พิชิตเกมส์วันสิ้นโลก ด้วยระบบผู้กอบกู้ - บทที่ 122: นั่นคือหนังของฉัน
เมื่อกลับมาถึงร้านอาหารอีกครั้ง หลินอันมองดูหนังมนุษย์ในมืออย่างเงียบงัน ดวงตาสองข้างหรี่ลง
หนังมนุษย์ลอกคราบ: ของวิเศษธรรมดาสีขาว
ผลของวิเศษ: ไม่ทราบสาเหตุ ผิวหนังสามารถปิดกั้นการตรวจจับด้วยพลังจิตบางส่วนได้
มันบางราวกับปีกของจักจั่น ขนาดดูใกล้เคียงกับมนุษย์โตเต็มวัย ราวๆ หนึ่งเมตรเจ็ดสิบเซนติเมตร
“พี่หลิน ทำไมภารกิจของพวกเรายังไม่สำเร็จล่ะครับ? ก็เราเข้าใจแล้วไม่ใช่เหรอว่าที่นี่เกิดอะไรขึ้น?”
เกาเทียนสงสัย เขาไม่อยากจะอยู่ที่นี่อีกแม้แต่วินาทีเดียว
หลินอันเก็บหนังมนุษย์ในมือ พลางครุ่นคิด
“พวกเราแค่เข้าใจสาเหตุของปูหัวคนกับแมงมุมดูดไขกระดูก และที่มาของไข่แมงมุมเท่านั้น”
“ตอนนี้ภารกิจยังไม่สำเร็จ น่าจะเป็นเพราะหนังแผ่นนี้”
“ถ้าหากสามารถหาเจ้าของหนังแผ่นนี้เจอ...”
“นั่นคือหนังของฉันเอง”
พลันมีเสียงประหลาดกึ่งชายกึ่งหญิงดังขึ้นจากนอกร้าน
หลินอันได้ยินก็แผ่พลังจิตออกไปอย่างบ้าคลั่งในทันที คมดาบในมือเล็งไปยังทิศทางของเสียง
“ระเบิดพลัง!”
“ดวงตาพิพากษา!”
พลังงานวิญญาณ สีทองราวกับสายน้ำไหลเข้าสู่ร่างกาย พลังพุ่งสูงขึ้นถึงขีดสุด
“คน” ที่เอ่ยปากเมื่อครู่กลับสามารถปิดกั้นการรับรู้ของเขาได้ เพียงแค่ข้อนี้ก็เพียงพอที่จะทำให้หลินอันต้องทุ่มสุดตัวแล้ว
หมอกสีฟ้าจางๆ ลอยขึ้น ดวงตาสองข้างจับจ้อง
ตรวจจับไม่พบ…ในการรับรู้ว่างเปล่า!
ต้องระวัง
เกาเทียนตอบสนองช้าไปเล็กน้อย คันธนูทดกำลังในมือถูกง้างออกในทันที พร้อมที่จะยิงได้ทุกเมื่อ
“ใคร!”
หลินอันตะโกนเสียงต่ำ ในใจค่อนข้างตกใจ
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเจอสถานการณ์ที่พลังจิตใช้การไม่ได้โดยสิ้นเชิง ตั้งแต่เข้ามาในชั้นสี่ พลังจิตของเขาก็ถูกกดขี่อยู่ตลอดเวลา
“ไม่ต้องเกร็ง…”
ประตูร้านถูกผลักเปิดออก ร่างหนึ่งค่อยๆ เดินเข้ามาในร้าน
นั่นคือคนที่ประกอบขึ้นจากแมงมุมนับหมื่นนับแสนตัว
“ฉันไม่มีเจตนาร้ายต่อพวกเธอ”
เสียงประหลาด ราวกับเสียงชายหญิงผสมผสานกัน ทำให้แยกแยะเพศไม่ได้
ทุกครั้งที่พูด จะมีแมงมุมตัวเล็กๆ ร่วงหล่นลงบนพื้น แล้วก็คลานกลับขึ้นไปบนตัวจากใต้ฝ่าเท้าอีกครั้ง ราวกับทรายดูด
หลินอันนิ่งเงียบ เพียงแค่จ้องมองมันด้วยสายตาที่เย็นชา
อสูรร้ายที่ไม่รู้จักจู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า แล้วยังบอกว่าตัวเองไม่มีเจตนาร้าย?
ต่อให้ตายเขาก็ไม่เชื่อ เขายังจำซากศพมนุษย์ในครัวหลังร้านได้ดี
ราวกับจะมองออกถึงความไม่ไว้วางใจของหลินอัน มันก็กางสองมือออกอย่างเลียนแบบมนุษย์เพื่อแสดงว่าไม่มีเจตนาเป็นศัตรู
“หนังในมือของเธอเป็นของฉันจริงๆ”
“แต่ว่าเป็นของตอนที่ฉันยังมีชีวิตอยู่”
“ไม่ต้องกังวลว่าฉันจะลงมือกับเธอ”
“ตั้งแต่ตอนที่พวกเธอเข้ามา ฉันก็แอบสังเกตการณ์เธออยู่ตลอด”
เสียงเปลี่ยนไป ในที่สุดก็เปลี่ยนเป็นเสียงผู้ชายที่ฟังดูขัดๆ
“เป็นยังไงบ้าง? สนใจจะดื่มชากับฉันสักถ้วยไหม?”
“ฉันสามารถบอกเธอได้ว่าที่นี่เกิดอะไรขึ้น”
…………
ภายในรถโดยสารสีเหลือง
เด็กหนุ่มในเสื้อคลุมสีแดงทวนคำพูดเมื่อครู่อย่างยากลำบาก
“บนรถคันนั้นมีหกคน!”
“หกคนก็หกคนสิ? มีปัญหาอะไรเหรอ? รถคันนี้ของพวกเรานั่งไม่พอไม่ใช่รึไง”
เด็กหนุ่มหัวเกรียนค่อนข้างสงสัย เขาไม่เข้าใจว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าจะตื่นตูมอะไรนักหนา
เพียงแต่ เขาไม่ได้สังเกตเห็นว่าสีหน้าของคนสองสามคนบนรถซีดเผือดในทันที
“เอื๊อก”
เสียงกลืนน้ำลายดังขึ้น เด็กหนุ่มร่างกำยำที่นั่งอยู่บนกระสอบข้าวสารหันไปมองรถบรรทุกสีน้ำเงินข้างๆ อย่างแข็งทื่อ
“ตอนที่พวกเราออกเดินทางมาทั้งหมดมีสิบหกคน”
“หักท่านหลินอัน, รุ่นพี่เกาเทียน แล้วก็เด็กสาวข้างนอก พวกเราก็เหลือสิบสามคน”
เด็กหนุ่มหัวเกรียนเหลือบมองเขาอย่างดูถูก ไม่ทันสังเกตเห็นบรรยากาศที่แปลกประหลาดในรถเลย
“แกนี่พูดจาไร้สาระ ฉันนับเลขไม่เป็นรึไง?”
“บนรถพวกเราเจ็ดคน ฝั่งนั้นหกคน ก็พอดีสิบสามคนไม่ใช่เหรอ?”
“แกจะพูดอะไรกันแน่?”
ในรถเงียบกริบ
ในที่สุดก็เป็นเด็กหนุ่มในเสื้อคลุมสีแดงที่ทำลายความเงียบ
“พวกเราตายไปคนหนึ่ง…ควรจะเป็นสิบสองคนถึงจะถูก”
“บนรถคันนั้น…มีคนเกินมาหนึ่งคน…”
ครั้งนี้ถึงตาเด็กหนุ่มหัวเกรียนยืนตะลึงอยู่กับที่ เขามองตามสายตาของทุกคนไปยังรถบรรทุกสีน้ำเงินข้างๆ ทั่วร่างเย็นเฉียบ
“หรือว่า..บนรถคันนั้นไม่ได้นั่งกันเยอะขนาดนั้น พวกแกจำผิดหรือเปล่า!”
เขารู้สึกว่าข้างหลังเย็นวาบ ความไม่สบายใจอย่างรุนแรงแผ่ออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
“พวกเราขึ้นรถบรรทุกก่อน ตอนหลังนั่งไม่พอถึงได้มานั่งรถคันนี้”
“ดังนั้น…มีคนเกินมาจริงๆ…”
สิ้นเสียงพูด ทุกคนก็มองหน้ากัน ในแววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวที่ไม่อาจระงับได้
เช่นนั้นแล้ว…คนที่เกินมา…เป็นใครกันแน่!?
พวกเขาจำได้ดีว่าทุกคนล้วนรู้จักกัน ตอนที่ขนย้ายเสบียงก็อยู่ด้วยกันตลอด
“ปัง!”
รถบรรทุกสีน้ำเงินข้างๆ พลันสั่นไหว แล้วเครื่องยนต์ก็คำรามขึ้น
รถสตาร์ทติดแล้ว…มองผ่านหน้าต่างรถ เห็นเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่บนที่นั่งคนขับของรถบรรทุก แล้วก็หมุนพวงมาลัยด้วยสีหน้าที่ชาชิน
เสียงนั้นปลุกคนสองสามคนในรถโดยสารให้ตื่นขึ้น
“พวกเขาจะไปไหนกัน!?”
หลายคนรีบเกาะหน้าต่างรถมองดูรถบรรทุกที่สตาร์ทติด ในใจตกตะลึงอย่างยิ่ง
หลังจากที่รถบรรทุกสตาร์ทติดก็เลี้ยวกลับทิศทางทันที เสียงเครื่องยนต์ที่คำรามดังสนั่นถูกเหยียบคันเร่งจนสุด ความเร็วเพิ่มขึ้นถึงขีดสุด
คนขับรถที่คุ้นเคยเส้นทางเสียงสั่นเครือ
“ไป…ฐานที่มั่น! พวกเขาจะไปฐานที่มั่น!”
“นั่นคือทิศทางกลับฐานที่มั่น!”
รถบรรทุกคำรามวิ่งไปยังทางหลวง ล้อรถที่สาดน้ำฝนขึ้นมาเจือปนด้วยสีแดงจางๆ