พิชิตเกมส์วันสิ้นโลก ด้วยระบบผู้กอบกู้ - บทที่ 140: การต่อสู้ของสองขั้วอำนาจ
บรรยากาศในห้องประชุมพลันแปลกประหลาดขึ้นมาทันที
ผู้นำและผู้บริหารหลักในแต่ละสาขาทั้งสามสิบเจ็ดคน มองดูนายพลหลินจ้านที่พังประตูเข้ามาด้วยความตกตะลึง
สังหาร!?
ทั้งที่เมื่อสิบนาทีก่อน แม้แต่ท่านผู้บัญชาการจางที่ไม่เชื่อมั่นในตัวหลินอันที่สุดก็ยังไม่ได้แสดงท่าทีเช่นนี้ออกมาแม้แต่น้อย
กระทั่งในใจของคนส่วนใหญ่ แม้จะยังไม่เคยพบหน้าหลินอัน แต่ก็มีความรู้สึกที่ดีอยู่บ้าง
อย่างไรเสีย หลินอันก็สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศ สร้างความภาคภูมิใจให้แก่ประเทศจีน!
โดยไม่สนใจสายตาที่โกรธเกรี้ยวของเนี่ยผิง หลินจ้านดึงเก้าอี้ออกมานั่งลงด้วยสีหน้าเย็นชา
ชายวัยกลางคนที่รับผิดชอบด้านพลาธิการของเขตทหารลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยถามขึ้น
“ท่านนายพลหลิน คำพูดของท่านเมื่อครู่นี้ไม่แรงเกินไปหรือครับ?”
“เรายังไม่ได้ติดต่อกับหลินอันเลยแม้แต่น้อย กระทั่งเขาเป็นใครก็ยังไม่รู้…”
หลินจ้านได้ยินดังนั้นก็หันไปมองหัวหน้าฝ่ายพลาธิการของแนวป้องกันด้วยสายตาเย็นชา
“ข้าก็พูดไปแล้วไม่ใช่หรือ? หากกล้าขัดคำสั่ง ปฏิเสธที่จะมอบตราสัญลักษณ์ออกมา ค่อยลงมือสังหาร!”
“ข้าก็ไม่ได้ไม่ให้โอกาสเขานี่!”
เนี่ยผิงได้ยินคำพูดนี้แล้ว ก็รู้สึกถึงเปลวไฟแห่งความโกรธที่ไร้ชื่อลุกโชนขึ้นในใจ
เขาสูดลมหายใจลึก ลุกขึ้นยืนอย่างไม่ยอมแพ้
“หลินจ้าน! ท่านไม่คิดว่าการทำเช่นนี้มันน่าใจหายเกินไปหรือ!”
“ขัดคำสั่งก็ต้องสังหาร!?”
“ด้วยเหตุผลอะไร!”
“กฎหมายข้อไหนบัญญัติไว้! ขัดคำสั่งก็ต้องสังหาร! ต่อให้หลินอันเป็นทหาร ก็ต้องขึ้นศาลทหารพิจารณาคดีก่อน!”
“ถอยไปอีกหมื่นก้าว ต่อให้หลินอันไม่ยอมรับใช้ชาติ เราก็ต้องฆ่าเขาเลยหรือ!?”
“ข้าเนี่ยผิง หากวันไหนทำไม่ไหวแล้ว? ไม่ยอมคุมทัพแล้ว ท่านก็จะสังหารข้า ณ ที่นั้นเลยใช่ไหม!!”
เมื่อได้ยินคำพูดของเนี่ยผิง ทุกคนในที่นั้นก็รีบลุกขึ้นห้ามปราม
“ท่านนายพลเนี่ยพูดแรงเกินไปแล้วครับ! พูดแบบนี้ไม่ได้นะครับ!”
“ท่านเป็นผู้อาวุโส เป็นเสาหลักของประเทศจีน ใครจะกล้าลงมือกับท่าน? ข้าไม่ยอมคนแรก!”
ตั้งแต่บนลงล่าง ทุกคนต่างมองดูคนทั้งสองที่บรรยากาศคุกรุ่นดั่งดินปืนด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม
เนี่ยผิงและหลินจ้าน คนหนึ่งเป็นแม่ทัพเฒ่าผู้เจนศึก อีกคนเป็นสายเหยี่ยวเลือดเหล็กที่เพิ่งจะรุ่งเรืองขึ้นมา ความขัดแย้งระหว่างทั้งสองก็ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งจะเกิดขึ้นวันสองวัน
แม้ว่าปกติหลินจ้านจะแสดงท่าทีเย็นชาไปบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นเช่นนี้ในวันนี้….
หลินจ้านแค่นเสียงเย็นชา เหลือบมองเนี่ยผิงที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธ
“สังหารท่าน? ข้าไม่กล้าหรอก”
“แต่หลินอัน? มีอะไรที่ฆ่าไม่ได้?”
นับตั้งแต่ที่เขานั่งลง น้ำเสียงของเขาก็ไม่ได้เกรี้ยวกราดเหมือนเดิมแล้ว เพียงแต่หยิบรายงานบนโต๊ะขึ้นมาพูดต่ออย่างสงบนิ่ง:
“ท่านนายพลเนี่ย อันที่จริงท่านก็ได้ฟังการวิเคราะห์ของฝ่ายเสนาธิการเมื่อครู่แล้ว”
“หลินอันไม่สำคัญ เขตปลอดภัยก็ไม่สำคัญ”
“ที่สำคัญจริงๆ คือชื่อเสียงของเขตปลอดภัยแห่งแรก!”
“หากหลินอันมีเจตนาร้าย เพียงแค่ชูแขนขึ้นเรียกร้องก่อตั้งเขตใหม่ กระทั่งรับสมัครคนอย่างเอิกเกริก..”
“ตั้งประเทศ! แบ่งแยกประชาชน!”
“ล่อลวงจิตใจผู้คน! ปล่อยข่าวว่าประเทศจีนของเราใกล้จะล่มสลายแล้ว เขาหลินอันต่างหากคือความหวัง!”
“ท่านบอกข้ามาสิว่าเราควรจะจัดการอย่างไร!?”
หลินจ้านถอนหายใจเบาๆ สายตาลึกล้ำ
“พวกท่านดูถูกความหมายของชื่อเสียงเขตปลอดภัยแห่งแรกในยุคสุดท้ายนี้เกินไปแล้ว…”
“เราสามารถคาดเดาได้ว่าสิ่งที่เรียกว่าความหวัง ประกายไฟของมวลมนุษย์เป็นเพียงคำเรียกโดยรวมของเขตปลอดภัยทุกแห่ง แต่คนอื่นล่ะ?”
“พวกเขาจะคิดเพียงว่า เขตปลอดภัยที่หลินอันสร้างขึ้นคือความหวังเพียงหนึ่งเดียวที่จะมีชีวิตรอดในยุคสุดท้าย! คือเปลวไฟในความมืดมิด!”
“ใจคนดั่งสายน้ำ! หากหลินอันต้องการ เขาสามารถก่อคลื่นยักษ์ สั่นคลอนขวัญกำลังใจของประชาชนได้ในพริบตา!”
บริเวณขอบห้องประชุม ชายหนุ่มในเครื่องแบบทหารคนหนึ่งพลันเอ่ยขึ้น:
“ผมเห็นด้วยกับคำพูดของท่านนายพลหลินจ้าน”
“อันที่จริงทุกท่านต่างมองข้ามจุดหนึ่งไปโดยไม่รู้ตัว”
“ตอนนี้คำสั่งของเราไปไม่ถึงนอกเมืองหลวง ไม่มีความสามารถที่จะเข้าไปแทรกแซงภายนอกได้เลย”
“ในระยะสั้นยังพอไหว ขวัญกำลังใจของประชาชนยังยอมรับว่าเราคือฝ่ายที่ชอบธรรม”
“แล้วถ้าเวลาผ่านไปนานๆ ล่ะ? พวกท่านลืมไปแล้วหรือว่าแม้จะอยู่ภายใต้การปกครองแบบทหารที่เข้มงวดของเรา ก็มีคนจำนวนมากที่เริ่มจะเพิกเฉยต่อกฎหมาย เพิกเฉยต่ออำนาจรัฐแล้ว!?”
“นี่คือยุคสุดท้าย! พอจะจินตนาการได้เลยว่าพื้นที่อื่นจะเป็นอย่างไร”
“หลินอันสำเร็จได้ก็เพราะเกียรติยศอันดับหนึ่งของโลก ล้มเหลวก็เพราะสิ่งนี้เช่นกัน”
“หากไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ ในความหมายหนึ่งเขาก็กำลังบั่นทอนบารมีของเรา สั่นคลอนรากฐานของชาติ!”
หลินจ้านมองไปยังนายทหารหนุ่มที่มุมห้องแล้วพยักหน้าช้าๆ ก่อนจะพูดต่อ:
“ข้าได้รวบรวมคนเตรียมรับภารกิจเขตปลอดภัยก่อนที่จะมาแล้ว เชื่อว่าอีกไม่นานเราก็จะสามารถตั้งเขตปลอดภัยได้…”
“ดังนั้น ในช่องสนทนาที่จะเปิดในอีก 17 ชั่วโมงข้างหน้า ข้าก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ให้โอกาสเขา”
“เข้ามาติดต่อกับเราโดยสมัครใจ ยินดีที่จะให้ความร่วมมือมอบตราสัญลักษณ์ และเข้ามายังเมืองหลวง…”
เนี่ยผิงกวาดตามองไปรอบๆ พบว่าคนส่วนใหญ่ดูเหมือนจะถูกคำพูดของหลินจ้านโน้มน้าวแล้ว
เขาค่อยๆ นั่งลงบนที่นั่งของตนเอง แล้วเอ่ยขึ้นกับตนเองว่า:
“นับตั้งแต่เกิดยุคสุดท้ายมา ข้าก็อยู่แต่ที่แนวหน้าตลอด”
“ไม่กลัวทุกท่านจะหัวเราะเยาะ…”
“ข้า”
เนี่ยผิงหัวเราะเยาะตนเอง
“ข้ากลัวมาก ข้ากลัวว่าแนวป้องกันใต้บังคับบัญชาของข้าจะแตก ข้ากลัวว่าทหารใต้บังคับบัญชาของข้าจะต้องไปตายอีก”
“วันแล้ววันเล่า วันเวลายิ่งผ่านไปยิ่งยากลำบาก”
“ทุกท่านรู้หรือไม่ว่าอัตราการเสียชีวิตของแนวป้องกันที่หนึ่งอยู่ที่เท่าไหร่?”
เขากวาดตามองไปรอบๆ นอกจากหลินจ้านแล้ว ไม่มีใครกล้าสบตากับเขา
“22%, อัตราการเสียชีวิตในสมรภูมิของแนวป้องกันที่หนึ่งคือสองส่วน!”
“พวกท่านรู้หรือไม่ว่านี่หมายความว่าอะไร!? อัตราการเสียชีวิตในสมรภูมินี่คือวันละสองส่วน!”
“จนถึงตอนนี้ ทหารใต้บังคับบัญชาของข้าเปลี่ยนไป 3 รุ่นแล้ว! ไม่มีใครอยู่รอดถึงวันที่สิบเลยสักคน!”
อารมณ์พลุ่งพล่าน เนี่ยผิงหน้าแดงก่ำ จ้องมองหลินจ้านที่ใบหน้าสงบนิ่งอย่างโกรธเกรี้ยว แล้วเอ่ยขึ้นช้าๆ
“ข้าเคยเห็นอสูรกลายพันธุ์ อสูรกลายพันธุ์ทุกตัวสำหรับแนวป้องกันแล้วคือฝันร้าย”
“กระสุนยิงไม่ตาย ระเบิดก็ไม่โดน เราทำได้เพียงใช้ชีวิตคนเข้าไปแลก ใช้ชีวิตของทหาร! ใช้ชีวิตของผู้ปลุกพลัง!”
“ข้าไม่สนว่าหลินอันจะอาศัยกำลังของเขตทหารไหนฆ่าอสูรกลายพันธุ์ไปมากมายขนาดนั้น แต่เขาก็ต้องเคยเผชิญหน้ากับอสูรกายเหล่านี้เช่นกัน!”
“มีเพียงผู้ปลุกพลังเท่านั้นที่สามารถถ่วงเวลาอสูรกายเหล่านี้ได้!”
“คนที่สามารถนำคนใต้บังคับบัญชาของตนเอง กล้าที่จะไปต่อสู้กับอสูรกาย ข้าเนี่ยผิงนับถือเขาว่าเป็นลูกผู้ชายตัวจริง!”
“กล้าที่จะลุกขึ้นสู้ในยุคสุดท้ายนี้ กล้าที่จะไปต่อสู้กับอสูรกายเพื่อสร้างเขตปลอดภัย! กล้าที่จะรับผิดชอบให้ที่พักพิงแก่ผู้คน!”
“คนเช่นนี้ ด้วยเหตุใดจึงต้องถูกพวกเราหวาดระแวง?”
“เพียงเพราะเขาแข็งแกร่งกว่าท่าน แข็งแกร่งกว่าทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่งั้นหรือ!”
“ปัง!”
เนี่ยผิงอดไม่ได้ที่จะทุบโต๊ะลุกขึ้นยืนอีกครั้ง หลายปีมานี้เขาไม่เคยอารมณ์พลุ่งพล่านเช่นนี้มาก่อน
ไม่มีเหตุผลพิเศษอะไร เพียงแค่ในวินาทีที่หลินอันสร้างเขตปลอดภัยขึ้นมา ทหารนับไม่ถ้วนต่างพากันร้องไห้โฮ รู้สึกว่าวันเวลามีความหวังแล้ว รู้สึกว่ามีความหวังแล้ว!
ก่อนที่ประกาศทั่วโลกจะออกมา ไม่มีไฟฟ้า, ไม่มีการสื่อสาร
หลายคนต่างก็คิด
ตนเองเป็นผู้รอดชีวิตคนสุดท้ายหรือเปล่า? สถานที่อื่นกลายเป็นแดนซากศพไปแล้วหรือยัง?
ครอบครัวที่อยู่แดนไกลเสียชีวิตไปแล้วหรือยัง? พวกเรากำลังสู้ตายไปเพื่ออะไรกันแน่?
จนกระทั่งวินาทีที่ประกาศปรากฏขึ้น ทุกคนก็ตระหนักได้ว่า
พวกเขาไม่ใช่เกาะที่โดดเดี่ยวที่กำลังต่อสู้อย่างเดียวดายท่ามกลางฝูงซอมบี้เป็นล้าน!
พวกเขาไม่ใช่คนน่าสงสารที่กำลังประทังชีวิตไปวันๆ
บนแผ่นดินจีนยังมีคนที่กำลังดิ้นรนจุดประกายไฟแห่งความหวัง!
เนี่ยผิงยืนตัวตรง ก้มหน้าลงมองดวงตาของหลินจ้าน พูดทีละคำ
“พวกท่านกำลังกลัว”
“กลัวว่าเขาจะเป็นอย่างที่พวกท่านคาดการณ์จริงๆ หากเขาชูแขนขึ้นเรียกร้องแล้วจะทำอย่างไร”
“กลัวว่าหลังจากที่เขากลายเป็นความหวังในใจของผู้คนแล้ว”
“ผู้คนจะมองพวกเรา…เหล่าคนน่าสงสารบนเกาะที่โดดเดี่ยวนี้อย่างไร”
“กลัวว่าจะมีคนแข็งแกร่งกว่าพวกท่าน”
“กลัวว่าเขาจะ…แย่งชิงทุกอย่างที่พวกท่านมีอยู่ในตอนนี้ไป!”