พิชิตเกมส์วันสิ้นโลก ด้วยระบบผู้กอบกู้ - บทที่ 166: เรากินธัญพืช พวกมันกินเรา
ซากศพเคยเห็นกันมาแล้ว แต่กองศพที่สูงเป็นภูเขานั้น…
ในบรรดาผู้คนที่อยู่ ณ ที่นี้ เกรงว่าจะมีเพียงหลินอันที่เคยเห็นภาพเช่นนี้มาแล้วครั้งหนึ่งตอนเข้าเมือง
เมื่อร่างไร้วิญญาณของเพื่อนมนุษย์กองทับถมกันจนเป็นภูผา ทุกใบหน้าก็ยังคงเปี่ยมไปด้วยความโกรธแค้นและไม่ยอมจำนนก่อนสิ้นลมหายใจ สำหรับผู้รอดชีวิตจากฐานที่มั่นและเขตพักรถแล้ว ภาพตรงหน้าส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างรุนแรง
หลินอันพินิจพิจารณากองภูเขาศพสูงกว่าหกเมตรเบื้องหน้าอย่างเงียบงัน ความสูงระดับนี้เทียบเท่ากับตึกสองชั้น รอบนอกสุดของกองศพคือทหารในเครื่องแบบซึ่งบนร่างเต็มไปด้วยรอยกัดที่หนาแน่น ชั้นในคือชาวบ้านธรรมดาที่ปะปนไปกับร่างของเด็กจำนวนไม่น้อย
เห็นได้ชัดว่ากองภูเขาศพนี้ถูกกองขึ้นอย่างจงใจและมาจากคนสองกลุ่ม ศพที่อยู่ด้านในสุดเน่าเปื่อยแล้ว ไม่สอดคล้องกับกลิ่นดินปืนที่เหลียงเส่ากวงได้กลิ่นมาก่อนหน้านี้ ปืนไรเฟิลที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นแทบทั้งหมดถูกเจาะรู บนพื้นยังมีร่องรอยการระเบิดของระเบิดมืออยู่ไม่น้อย
หนูจำนวนไม่น้อยที่ซ่อนตัวอยู่ในกองภูเขาศพคลานออกมาจากหูของเด็กและสตรี ขนที่เหนียวเหนอะหนะของพวกมันเปรอะเปื้อนไปด้วยมันสมอง ไม่มีศพใดที่สมบูรณ์เลย อย่างน้อยในขอบเขตที่สังเกตได้ สมองของศพที่อยู่ชั้นนอกสุดล้วนถูกควักออกไปหมดสิ้น สำหรับฝูงหนูซอมบี้แล้ว กองภูเขาศพนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับเนยแข็งรสเลิศ
“จี๊ดๆ!”
เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของมนุษย์ภายนอก หนูดำดวงตาแดงก่ำก็กรีดร้องพุ่งเข้าใส่กลุ่มคน หนูซอมบี้กลุ่มนี้มีขนาดใหญ่ขึ้นไม่น้อย ดูท่าจะติดเชื้อไวรัสกันหมดแล้ว ทุกคนต่างตื่นตระหนก พวกเขายังไม่ทันได้สติจากความตกตะลึง
“ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!”
หลินอันค่อยๆ ลดแขนลง แสงสีเงินในดวงตาวาบผ่านไป หมอกเลือดระเบิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อไม่มีความสามารถพิเศษของอสูรกลายพันธุ์ หนูซอมบี้ระดับต่ำสุดกลุ่มนี้ก็กลายเป็นหมอกเลือดในชั่วพริบตา
เสียงในหน่วยสื่อสาร
“พี่หลิน…ทำไมพวกเขาไม่หนี?”
จางเถี่ยและเกาเทียนหน้าเขียวคล้ำยืนอยู่ข้างหลังหลินอัน พวกเขาไม่เข้าใจว่าทำไมที่นี่ถึงมีศพมากมายขนาดนี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นกองทัพ แต่ทำไมถึงหนีไม่ได้
หลินอันหลังจากดูกสภาพแวดล้อมในที่เกิดเหตุแล้วก็เอ่ยขึ้นอย่างสงบนิ่ง:
“เหยื่อล่อ เหมือนกับแผ่นกาวดักหนู”
“ผู้รอดชีวิตในยุ้งฉางกลุ่มแรกหลังจากตายก็กลายเป็นซอมบี้ ซากศพจำนวนเล็กน้อยถูกหนูกิน หนูหลังจากติดเชื้อไวรัสซอมบี้ก็มีสติปัญญาในระดับหนึ่ง เพราะเหตุผลที่ไม่ทราบแน่ชัดจึงได้กำเนิดราชันย์หนูกลายพันธุ์และอสูรกลายพันธุ์รูปร่างมนุษย์ขึ้นมารวมกัน อสูรกายเหล่านี้เลือกที่จะฝังศพไว้”
เขายื่นมือชี้ไปยังหลุมลึกภายในกองภูเขาศพ ศพข้างในเน่าเปื่อยและหมักหมมแล้ว
“พวกมันใช้ยุ้งฉางเป็นเหยื่อล่อ เหมือนกับเนยแข็งบนแผ่นกาวดักหนู กองทัพกลุ่มที่สองพาผู้รอดชีวิตมาพบที่นี่ ด้วยความประมาทพวกเขาพบเพียงซอมบี้ที่กระจัดกระจาย ทหารรับผิดชอบเฝ้าระวังขณะที่ผู้รอดชีวิตก็ขนย้ายอาหารด้วยความดีใจอย่างบ้าคลั่ง”
“จากนั้น…”
หลินอันเหลือบมองร่องรอยการต่อสู้บนพื้น สังเกตเห็นว่ายุ้งฉางใกล้ๆ ถูกชนจนพังเสียหาย
“【ราชันย์หนู】ปรากฏตัวขึ้นเพื่อดึงดูดอำนาจการยิงของกองทัพ ผู้คนรวมตัวกันโดยอัตโนมัติเพื่อซ่อนตัวอยู่ในวงล้อมป้องกันของทหาร อาวุธธรรมดาฆ่าราชันย์หนูที่เป็นร่างรวมไม่ได้ ทำได้เพียงมองดูมันสังหารกองทัพชั้นนอกอย่างช่วยไม่ได้ แล้วฝูงหนูก็ปรากฏตัวขึ้นล้อมพวกเขาไว้จนหมดหนทางหนี…”
“บางทีกองทัพอาจจะสามารถแยกย้ายกันหนีไปได้บางคน แต่ข้างหลังพวกเขาคือชาวบ้านที่ไม่มีอาวุธ วงล้อมป้องกันจึงแคบลงอีกครั้ง แม่กอดลูก คนเหยียบคน คนเบียดคน…เมื่อ【อสูรรถถัง】ปรากฏตัว มันก็ได้ดับความหวังสุดท้ายของพวกเขาลงโดยสิ้นเชิง”
ไม่มีอะไรน่าประหลาดใจ ไม่มีอะไรพลิกผัน
ตัวอย่างเช่นนี้ในชาติก่อนเกิดขึ้นมานับครั้งไม่ถ้วน เมื่ออสูรกลายพันธุ์มีสติปัญญาขึ้นมาบ้าง พวกมันก็จะเริ่มล้อมกรอบและวางกับดัก กับดักนั้นหยาบมากจนหลินอันสามารถนึกภาพออกว่าหนูกลุ่มนี้ก็แค่เลียนแบบมนุษย์ลากธัญพืชออกมาแล้วกระจัดกระจายอยู่บนพื้นอย่างไม่ใส่ใจ ผู้รอดชีวิตที่หิวโหยถูกอาหารตรงหน้าทำให้สติเตลิดไป ราวกับหนูตะกละที่พุ่งเข้าไปในแผ่นกาวดักหนู
เกาเทียนสายตาซับซ้อน ร่างกายแข็งทื่อเอ่ยถามหลินอัน:
“พี่หลิน…แต่พวกมัน…ทำไมต้องกองศพไว้…”
หลินอันสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลงถามกลับไป:
“ทำไมถึงไม่กองล่ะ? ท่านไม่คิดหรือว่ากองภูเขาศพตรงหน้าคล้ายกับกองธัญพืชในยุ้งฉาง”
“เราเก็บธัญพืช พวกมันเก็บเรา…”
หลินอันพูดจบสีหน้าก็ลึกล้ำ ตบไหล่เกาเทียน:
“ท่านควรจะดีใจ ที่พวกมันยังไม่ฉลาดพอจะรู้ว่าต้องขนเข้าโกดังเพื่อกันบูด แบบนั้นรสชาติจะดีกว่านี้”
เกาเทียนมองดูเด็กที่มันสมองถูกควักออกไป ใบหน้าที่ถูกกัดกินจนหมดก็อดไม่ได้ที่จะก้มลงอาเจียนแห้งๆ
แตกต่างจากคนอื่นๆ ที่ยังคงอยู่ในอารมณ์คลื่นไส้ตกตะลึง หลินอันกลับสนใจมากกว่าว่ากองทัพนี้โผล่มาจากไหน
แถวนี้ไม่มีเขตทหาร แต่ทหารเหล่านี้ยังพาผู้รอดชีวิตมาด้วย หากเป็นการออกมาหาเสบียงก็ไม่จำเป็นต้องพาตัวถ่วงมาด้วย เช่นนั้นก็มีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวคือหนีออกมา ที่มั่นที่ไม่รู้จักแห่งหนึ่งซึ่งรวบรวมผู้รอดชีวิตจำนวนมากไว้ถูกตีแตกแล้ว
จำนวนทหารตรงหน้าไม่น้อย แต่หลินอันไม่เห็นศพของผู้ปลุกพลัง ต่อให้เคยมีก็คงถูกกินจนหมด และเมื่อคิดดูแล้วจำนวนก็คงไม่มากนัก นี่ไม่สมเหตุสมผล
นับคร่าวๆ จำนวนศพมีกว่า 1,300 ร่าง ในจำนวนนี้มีทหารกว่า 600 นาย ตามสัดส่วนผู้ปลุกพลังปกติแล้ว ที่นี่อย่างน้อยต้องมีผู้ปลุกพลัง 6 คนขึ้นไป นี่ยังไม่นับว่าโอกาสที่ผู้ปลุกพลังจะปรากฏตัวในกองทัพนั้นสูงกว่าคนธรรมดาทั่วไป
อาวุธเป็นแบบมาตรฐานเดียวกัน แต่จำนวนกระสุนมีไม่มากและไม่มีอาวุธหนัก แสดงว่าตอนที่พวกเขาหนีนั้นเร่งรีบอย่างยิ่ง ไม่ใช่แบบที่ซอมบี้ทะลวงแนวป้องกันซึ่งให้เวลาในการตอบสนอง และผู้ปลุกพลังเดิมควรจะอยู่ข้างหลังทั้งหมดเพื่อรับผิดชอบขัดขวาง…
หรือว่าจะมีอสูรกลายพันธุ์ที่แข็งแกร่งบางตัว?
หลินอันมองไปยังทางออกอีกด้านของสถานีขนถ่ายธัญพืชทางทิศตะวันออก ตรงทางออกมีรถทหารสีเขียวจอดอยู่สามคัน แสดงว่าที่มั่นอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ เวลาเสียชีวิตของศพคือสองวันก่อน กระเพาะอาหารที่ถูกผ่าเปิดออกแทบไม่มีอาหารเลย ในน้ำย่อยยังคงมีเศษบิสกิตอัดแท่งที่ยังย่อยไม่หมดหลงเหลืออยู่เล็กน้อย เมื่อรวมกับความเร็วในการเดินของรถที่บรรทุกคนธรรมดาซึ่งไม่เกิน 17 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแล้ว ที่มั่นแห่งนั้นก็ควรจะอยู่ชานเมืองว่างเจียน ซึ่งห่างจากที่นี่ประมาณ 60 กิโลเมตร
หลินอันสายตาครุ่นคิด รอจนกว่าจะนำธัญพืชชุดนี้กลับไปแล้วค่อยนำทีมไปตรวจสอบ ฐานทัพทหารที่ไม่ปรากฏบนแผนที่หรืออาจจะเป็นเขตปลอดภัยที่สร้างขึ้นชั่วคราว ที่นั่นย่อมต้องมีอาวุธจำนวนมากหลงเหลืออยู่ กระทั่งยังมีอาวุธหนักอีกด้วย การที่ทหารหนีออกมาได้ถึง 600 นาย หมายความว่าอย่างน้อยที่นั่นต้องมีกองกำลังระดับกองพันขึ้นไปประจำการอยู่ เมื่อเทียบกับฐานทัพทหารที่ปรากฏบนแผนที่ของเขตสงครามว่างเจียนที่วางแผนไว้ก่อนหน้านี้แล้ว สถานที่แห่งนี้ย่อมใกล้กว่ามาก
และ…หากกองทัพที่นั่นล่มสลายไปแล้ว ก็จะช่วยลดความยุ่งยากลงได้มาก เขาต้องการอาวุธจำนวนมากเพื่อติดอาวุธให้กองกำลัง แต่ฝ่ายทหารคงไม่อนุญาต และยิ่งไม่น่าจะยอมทำการค้ากับเขาด้วย…