตั๋งโต๊ะ ก่อนจะไปเป็นกุนซืออยู่กับลิฉุยและกุยกี คนที่ได้เป็นเจ้านายของเขาก็มักอยู่ในอำนาจได้นาน ภายหลังได้รับใช้วุยก๊กของโจโฉต่อไป