พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 85 ปิดฉากกบฏโพกผ้าเหลือง
บทที่ 85 ปิดฉากกบฏโพกผ้าเหลือง
“พี่รอง อย่าพูดไร้สาระกับเขาเลย พวกเราสู้กับเขาเถิด!”
เตียวเหลียงนำคนหลายสิบคนมาอยู่ข้างเตียวโป้ด้วยสีหน้าแน่วแน่
เตียวโป้มองน้องชายอย่างไม่อยากเชื่อสายตา ในแววเนตรเปี่ยมล้นด้วยคำถาม
“ข้าให้เจ้าหนีไปมิใช่หรือ! มาที่นี่อีกทำไม!”
เตียวเหลียงฝืนยิ้มด้วยความปวดร้าวไปทั้งร่าง พลางส่ายหน้าเบา ๆ
“พี่รอง พี่ใหญ่จากไปแล้ว หากท่านจากไปอีก ข้าจะไปไหนได้อีก”
“วันนี้ น้องจะร่วมเป็นร่วมตายกับท่าน!”
ครั้นเตียวโป้ได้ยินคำพูดนี้ พลันตาแดงก่ำ น้ำตาไหลนองหน้าทันใด
พี่น้องสามคนพึ่งพาอาศัยกันมาตั้งแต่เด็ก ร่วมเป็นร่วมตายกันมาหลายสิบปี ไม่คิดเลยว่าสุดท้ายจะมีจุดจบเช่นนี้
เล่าเจี้ยงไม่ได้ใจอ่อนเพราะการคร่ำครวญของเตียวโป้ ตรงกันข้ามกลับเยาะเย้ยถากถาง
“เตียวโป้ เจ้าคิดว่าข้ามองไม่ออกหรือว่าเจ้าชักแม่น้ำทั้งห้าถ่วงเวลาอยู่? ข้าบอกเจ้าตามตรง เจ้าสองคนไม่มีใครหนีไปได้ทั้งนั้น”
“วันนี้จะเป็นวันตายของพวกเจ้าพี่น้องตระกูลเตียว!”
“เล่าเจี้ยง!”
เตียวโป้คำรามออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยว ก่อนเผยสีหน้าวิงวอนออกมา จากแม่ทัพถึงแม่ทัพด้วยกัน
“แม่ทัพเล่า พวกเราพี่น้องแพ้แล้ว ข้าเตียวโป้ยอมศิโรราบ ขอแค่เจ้าปล่อยน้องข้าไป”
“พี่รอง ไม่ต้องไปขอร้องมัน! ข้าไม่กลัวตาย”
“หุบปาก!”
เตียวโป้มองเตียวเหลียงด้วยความโกรธ เขายังจำคำไหว้วานก่อนตายของพี่ใหญ่ได้ ตอนนี้เขาต้องหาทางทำให้น้องชายมีชีวิตรอดให้ได้ เพื่อสานงานใหญ่ของกลุ่มโพกผ้าเหลืองต่อไป!
“เอาล่ะเอาล่ะ พวกเจ้าสองคนหยุดแสร้งทำเป็นซื่อได้แล้ว!”
เล่าเจี้ยงมองเล่ห์เหลี่ยมของเตียวโป้ออกอย่างทะลุปรุโปร่ง จึงรีบห้ามทั้งสองคน
“วันนี้เจ้าสองคนไม่มีใครได้ไปไหนทั้งนั้น! ลัทธิโพกผ้าเหลืองของพวกเจ้าจบสิ้นแล้ว!”
“เจ้า!”
เตียวโป้ชี้หน้าเล่าเจี้ยง ความรู้สึกโกรธเกรี้ยวได้ทำให้ดวงหน้าของเขาบิดเบี้ยวขึ้นมา
“เจ้ากล้าดวลตัวต่อตัวกับข้าหรือไม่!”
“เจ้ามองไปที่ด้านหลังตัวเองสิ ข้าจำเป็นต้องดวลเดี่ยวกับเจ้าด้วยหรือ?”
เล่าเจี้ยงเผยรอยยิ้มขี้เล่นออกมา เขาไม่มีทางดวลเดี่ยวกับเตียวโป้แน่นอน
พวกเตียวโป้สองคนมองไปด้านหลัง พบว่าตัวเองถูกล้อมไว้อย่างแน่นหนาแล้ว
ข้างกายของทั้งสองคนมีเพียงไม่กี่สิบคน และไม่รู้ว่ากองทัพใหญ่ของตัวเองเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้าง
ไทสูจู้กับจูล่งบัญชาการทหารม้าอยู่ด้านหลัง ในขณะที่ฮองตงกับเตียนอุยบัญชาการทหารราบอยู่เบื้องหน้า
บัดนี้ยากจะตีปีกบินหนีได้แล้วจริง ๆ!
“เล่าเจี้ยง พวกเราสามพี่น้องก็นับว่าสู้รบเพื่อผู้คนในใต้หล้า ยามนี้ไม่ยอมให้ข้าตายอย่างมีเกียรติหน่อยหรือ”
เตียวโป้กล่าวพร้อมด้วยน้ำตาไหลพราก อยากจะใช้วิธีนี้จูงใจให้แม่ทัพเล่าเห็นใจ
แน่นอนว่าข้าย่อมต้องขอบคุณพวกเจ้าอยู่แล้ว
เล่าเจี้ยงยิ้มในใจ หากไม่มีพวกเจ้า ราชวงศ์ฮั่นจะโกลาหลได้อย่างไร?
สงครามสามก๊กจะเริ่มต้นได้อย่างไร?
ทว่าปากไม่กล้าพูดแบบนั้นออกไป ทำได้แค่พูดคำที่ฟังดูดี น่าเกรงขามเท่านั้น
“เอาล่ะ อย่ามาใช้ลูกไม้นี้ต่อหน้าข้า! มีผู้บริสุทธิ์กี่คนแล้วที่เดือดร้อนเพราะความเห็นแก่ตัวของพวกเจ้าสามคน?”
“ตอนนี้อับจนหนทางแล้ว กลับพยายามคิดอยากมีชีวิตรอด”
คำพูดของเล่าเจี้ยงนั้นรุนแรง และไม่มีความเมตตาเลยแม้แต่น้อย
“ไอ้ชาติชั่ว! ข้าจะสู้กับเจ้าสักตั้งหนึ่ง!”
“จัดการซะ!”
เล่าเจี้ยงไม่ให้โอกาสอีกฝ่ายขัดขืนแม้แต่น้อย สั่งทหารรุมเข้าจู่โจมทันที
ไม่นาน เตียวโป้ก็ถูกจูล่งจับ เตียวเหลียงเองก็ถูกเตียนอุยจับเช่นกัน
“เล่าเจี้ยง ไอ้ขี้ขลาดตาขาว! ปล่อยเดี๋ยวนี้ มาสู้กับข้าสักสามร้อยกระบวนท่า!”
เตียวโป้ถูกมัดไว้ ทว่าปากยังคงสวดไม่หยุด ก่นด่าศัตรูมาตลอด
เพียะ!
เตียนอุยตบเข้าหน้า จนเกิดดวงดาวปรากฏขึ้นมาในตา
“เจ้าไอ้สารเลว กล้าดีเยี่ยงไร! เชื่อหรือไม่ข้าจะหักฟันแกทิ้ง!”
เตียวโป้มองเตียนอุยคนระห่ำ ก็ตกใจกลัวจนไม่กล้าพูดอะไรอีก
เขาไม่กังขาต่อคำพูดของเตียนอุยเลยแม้แต่น้อย!
เล่าเจี้ยงควบอยู่บนหลังม้า ก่อนปรายตามองเตียวโป้ที่คุกเข่าอยู่บนพื้น
“เจ้าหุบปากไปเถิด เจ้าด่าสู้ข้าไม่ได้หรอก ต่อให้เจ้าด่าข้า ข้าก็ไม่โกรธหรอก”
“เจ้า!”
ใบหน้าเตียวโป้แดงก่ำ ไม่เคยคิดเลยจริง ๆ ว่าในโลกนี้จะมีคนหน้าหนาเช่นนี้!
“เจ้าไม่รู้หรือสุภาพบุรุษไม่ใฝ่หาการวิวาทไร้ประโยชน์? บางทีเจ้าอาจจะไม่รู้จริง ๆ พวกกบฏอย่างเจ้า คงไม่เคยอ่านหนังสือหนังหาอะไรเลย”
เล่าเจี้ยงปัดฝุ่นที่อยู่บนชุดเกราะ พลางเปล่งน้ำเสียงเหยียดหยาม
“คุมตัวไป แล้วจับตาดูให้ดี ๆ”
เตียวโป้กับเตียวเหลียงถูกทหารคุมตัวเข้าไปในเมือง พวกจูล่งสี่คนเดินเข้าไปหานายท่าน และโค้งคำนับพร้อมกัน เป็นภาพที่องอาจยิ่งนัก
“ยินดีด้วยนายท่านที่สยบการก่อกบฏของกลุ่มโพกผ้าเหลืองได้”
เล่าเจี้ยงพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม ในที่สุดก็จบเสียที!
“พวกโพกผ้าเหลืองยังมิอาจสยบได้ในทันทีหรอก ทว่าบัดนี้หัวหน้าโจรถูกจัดการไปแล้ว ที่เหลือก็ไม่เป็นโล้เป็นพายอะไร”
“นายท่าน ทหารโพกผ้าเหลืองหนีไปมากกว่าครึ่ง จะให้พวกเราตามไปหรือไม่”
“ไม่ต้อง สั่งพวกทหารเก็บกวาดสนามรบ ช่วยรักษาคนบาดเจ็บ และรอแม่ทัพฮองฮูสงมาถึง ก็มอบอำนาจบัญชาการให้เขา แล้วพวกเราก็กลับลกเอี๋ยงได้!”
“ขอรับ!”
“จริงสิ แจ้งไปในเมือง คืนนี้จัดงานเลี้ยงฉลอง ให้ทหารทั้งสามทัพได้ดื่มด่ำสำราญกัน!”
“นายท่านปราดเปรื่องยิ่งนัก!”
คืนนั้น ภายในเมืองกงจ๋งเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะรื่นเริง และเสียงร้องรำทำเพลงเฉลิมฉลองสันติสุข
ตั้งแต่คนระดับสูงอย่างเล่าเจี้ยงไปจนถึงทหารธรรมดาเบื้องล่าง ต่างเฉลิมฉลองผ่อนคลายกันอย่างเต็มที่
ในที่สุดกองกำลังหลักของกองทัพโพกผ้าเหลืองก็ถูกกวาดล้าง หัวหน้าโจรสามพี่น้องเตียวก๊กถูกจัดการสิ้น!
เป็นเวลาเกือบหนึ่งปี ในที่สุดพวกเขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกได้แล้ว
สายเกาทัณฑ์ที่ตึงแน่นได้ผ่อนคลาย ทุกคนต่างดื่มด่ำจนเมามาย
เจ็ดวันต่อมา ฮองฮูสงเพิ่งนำทัพใหญ่มาถึงอย่างเชื่องช้า
เมื่อพวกเขาข้ามแม่น้ำเหลืองมาได้ไม่นาน ก็ได้ยินว่าเล่าเจี้ยงจับเตียวโป้กับเตียวเหลียงได้แล้ว ทั้งยังเอาชนะกลุ่มโพกผ้าเหลือง จึงไม่รีบเดินทัพแต่อย่างใด
“ท่านแม่ทัพฮองฮู สงครามนี้รบกวนท่านแล้ว!”
เล่าเจี้ยงกุมมือโค้งคำนับไปทางฮองฮูสง พวกเขาทั้งสองนับว่าเป็นคนรู้จักเก่ากัน
ฮองฮูสงมองแม่ทัพหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า และอดประหลาดใจไม่ได้
ครั้งแรกที่พวกเขาเจอกัน เล่าเจี้ยงวางแผนวางเพลิงกลุ่มโพกผ้าเหลือง และสังหารโปไฉ
ไม่คิดเลยว่ากลับมาพบกันอีกครั้ง เล่าเจี้ยงจะสังหารเตียวก๊กไปแล้ว แถมยังจับเป็นเตียวโป้กับเตียวเหลียงได้อีก!
ไม่เพียงแต่ทำให้ฮองฮูสงรู้สึกอุทานในใจ อีกฝ่ายช่างเป็นดั่งคลื่นลูกใหม่ในแม่น้ำแยงซีที่สาดซัดคลื่นลูกเก่าจริง ๆ!
“เดิมทีข้าอยากรั้งแม่ทัพไว้อีกสองสามวัน ทว่าทางราชสำนักให้ท่านแม่ทัพพาโจรทั้งสองกลับเมืองหลวงโดยเร็ว”
“มันเป็นงานเร่งด่วน!”
เล่าเจี้ยงไม่อยากอยู่ที่นี่นานอีก เพราะเมืองลกเอี๋ยงยังมีสิ่งที่เขาห่วงใยรออยู่
“แม้กลุ่มโพกผ้าเหลืองในฮ่อปักจะไม่ได้เรื่องได้ราวแล้ว กระนั้นยังมีโจรต่ำต้อยที่สร้างปัญหาอยู่จำนวนมาก หวังว่าท่านแม่ทัพฮองฮูจะกำจัดให้ได้มากขึ้น!”
“นี่คือหน้าที่ของแม่ทัพอย่างข้า”
ฮองฮูสงพยักหน้าอย่างจริงจัง ท่าทางเคร่งขรึมประหนึ่งกำลังให้คำสัญญากับเล่าเจี้ยง
“เช่นนั้นก็ขอวานท่านแม่ทัพฮองฮูแล้ว!”
“การไปลกเอี๋ยงหนนี้ยาวไกลนัก แม่ทัพเล่าแน่ใจหรือว่าจะนำไปแค่ทหารม้าเท่านั้น”
ฮองฮูสงชื่นชมในความไม่ละโมบของเล่าเจี้ยงอย่างมาก พูดตามหลักแล้ว เขามีตำแหน่งเป็นถึงแม่ทัพ แม้จะนำทหารม้ากลับไปบางส่วนก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องติเตียนมากมาย
เล่าเจี้ยงยิ้มอยู่ในใจ แน่นอนว่าเขาไม่ละโมบสิ่งพวกนี้หรอก
หลังจากกลับไปครานี้ เขาต้องถูกถอนออกจากตำแหน่งแม่ทัพแน่ ฉะนั้นแทนที่จะถูกยึดอำนาจทางทหารที่ลกเอี๋ยง มิสู้ส่งให้ฮองฮูสงเสียดีกว่า
“ฮ่าฮ่าฮ่า ข้าเป็นนายกองทหารม้าที่ได้รับการแต่งตั้งจากฝ่าบาท ย่อมทำได้เพียงบัญชาการได้แค่ทหารม้าเท่านั้น!”
“ข้ายังต้องขอบคุณท่านแม่ทัพที่แบ่งปันม้าเหล่านี้ให้ข้า จนสามารถรวบรวมได้ทั้งหมดตั้งห้าพัน!”
ฮองฮูสงขมวดคิ้วพลางโบกมือหยอย ๆ เขาไม่สนใจคำขอบคุณนี้เลยแม้แต่น้อย มันมีสิ่งน่าตกใจกว่านั้นเสียอีก
“ตอนนี้แม่ทัพเล่าดำรงตำแหน่งเป็นแม่ทัพหรือ!?”
“ตำแหน่งแม่ทัพนี้ข้าทำแทนในนามของตั๋งโต๊ะ หลังจากกลับไปรายงานกับฝ่าบาทที่เมืองหลวง! แม่ทัพฮองฮู ข้ามีเรื่องจะพูด แต่ไม่รู้ว่าควรจะพูดดีหรือไม่”
“แม่ทัพเล่ากล่าวมาได้เลย”
เล่าเจี้ยงเงียบขรึมลง ในใจยังคงลังเล
ในประวัติศาสตร์ ฮองฮูสงสังหารทหารโพกผ้าเหลืองไปนับไม่ถ้วน และนำซากศพมาวางทับซ้อนเป็นหอคอยสูงเพื่ออวดอ้างวีรกรรมในสงคราม เรียกว่า จิงกวน
เล่าเจี้ยงรู้สึกต่อต้านเรื่องนี้อย่างมาก แต่น่าเสียดายที่เขามิอาจออกคำสั่งฮองฮูสงได้
ช่างเถิด… ให้ถือเสียว่าเป็นการอุทิศเพื่อผู้คน
เล่าเจี้ยงถอนหายใจ ก่อนพูดออกมาแบบเสี่ยงต่อการล่วงเกินฮองฮูสงมาก
“ก่อนหน้านี้จับเชลยโพกผ้าเหลืองได้หลายหมื่นคน ข้าคิดว่าโจรโพกผ้าเหลืองเป็นเพียงแค่คนยากคนจนที่ถูกพี่น้องเตียวก๊กล่อลวง หากได้รับการสั่งสอนเสียหน่อย โทษคงไม่ถึงตาย ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพคิดเห็นอย่างไร”
ฮองฮูสงได้ยินก็มีท่าทางนิ่งงัน ก่อนรู้สึกไม่ค่อยพอใจทันที
เป็นไปตามที่เล่าเจี้ยงคาดเดาไว้แบบนั้นจริง ๆ ฮองฮูสงไม่เห็นด้วยกับความเห็นนี้อย่างยิ่ง
ในความคิดเขา โจรโพกผ้าเหลืองทุกคนสมควรตาย!
“ข้าจะลองคิดดู”
ฮองฮูสงไม่ได้โกรธในทันที ถึงอย่างไรเล่าเจี้ยงก็มีบุญคุณกับตัวเอง ทั้งยังมีคุณงามความดีในการสยบกลุ่มโพกผ้าเหลืองด้วย
“เช่นนั้น ข้าขอตัวลาก่อน แม่ทัพฮองฮูรักษาตัวด้วย”
ฮองฮูสงกุมมือ “แม่ทัพเล่ารักษาตัวด้วย”
ไม่นาน เล่าเจี้ยงนำทหารม้าห้าพันนายค่อย ๆ จากไปจนลับตา
ฮองฮูสงทอดมองไปยังทิศทางที่เล่าเจี้ยงไป ก่อนเผยรอยยิ้มเยาะเย้ยออกมา
“ฮึ่ม! แค่ความคิดของเด็ก ๆ!”