พิชิตเกมส์วันสิ้นโลก ด้วยระบบผู้กอบกู้ - บทที่ 172: ของขวัญเต็มคันรถ
ทันทีที่ขบวนรถบรรทุกปรากฏขึ้นในสายตา พลยามบนกำแพงของฐานที่มั่นก็รีบส่งสัญญาณเตือน
“ทุกคนเตรียมพร้อม!”
หน่วยผู้ปลุกพลังที่รับผิดชอบแนวป้องกันได้เปลี่ยนผลัดไปแล้ว
ผู้ปลุกพลังเจ็ดนาย พร้อมด้วยคนธรรมดาหนึ่งร้อยสี่สิบคน กระจายกำลังอยู่บนกำแพงเมืองที่สร้างขึ้นอย่างง่ายๆ เพียงแต่เพื่อวางแผนตำแหน่งของกำแพงพลังจิต กำแพงดินเดิมจึงถูกรื้อถอนไปไม่น้อย
ภายใต้การจัดการของอันจิ่งเทียน ระบบป้องกันของฐานก็รัดกุมขึ้นกว่าเดิมมาก
“ทำไมมีรถบรรทุกใหญ่เยอะขนาดนี้? แล้วยังเป็นป้ายทะเบียนของว่างเจียงทั้งหมดเลย!?”
ที่เห็นคือรถบรรทุกหนักแปดล้อเจ็ดคันเรียงกันเป็นทิวแถวอย่างเป็นระเบียบ ด้านหลังดูเหมือนจะยังมีรถตามมาอีกหลายคัน
ผู้ปลุกพลังสายเสียงคนหนึ่งเตรียมจะใช้ทักษะขยายเสียงของตนเพื่อสั่งให้ขบวนรถหยุด
อันจิ่งเทียนได้ออกกฎระเบียบการเฝ้าระวังใหม่ให้พวกเขา
ยกเว้นแต่จะเป็นรถที่ออกจากฐานที่มั่นหลงอัน ยานพาหนะและบุคลากรภายนอกอื่นๆ ทั้งหมด จะต้องลดความเร็วและลงจากรถที่ระยะหนึ่งกิโลเมตร แล้วให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของฐานเข้าไปเจรจา
วิธีนี้จะช่วยป้องกันการจู่โจมจากผู้ไม่ประสงค์ดีได้อย่างดีที่สุด
เพราะในสถานการณ์ปัจจุบัน ระยะทำการของทักษะที่ไกลที่สุดของผู้ปลุกพลังก็ไม่เกินหนึ่งร้อยเมตร
แม้ว่าการทำเช่นนี้จะยังมีช่องโหว่ด้านความปลอดภัยอยู่มาก แต่ในฐานะฐานที่มั่นที่เพิ่งสร้างเสร็จได้เพียงวันเดียว ก็ทำได้เพียงเท่านี้ไปก่อน
ผู้ปลุกพลังสายเสียงจำได้แม่นยำว่า เมื่อบ่ายวานนี้ก่อนที่หลินอันจะออกเดินทาง เขาขับรถไปเพียงสี่คัน และในนั้นไม่มีรถบรรทุกหนักแบบนี้อย่างแน่นอน
เพียงแต่บนรถบรรทุกดูเหมือนจะบรรทุกสัมภาระมาเต็มคันรถ ไม่รู้ว่าเป็นขบวนรถมาจากที่ใด
“ขบวนรถข้างหน้า! หยุดทันที…”
เสียงที่ได้รับการเสริมพลังยังไม่ทันได้เปล่งออกมาจนสุด ผู้ปลุกพลังอีกคนข้างๆ ที่มีทักษะเสริมความแข็งแกร่งของดวงตาเหยี่ยวก็รีบดึงเขาไว้
“ไม่ต้องตะโกนแล้ว! ฉันเห็นรถโดยสารสีเหลืองคันนั้นของฐานเราแล้ว!”
ผู้ปลุกพลังสายเสียงยืนตะลึงอยู่กับที่ เพียงชั่วครู่ที่ขบวนรถเลี้ยวโค้ง ก็เผยให้เห็นตัวถังรถโดยสารที่คุ้นเคย
เหตุใดเพียงวันเดียว ท่านหลินอันถึงได้กลับมาอีกแล้ว?
ครั้งนี้ยังนำรถกลับมามากมายขนาดนี้…
…
ที่ประตูใหญ่ของฐานที่มั่น ผู้คนเบียดเสียดกัน เสียงพูดคุยด้วยความอยากรู้อยากเห็นดังเซ็งแซ่
“ท่านหลินอันกลับมาได้ยังไง? ท่านเพิ่งจะไปเมื่อบ่ายวานนี้ไม่ใช่เหรอ?”
นักเรียนสองสามคนที่เกาะกลุ่มกันอยู่เขย่งปลายเท้า มองหลินอันที่ลงจากรถและกำลังพูดคุยอะไรบางอย่างกับอันจิ่งเทียนด้วยสีหน้าสงสัย
“ทำไมล่ะ นายไม่อยากให้ท่านกลับมาหรือ?”
“ก็คงจะไปเอาเสบียงกลับมาก่อนกำหนดนั่นแหละ”
เพื่อนข้างๆ มองเขาด้วยความประหลาดใจ สายตาเอาแต่สำรวจยอดรถบรรทุกที่คลุมด้วยผ้าใบกันน้ำ
ผู้คนกระซิบกระซาบกัน มองรถบรรทุกที่ติดป้ายทะเบียนว่างเจียงด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“กลับมาก่อนกำหนด…เป็นเพราะเรื่องช่องสนทนาหรือเปล่า? มีเรื่องสำคัญอะไรต้องประกาศเหรอ? ฉันเห็นคนมากมายกำลังตามหาพวกเราอยู่…”
“ต่อให้เร็วแค่ไหนก็ไม่น่าจะกลับมาในวันเดียวได้นะ คราวที่แล้วพวกเราออกไปเจ็ดแปดหน่วย ใช้เวลาสามสี่วันถึงจะได้อาหารกลับมานิดหน่อย…”
“ฉันว่าน่าจะเอาปูน ทรายอะไรพวกนั้นกลับมา ไม่ใช่ว่าเราจะสร้างกำแพงเมืองใหม่เหรอ?”
นักศึกษาสาขาสถาปัตยกรรมพูดอย่างมั่นใจ เขาชี้ให้เห็นว่ายางรถบรรทุกยุบตัวลงจนเกือบแบน
ถ้านี่เป็นเสบียงอาหาร มันจะต้องมีมากขนาดไหนกัน? มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นวัสดุก่อสร้าง
“เป็นไปได้ ไม่แน่อาจจะไปเจอผู้รอดชีวิตที่ไซต์ก่อสร้างไหนสักแห่ง พอดีเลยได้ขนวัสดุกลับมาสร้างฐาน”
“นายไม่เห็นเหรอว่าคนแปลกหน้าที่ลงจากรถดูเหมือนคนงานเลย?”
“ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นคนที่ท่านไปรับมาจากแถวนี้…”
“พรึ่บ!”
ผ้าใบถูกเปิดออกพร้อมกัน ไขข้อสงสัยของทุกคนได้ในทันที
เมื่อผ้าใบที่คลุมอยู่บนกระสอบถูกเปิดออก กองข้าวสารน้ำมันที่บรรจุเป็นกระสอบๆ ซ้อนกันเป็นภูเขา ก็ปรากฏสู่สายตาของทุกคน
“ให้ตายสิ ไม่ใช่ปูน! แต่มันคือเสบียงอาหาร!”
“เยอะขนาดนี้..! ฉันว่าพอให้พวกเรากินได้เป็นปีเลยนะ..”
“พระเจ้าช่วย ยังมีอาหารกระป๋องอีกเยอะแยะเลย แถมยังมีเนื้อแช่แข็งด้วย!”
“โอ้โห! ฉันยังเห็นขนมหวานช็อกโกแลตอีกครึ่งคันรถ!”
กลุ่มคนที่เดิมทีกำลังคิดว่าหลินอันคงจะนำปูนและทรายกลับมา ต่างตื่นเต้นดีใจอย่างสุดขีด
พวกเขาเดิมทีคิดว่าการที่หลินอันนำทีมกลับมาในวันเดียว คงจะมีเรื่องอื่นที่ทำให้ต้องยุติการค้นหาเสบียง
เพราะจุดเสบียงที่ใกล้ที่สุดล้วนอยู่ไกล การกำจัดซอมบี้และขนย้ายเสบียงล้วนต้องใช้เวลา
เว้นเสียแต่ว่าหลินอันจะสามารถไปถึงที่หมายแล้วสังหารซอมบี้และอสูรกลายพันธุ์ทั้งหมดได้ในพริบตา จากนั้นก็ลงจากรถแล้วเริ่มขนย้ายทันที…
ดังนั้นพวกเขาจึงไม่เคยคิดเลยว่าจะได้เสบียงอาหารกลับมามากมายขนาดนี้
หลินอันไม่ได้สนใจฝูงชนที่กำลังดีใจจนเนื้อเต้น
ในวันสิ้นโลกนี้ ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นไปกว่าการได้เห็นเสบียงอาหารเต็มคันรถอีกแล้ว
เสบียงอาหารสำรองของสถาบันก่อนหน้านี้มีไม่มากนัก
หากไม่ใช่เพราะเขามาถึงแล้วนำเอาเสบียงอัดแท่งสำหรับทหารและอาหารกระป๋องในแหวนมิติออกมา ตั้งแต่เมื่อวานซืนทุกคนก็คงต้องเริ่มอดอยากกันแล้ว
สถานที่ค้นหาเสบียงในบริเวณใกล้เคียงถูกขนย้ายไปจนหมดสิ้นแล้ว สถานที่อื่นๆ ล้วนมีอสูรกลายพันธุ์ยึดครองอยู่
ก็ไม่แปลกที่นักเรียนกลุ่มนี้จะสงสัยว่าเขาได้นำเสบียงกลับมาหรือไม่
เพราะในความคิดที่ฝังหัวของพวกเขา ห้างสรรพสินค้าและยุ้งฉางที่ถูกสำรวจในบริเวณใกล้เคียง ล้วนมีซอมบี้และอสูรกลายพันธุ์จำนวนมาก
ในความคิดของพวกเขา ต่อให้เขาจะเก่งกาจเพียงใด ก็ต้องค่อยๆ กำจัดซอมบี้
กระทั่งในการออกเดินทางครั้งนี้ แผนการเดิมก็ไม่ได้พิจารณาที่จะไปขนย้ายอาหารที่ยุ้งฉางด้วยซ้ำ
เพราะมีอสูรกลายพันธุ์ที่ไม่รู้จักอยู่ เส้นทางที่ฐานวางแผนไว้แต่เดิมยังคงเป็นการไปยังสถานที่สองสามแห่งที่แม้จะไกล แต่ก็สำรวจสถานการณ์มาแล้วจะดีกว่า
เสียเวลาหน่อย ดีกว่าเกิดอุบัติเหตุแล้วมีคนตาย
เพียงแต่หลินอันขี้เกียจเสียเวลา นี่เป็นเพียงสถานที่แห่งที่สอง เขาก็มุ่งตรงไปยังยุ้งฉางที่อันตรายที่สุดทันที
และอีกอย่าง…หากจะว่ากันตามจริง
หากเขาไม่ได้แลกฝักดาบมาล่วงหน้า จนได้รับผลของประกายดาบ
ราชันหนูที่ยุ้งฉางนั่นก็คงจะรับมือได้ยากอยู่บ้าง
เมื่อเทียบกับความแข็งแกร่งของหนอนทรายแล้ว ราชันหนูที่รวมตัวกันก็ไม่ได้อ่อนแอไปกว่ากันเลย
หากไม่มีประกายดาบสังหารราชันหนูในพริบตา ก็ต้องมีคนบาดเจ็บล้มตายอย่างแน่นอน
หลินอันมองไปยังเหล่านักเรียนที่หนาแน่น แล้วส่งสัญญาณให้เกาเทียนกล่าวสุนทรพจน์ตามที่ตนได้สั่งไว้
เกาเทียนพยักหน้ารับ ก่อนจะกระโจนขึ้นไปบนหลังคารถแล้วประกาศก้อง:
“ท่านหลินอันบอกว่า! ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โควตาอาหารของทุกคนจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า!”
“คืนนี้ที่ลานกว้างจะมีงานเลี้ยงฉลอง! อาหารมีให้กินไม่อั้น! เพื่อฉลองความสำเร็จของภารกิจในครั้งนี้!”
“และท่านหลินอันยังบอกอีกว่า รออีกหนึ่งเดือน ทุกคนจะสามารถประกาศตามหาญาติในนามของฐานได้อย่างอิสระ!”
“ขอเพียงเป็นญาติสายตรงหรือไม่เกินสี่คน ก็สามารถเข้าร่วมฐานของเราได้โดยไม่มีเงื่อนไข!”
ข่าวที่สองที่เกาเทียนประกาศมีเพียงคนที่อยู่บนรถเท่านั้นที่รู้ ผู้รอดชีวิตในฐานยังไม่ทราบ
เมื่อพิจารณาว่าหลายคนไม่กล้าพูดในช่องสนทนาภายใต้แรงกดดันจากภัยคุกคามถึงชีวิต หลินอันจึงตัดสินใจแจ้งให้ทุกคนทราบโดยตรงเพื่อลดความยุ่งยาก
ไม่ใช่แค่นักเรียนที่อยากตามหาญาติ หลายคนก็อยากจะ “อวด” ในช่องสนทนาเช่นกัน
ทั่วโลกกำลังตามหาฐานที่มั่นหลงอัน ในช่องสนทนาเต็มไปด้วยเสียงร้องขอความช่วยเหลือหรือเสียงคร่ำครวญถึงความทุกข์ยาก
เมื่อเทียบกันแล้ว ฐานที่มั่นหลงอันปลอดภัยไร้กังวล อาหารอุดมสมบูรณ์ ทำให้พวกเขารู้สึกเหนือกว่าอย่างบอกไม่ถูก
“หัวหน้าหลิน ฉันว่าสายตาที่คนในฐานกลุ่มนี้มองหัวหน้าแทบจะเป็นประกายดาวแล้ว”
จางเถี่ยเปิดใช้ร่างหมี ยืนอยู่บนหลังคารถราวกับเครื่องจักรขนย้าย โยนกระสอบเสบียงลงมาอย่างรวดเร็ว
“รู้สึกเหมือนพวกเขา…ลืมไปแล้วว่าเมื่อวานหัวหน้ายังฆ่าคนอยู่เลย…”
“สายตาที่มองหัวหน้าเหมือนมองพ่อแท้ๆ เลย…”
ขณะที่โยน หมีดำก็ขยิบตาเป็นนัยให้หลินอัน มองไปยังนักเรียนหญิงข้างๆ ที่ลอบมองหลินอันอยู่บ่อยครั้ง
ฝูงชนราวกับมดที่ช่วยกันขนย้ายอาหารอย่างร่าเริง หลายคนเมื่อมองมาที่หลินอันก็ลดความหวาดกลัวลงไปบ้าง เปลี่ยนเป็นความรู้สึกขอบคุณอย่างประหลาด
“เป็นเรื่องปกติ พระเดชและพระคุณต้องใช้คู่กัน”
หลินอันตอบกลับในช่องสื่อสารของทีมอย่างสงบ:
“เมื่อความกลัวและความเกรงขามถึงระดับหนึ่ง มันก็จะกลายเป็นความเคยชิน”
“พวกเขาจะยอมรับทุกอย่างนี้โดยปริยาย”
“เหมือนกับอำนาจของพวกนาซีในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง”
“ในเวลานี้ขอเพียงฉันสามารถนำอาหารกลับมาได้ ให้ผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ”
“ในใจของพวกเขาก็จะเกิดความแตกต่างอย่างรุนแรงขึ้นมาเอง ซึ่งจะดีกว่าการใช้นโยบายประนีประนอมกับพวกเขามาโดยตลอด”
“ความเมตตาและความดีงามต้องเปรียบเทียบจึงจะเห็นผล”
หลังจากหลินอันอธิบายจบอย่างเรียบง่าย เขาก็พาเกาเทียนและอันจิ่งเทียนกลับไปยังใจกลางของฐานที่มั่น
ทิ้งจางเถี่ยไว้ที่นี่ก็เพียงพอแล้ว
กลยุทธ์ทางจิตวิทยาเช่นนี้มิใช่เรื่องล้ำลึกอันใด
องค์กรทางทหารของแต่ละประเทศ หรือขุมกำลังใหญ่ๆ ในการฝึกฝนพลีชีพ ก็ล้วนใช้วิธีการแบบนี้
ด้านหลัง สมาชิกในทีมสองคนได้ยินคำพูดของเขาแล้วก็มองหน้ากันอย่างครุ่นคิด