พิชิตเกมส์วันสิ้นโลก ด้วยระบบผู้กอบกู้ - บทที่ 176: ประกาศิตจากสมรภูมิ
เวลาผ่านไปสิบกว่านาที บรรยากาศในห้องประชุมยังคงค่อนข้างเงียบงัน
หลังจากที่เมืองหลวงประกาศข่าวสารออกไป ผ่านไปประมาณสิบนาที ในช่องสนทนาก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง
…
นอกจากโม่หลิงที่ยังคงมีท่าทีไม่แยแสอยู่เสมอ
สมาชิกในทีมคนอื่นๆ อดไม่ได้ที่จะมองไปยังช่องสนทนาเป็นครั้งคราว
พวกเขาอยากเห็นปฏิกิริยาของผู้รอดชีวิต อยากเห็นว่ามีใครสังเกตเห็นท่าทีของทางการหรือไม่
ลึกๆ แล้ว พวกเขายังคงปรารถนาที่จะได้รับการยอมรับจากทางการ
เพราะนั่นคือ…ทางการ
“หัวหน้าหลิน ผมเห็นในช่องสนทนามีผู้ปลุกพลังไม่น้อยบอกว่าพวกเราขี้ขลาดตาขาว…”
จางเถี่ยมองดูข้อความด้วยสีหน้าไม่พอใจ เบื้องหน้ามีกระป๋องเปล่าที่กินหมดแล้ววางอยู่ไม่น้อย
“เสียงเรียกร้องที่ดังที่สุดคือให้เราเปิดเผยตำแหน่งของฐานที่มั่น”
“พวกเขาอ้างว่าเขตการรบเมืองหลวงพูดแล้ว ผู้รอดชีวิตต้องสามัคคีกัน เรามีหน้าที่ต้องรับและช่วยเหลือพวกเขา…”
“ยังมีคนอีกไม่น้อยที่เริ่มด่าทอพวกเรา กล่าวหาว่าหัวหน้าหลินไร้ซึ่งความรับผิดชอบ”
เกาเทียนหน้าซีดเผือด มองดูกลุ่มอำนาจมากมายในช่องสนทนาที่ฉวยโอกาสเหยียบย่ำฐานที่มั่นหลงอันเพื่อสร้างชื่อให้ตนเอง
“พี่หลิน ผู้ปลุกพลังหลายคนจงใจเอ่ยชื่อพวกเรา บอกว่าจะไม่ทำตัวเหมือนฐานที่มั่นหลงอันที่เห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ส่วนรวม”
“พวกเขายินดีต้อนรับผู้รอดชีวิตทุกคน และให้ความร่วมมือกับคำประกาศของทางการอย่างแข็งขัน…”
“ปัง!”
“บ้าเอ๊ย!”
จางเถี่ยเหลือบมอง แล้วตบโต๊ะเบื้องหน้าอย่างแรงด้วยความโกรธเกรี้ยว:
“ถ้าเราเปิดเผยตำแหน่งตอนนี้ พวกมันกล้ามาเรอะ!?”
“อีกไม่นานฝูงซอมบี้ก็จะบุกเมืองแล้ว คนที่อยู่ไกลหน่อย กว่าจะเดินทางมาถึงก็คงตายห่าไปกลางทางแล้ว!”
“คนธรรมดามาก็มาตายเปล่า! ผู้ปลุกพลังมาแล้วไม่ฟังคำสั่งจะทำยังไง? ก็มีแต่จะมาเป็นภาระเปล่าๆ!”
“ถ้าไม่ใช่เพราะเราคิดจะผ่านพ้นความยากลำบากนี้ไปให้ได้ สร้างฐานให้ดีเพื่อลดจำนวนคนตาย…”
หลินอันไม่แยแสเลยแม้แต่น้อย โบกมือห้ามเจ้าหมีโง่ไม่ให้บ่นพึมพำ
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ในตอนนี้มันแค่ไหนกันเชียว
รออีกสักพัก ความคาดหวังที่ผู้คนมีต่อชื่อเสียงของเขตปลอดภัยแห่งแรกจะมากเท่าไหร่ ถึงตอนนั้นก็จะถูกสาปแช่งมากเท่านั้น
การใส่ร้ายป้ายสีต่างๆ นานาจะตามมาเป็นขบวน จะมีผู้ทะเยอทะยานจำนวนมากที่อยากจะเหยียบย่ำชื่อเสียงของเขาเพื่อก้าวขึ้นไป
คนกลุ่มนี้ไม่รู้ว่าหลังจากสร้างเขตปลอดภัยแล้วจะต้องเผชิญกับการบุกของฝูงซอมบี้ ไม่รู้ว่ายิ่งคนเยอะยิ่งดึงดูดอสูรกลายพันธุ์
ในชาติก่อน ฐานที่มั่นที่รับผู้รอดชีวิตเข้ามาอย่างเอิกเกริกในช่วงแรก ไม่มีแห่งไหนอยู่รอดเกินครึ่งปี
คนเยอะ…บางครั้งก็เป็นเพียงภาระ
…
แตกต่างจากเกาเทียนและคนอื่นๆ
หลินอันตั้งใจครุ่นคิด เขาไม่ค่อยถูกปัจจัยภายนอกรบกวน
ไม่ว่าทางการจะมองเขาด้วยท่าทีอย่างไร หรือผู้รอดชีวิตทั้งแผ่นดินจีนจะคิดกับเขาอย่างไร เขาก็ไม่สนใจ
เป้าหมายของเขาชัดเจนมาก
อยู่รอด แข็งแกร่งขึ้น ปกป้องคนที่เขารัก
ส่วนชื่อเสียง ความคิดเห็นของผู้อื่น และการยอมรับ
สิ่งเหล่านี้สำหรับเขาแล้ว…ไร้ค่าสิ้นดี
หากการสร้างภาพลักษณ์อันรุ่งโรจน์สามารถบรรลุเป้าหมายได้ เขาก็ไม่รังเกียจที่จะสวมบทบาทผู้กอบกู้
หากการสังหารเร็วกว่า…ก็เลือกการสังหาร
ความดีและความชั่วร้ายนั้น ในวินาทีที่เขาเกิดใหม่ก็ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว
“ต็อก...ต็อก”
ปลายนิ้วเคาะโต๊ะตามความเคยชิน
เรื่องการออกไปค้นหาอาวุธยุทโธปกรณ์ในครั้งนี้ และเส้นทางการพัฒนาต่อไป เขามีแผนการคร่าวๆ อยู่ในใจแล้ว
ประการแรก ในฐานที่มั่นจะต้องมีคนของตัวเองอยู่
เวลาที่ควบคุมฐานที่มั่นยังสั้นเกินไป แม้จะมีวิธีการต่างๆ นานาฝังรากลึกลงในใจของทุกคนแล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอ
แกนพลังงานจิตคือสิ่งสำคัญที่สุด หากมีคนคิดจะทำลาย บุกเข้าไป ทุกความพยายามก็จะสูญเปล่า
อันจิ่งเทียนต้องอยู่ เขาไม่เหมาะกับการต่อสู้ซึ่งหน้า กระทั่งไม่เหมาะกับการต่อสู้กับซอมบี้
คุณลักษณะของนักฆ่าแห่งห้วงลึก กำหนดให้เขาเชี่ยวชาญในการเผชิญหน้ากับผู้ปลุกพลังมากกว่า
ฐานที่มั่นก็ต้องการให้เขาคอยข่มขู่ คุณสมบัติของนักฆ่ากำหนดให้เขาเป็นเหมือนคมดาบที่ซ่อนอยู่ในเงามืด
จางเถี่ยสามารถพาไปด้วยได้ เจ้าหมีโง่นั่นอยู่ในฐานที่มั่นไม่ได้หรอก
โม่หลิงต้องพาไป หากไม่มีเด็กน้อยคนนี้ไปด้วย แค่ฝูงซอมบี้จำนวนมากก็ทำให้เดินต่อไปไม่ได้แล้ว
เวินหย่าสามารถพาไปด้วยได้ มีเวินหย่าอยู่
ไพ่ตายอย่างเสียงกรีดร้องวิญญาณก็จะสามารถใช้ได้ และยังเสริมพลังให้ทั้งทีมได้อีกด้วย
เกาเทียนไม่จำเป็นต้องพาไปแล้ว สามารถให้เขาอยู่ที่ฐานที่มั่นช่วยงานอันจิ่งเทียนได้
การฝึกฝนสองครั้งนี้ก็เกือบจะพอแล้ว ก้าวหน้าเร็วมาก
และเกาเทียนในฐานะคนเดิมของสถาบัน หลินอันตั้งใจจะให้เขาเป็นตัวแทนของผู้ปลุกพลังในหมู่นักเรียน
ผู้ปลุกพลังสายธาตุในฐานที่มั่นก็พาไปกลุ่มหนึ่ง เช่นเด็กหนุ่มที่เคยใช้กำแพงไฟได้ ทักษะของเขาก็มีประโยชน์มาก
คู่สามีภรรยาหมาป่าจันทรา เหลียงเส่ากวง…
หลินอันคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ตัดสินใจให้ทั้งสองคนอยู่ต่อ
มีทักษะการตรวจจับของหมาป่าจันทราอยู่ ความปลอดภัยของฐานที่มั่นก็จะมีหลักประกัน
และตัวเขาเองก็ไม่ได้แข็งแกร่งมากนัก การพาออกไปก็ไม่ได้มีความหมายอะไรมาก
ครั้งนี้มีเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะการค้นหาของเขา
จางเถี่ย, โม่หลิง, เวินหย่า และผู้ปลุกพลังสายธาตุอีก 2 คน
หลังจากกำหนดสมาชิกในทีมแล้ว หลินอันก็เงยหน้ามองอันจิ่งเทียน:
“จิ่งเทียน พรุ่งนี้เช้าฉันจะนำทีมออกเดินทางต่อ นายกับหลิวซื่อหมิง, เหลียงเส่ากวง, เกาเทียนและคนอื่นๆ อยู่ที่ฐาน”
“อีกเดี๋ยวเขตการรบก็จะประกาศข้อมูลเกี่ยวกับพวกเราแล้ว”
“หากมีใครคิดไม่ซื่อ หรือแอบติดต่อกับผู้อื่น…”
“จัดการขั้นเด็ดขาดได้ทันที!”
น้ำเสียงของหลินอันเย็นเยียบ เขามักจะเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเสมอ
“ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป ห้ามออกนอกเคหสถานยามวิกาล, ห้ามชุมนุม, ห้ามใครก็ตามออกจากเขตฐานที่มั่น!”
“ในช่วงเวลาหนึ่งเดือนนี้ ฐานที่มั่นจะต้องไม่มีอุบัติเหตุใดๆ เกิดขึ้นเด็ดขาด!”
“อีกอย่าง”
เขาหันไปมองเวินหย่า แล้วออกคำสั่งต่อ:
“รายชื่อ 100 คนที่มีศักยภาพที่ฉันเคยให้เธอรวบรวมไว้ เธอส่งให้จิ่งเทียน”
“รอให้พวกเรากลับมาจากการเดินทางครั้งนี้แล้ว ค่อยฝึกฝนผู้ปลุกพลังจากในนี้”
“สามารถปล่อยข่าวออกไปได้อย่างเหมาะสม บอกว่าฐานที่มั่นมีวิธีทำให้คนธรรมดากลายเป็นผู้ปลุกพลังได้ และอัตราการเสียชีวิตต่ำมาก”
ทุกคนได้ยินหลินอันพูดก็อดไม่ได้ที่จะตกใจ
“พี่หลิน?”
“พี่มีวิธีลดอัตราการเสียชีวิตตอนปลุกพลังได้จริงๆ เหรอ?”
เกาเทียนมีสีหน้าประหลาดใจ
ในช่วงแรกของการระบาดของวันสิ้นโลก ที่สถาบันมีจุดพลังงานจิตสองสามแห่งที่ยังไม่สลายไป
หลายคนก็อยากจะเป็นผู้ปลุกพลัง มีพลัง
ผลลัพธ์คือ…
หลังจากมีคนตายติดต่อกันหลายสิบคน กลับไม่มีผู้ปลุกพลังปรากฏขึ้นมาเลยสักคน
ทุกคนต่างเต็มไปด้วยความหวาดกลัวต่อการปลุกพลัง ไม่มีใครกล้าลองอีก
สภาพการตายแบบร่างระเบิดนั้นน่าสยดสยองเกินไป และพวกเขาก็ไม่รู้ว่าโอกาสมีมากน้อยแค่ไหน
นี่คือเหตุผลว่าทำไมผู้ปลุกพลังกลุ่มนั้นในสถาบันถึงได้หยิ่งยโสนัก
เพราะพวกเขาคือ “หัวกะทิ” ที่ถูกคัดเลือกมาจากร้อยคน
หลินอันพยักหน้า แล้วค่อยๆ เอ่ยปาก:
“ผู้เล่นธรรมดามีโอกาสเสียชีวิตสูงเมื่อปลุกพลัง เพราะค่าสถานะห่างจากค่าขีดจำกัดมากเกินไป”
“ดังนั้นเมื่อเข้าใกล้จุดพลังงานจิต จึงง่ายที่จะถูกพลังงานจิตพุ่งเข้าใส่จนร่างระเบิด”
“แต่พวกนายไม่สังเกตเหรอว่าผู้เล่นในฐานที่มั่น ค่าสถานะของพวกเขาเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ทุกวัน?”
“ขอเพียงค่าสถานะยิ่งเข้าใกล้ค่าขีดจำกัด (10 หน่วย) อัตราการเสียชีวิตก็จะลดลง”
“ถึงตอนนั้น ขอเพียงจิตใจเข้มแข็ง ทุกคนก็มีความหวังที่จะเป็นผู้ปลุกพลังได้”
แน่นอนว่า อันที่จริงมันก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น
การเป็นผู้ปลุกพลังยังมีปัจจัยบังเอิญอีกมากมาย
หลินอันมั่นใจว่าจะสามารถลดอัตราการเสียชีวิตได้ ก็เพราะผลพิเศษของหอคอยรวบรวมพลังจิต
แต่ในฐานะสิ่งอำนวยความสะดวกด้านพลังจิตที่สำคัญเป็นอันดับสองของฐานที่มั่น ไม่จำเป็นต้องพูดให้ละเอียดขนาดนั้น
พระเดชและพระคุณต้องใช้คู่กัน
หลังจากที่เขาออกจากฐานที่มั่นไปแล้ว ด้านหนึ่งก็ต้องเสริมการจัดการ อีกด้านหนึ่งก็ต้องให้ผลประโยชน์เล็กน้อย
เช่นนี้ก็จะสามารถลดอุบัติเหตุให้เหลือน้อยที่สุดได้
ภัยคุกคามจากความตายบวกกับการล่อใจให้เป็นผู้ปลุกพลัง ก็เพียงพอที่จะขจัดความคิดที่จะทรยศของคนส่วนใหญ่ได้
หลังจากได้รับการยืนยันจากหลินอันแล้ว เกาเทียนก็มีสีหน้าตื่นเต้น
หากพี่หลินมีวิธีลดอัตราการเสียชีวิตได้จริงๆ…
ข่าวนี้หากปล่อยออกไป ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะสร้างความฮือฮาไปทั่วทั้งฐานที่มั่น
ใครบ้างไม่อยากมีพลัง? เพียงแต่ภัยคุกคามจากความตายทำให้พวกเขาขาดความกล้าหาญ…
“จิ่งเทียน, เวินหย่า”
“บอกสถานการณ์ของแต่ละแผนกในฐานที่มั่นตอนนี้คร่าวๆ หน่อย…”
…
“วันนี้เลิกประชุม กิจกรรมฉลองตอนกลางคืนฉันจะไปปรากฏตัว”
“อีกอย่าง เรื่องธุระและเรื่องจิปาถะต่างๆ สามารถโยนให้หวงเจิ้งและพวกเขารับผิดชอบได้”
“อย่างน้อยก็เคยเป็นผู้อำนวยการมาก่อน พวกเขาจัดการเรื่องพวกนี้ได้คล่องกว่าเรา”
หลินอันขมวดคิ้วด้วยความเหนื่อยล้า เตรียมลุกขึ้นกลับห้องพักผ่อน
ประสิทธิภาพในการจัดการเรื่องต่างๆ ของเขารวดเร็วมาก แต่ก็ทนไม่ไหวกับเรื่องที่ต้องตัดสินใจมากมาย
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เขาไม่ได้นอนเลยสักคืน
ทว่า ขณะที่กำลังจะออกจากประตู
หน้าต่างที่แสดงช่องสนทนาก็เลื่อนผ่านอย่างรวดเร็ว
“หัวหน้าหลิน!”
จางเถี่ยรีบคลานขึ้นมาจากพื้นอย่างรวดเร็ว ตอนที่หลินอันกำลังจัดแจงงานในฐานที่มั่น เขาก็นอนแผ่อยู่บนพื้นดูข่าวสารอย่างเกียจคร้าน
อย่างไรเสียก็ไม่มีเรื่องอะไรของเขา
จางเถี่ยเบิกตากว้าง จ้องมองข้อความหกพันข้อความที่เหมือนกันบนหน้าจอแสงอย่างไม่กะพริบตา
“ข่าวจากเขตการรบ...มาแล้วครับ!”